คุณค่าของมังงะและอนิเมะในฐานะเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นดีสำหรับบทละครหรือบทภาพยนตร์
ในขณะที่ผู้เขียนกำลังเขียนต้นฉบับนี้อยู่ ซีรีส์เรื่อง One Piece ทาง Netflix ที่เขียนบทภาพยนตร์มาจากมังงะ (漫画) ญี่ปุ่นชื่อเรื่องเดียวกัน กำลังเป็นกระแสอย่างมาก และในขณะเดียวกัน ซีรีส์เรื่อง Moving ทาง Netflix ที่เขียนบทภาพยนตร์มาจากมันฮวา (만화) ของเกาหลีก็กำลังโด่งดังอย่างมากทั้งในเอเชียและทั่วโลก

เคยได้กล่าวถึงธุรกิจการ์ตูนญี่ปุ่นทั้งมังงะและอนิเมะในฐานะนวัตกรรมทางวัฒนธรรมไปแล้วในคอลัมน์ การ์ตูนและอนิเมชั่นของญี่ปุ่น และเคยเขียนสาเหตุที่การ์ตูนญี่ปุ่นโด่งดังถึงเพียงนี้ใน ทำไม Manga และ Anime ญี่ปุ่นถึงโด่งดังถึงเพียงนี้? อีกทั้งเคยเขียนประวัติของบิดาแห่งการ์ตูนญี่ปุ่นยุคใหม่อย่างเทะสึกะ โอะซะมุไปแล้วใน เทะสึกะ โอะซะมุ ตำนานแห่งปรมาจารย์ ต้นกำเนิด “เจ้าหนูปรมาณู” ทั้งชีวิตอุทิศเพื่อการ์ตูน
แต่ยังไม่เคยกล่าวถึงการ์ตูนญี่ปุ่นในฐานะเป็นบทละครหรือบทภาพยนตร์มาก่อน วันนี้จึงอยากจะพูดเรื่องนี้ว่าทั้งมังงะและอนิเมะสามารถเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นดีพร้อมที่จะพัฒนาเป็นบทละครหรือบทภาพยนตร์สำหรับคนแสดงได้จริงหากได้มือเขียนบทที่เก่งมากพอ
ที่จริงญี่ปุ่นน่าจะเป็นชาติแรก ๆ ในเอเชียที่นำธุรกิจ “เปลี่ยนการ์ตูนเป็นเวอร์ชันคนแสดง” ได้อย่างประสบความสำเร็จมาหลายทศวรรษแล้ว ยุคที่น่าจะเก่าสุดที่คนไทยรู้จักซีรีส์ญี่ปุ่นที่ทำจากการ์ตูนก็เช่น ซีรีส์เรื่องเคนโด้ (ชื่อญี่ปุ่นว่า 『おれは男だ!』 ชื่อเหมือนมังงะเปี๊ยบเลย) ออกอากาศในญี่ปุ่นเมื่อปี 1971-1972 และออกอากาศในไทยหลังญี่ปุ่นนิดเดียวเองจริง ๆ คือปีเดียวกันเลยใน พ. ศ. 2514-2515 และโด่งดังในไทยมาก, หรือยุคถัดมาอย่างเรื่อง Tokyo Love Story『東京ラブストーリー』 ออกอากาศในญี่ปุ่นปี 1991 ก็โด่งดังในไทยมากเช่นกัน ยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้กล่าวไว้ในที่นี้
ยุคใหม่ที่ค่อนข้างปัจจุบันก็จะมีเรื่องที่สร้างจากการ์ตูนที่คนทั่วโลกน่าจะรู้จักแล้วนอกจาก One Piece ก็คือเรื่อง Alice in Borderland 『今際の国のアリス』 ที่เพิ่งจบ 2 ภาคใน Netflix ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่เก่าอีกนิดคือเรื่องซามูไรพเนจร 『るろうに剣心』

เรื่องต่าง ๆ ที่กล่าวมาล้วนเป็นตัวอย่างชั้นดีที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการ์ตูนญี่ปุ่นว่า หากได้มือเขียนบทและทีมงานที่ดีแล้ว จะกลายเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นดีในการพัฒนาบทเพื่อผลิตซีรีส์หรือภาพยนตร์ดี ๆ ได้แน่นอน ชนิดที่ว่าแม้แต่ฮ่องกง, ไต้หวัน, เกาหลี, จีนแผ่นดินใหญ่ ก็ยังเอาการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นต้นฉบับสร้างซีรีส์ของตัวเองกันเลยเป็นประจำ อย่างภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง ฮันนะซัง…สวยสั่งได้ ก็มาจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง คันนะซัง…คนจะสวยช่วยไม่ได้ 『カンナさん大成功です!』 หรือเรื่องที่ดังระดับตำนานอย่างเรื่อง F4: รักใสใสหัวใจสี่ดวง เวอร์ชันไต้หวัน ก็มาจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง สาวแกร่ง…แรงเกินร้อย 『花より男子』 เป็นต้น
แต่เดิมค่อนข้างมีความเชื่อว่าการ์ตูนที่จะทำเป็นเวอร์ชันคนแสดงได้ดีนั้นจะต้องไม่แฟนตาซีมากจนเกินไป แต่ต้องเป็นการ์ตูนที่ยังอิงกับโลกแห่งความจริงอยู่บ้าง (เช่น ไม่เอา Dragon Ball มาทำเพราะคิดไม่ออกว่าจะทำให้ดีได้อย่างไร เป็นต้น) แต่ในปัจจุบันรสนิยมผู้ชมก็เปลี่ยนไป อีกทั้งมีภาพยนตร์ค่าย Marvel และ DC กรุยทางรสนิยมไว้แล้ว การจะทำซีรีส์หรือภาพยนตร์ที่คนแสดงแล้วจะให้แฟนตาซีหรือหลุดจากความจริงเพียงใด ผู้ชมก็รับได้ แต่ขออย่างเดียวคือบทต้องดี มีความสมเหตุสมผลในเนื้อเรื่องแม้ว่าจะแฟนตาซีเพียงใดก็ต้องเรียกว่า make sense ในเนื้อเรื่อง, การถ่ายทำต้องดี, นักแสดงต้องแสดงได้ดีและน่าติดตาม ผู้ชมก็พร้อมจะกระโจนสู่โลกแห่งจินตนาการในเวอร์ชันคนแสดงได้แล้ว มิฉะนั้น One Piece หรือ Moving ก็คงไม่โด่งดังเพียงนี้

ที่น่าจับตามองคือตอนนี้ตลาดมันฮวาของเกาหลีก็ใช้โมเดลแบบญี่ปุ่นในอดีต แต่ประสบความสำเร็จในระดับโลกมากกว่าญี่ปุ่นในการผลิตซีรีส์และภาพยนตร์รวมทั้งเพลง เพราะเกาหลีสามารถเล่นกับตลาด Digital ได้ดีกว่าญี่ปุ่น สามารถอ่านการห้ำหั่นระหว่าง J-Pop และ K-Pop ได้ใน J-Pop ปะทะ K-Pop ญี่ปุ่นจะแก้เกมสู้เกาหลีได้หรือไม่? เมื่อเกาหลีเริ่มมาแรง(แซงโค้ง) คือแม้ว่าตลาดมันฮวาเกาหลีจะยังสู้ตลาดมังงะญี่ปุ่นไม่ได้ แต่มันฮวามีความพร้อมในการแปลงร่างเป็นซีรีส์และภาพยนตร์ส่งตรงไปสู่ผู้ชมได้ทันที คือมีความเหมือนสายน้ำพร้อมจะแปลงร่างและลื่นไหลไปสู่ชาวโลกในรูปแบบใดก็ได้ที่มีอินเทอร์เน็ตกันเลย ในขณะที่ญี่ปุ่นตื่นตัวเฉพาะวงการมังงะ, อนิเมะ และ เกม แต่วงการซีรีส์และภาพยนตร์รวมทั้งเพลงนั้นยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับยุค Digital ได้มีประสิทธิภาพมากนัก ทำให้การแปลงการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นเวอร์ชันคนแสดงและให้ประสบความสำเร็จระดับโลกเหมือนฝั่งเกาหลีนั้นทำได้ยากกว่า เช่น One Piece ไม่ใช้ทีมงานญี่ปุ่นล้วน ๆ ผลิตจึงอาจเป็นสาเหตุให้ทำแล้วฮิต ในขณะที่หลายเรื่องพอใช้แต่ทีมงานญี่ปุ่นผลิตแล้วคือพังกันเป็นแถบ ๆ เพราะทีมงานญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มจะไม่เข้าใจตลาดโลกอยู่นั่นเอง
อยากฝากทิ้งท้ายไว้ว่า เมืองไทยเองในช่วงนี้ที่กำลังฮิตคำว่า Soft Power นั้น หลายฝ่ายในวงการบันเทิง, วงการสื่อ, วงการวัฒนธรรม ฯลฯ ของไทยก็ควรจะเริ่มพิจารณา “การ์ตูนไทย” เช่นพวก การ์ตูนเล่มละ 1-5 บาท หรือตระกูลขายหัวเราะ รวมทั้งการ์ตูนสไตล์มังงะแบบไทย ว่าอาจมีบางเรื่องมีความพร้อมจะพัฒนาบทให้เป็นซีรีส์หรือภาพยนตร์คนแสดงจริงและบุกตลาดโลกก็เป็นได้ ขอเพียงเข้าใจรสนิยมของชาวโลก,บทดี, ถ่ายทำดี, นักแสดงเก่งและมีเสน่ห์ ก็น่าจะมีแนวโน้มประสบความสำเร็จได้จริง ๆ เช่นกัน นับเป็นเรื่องที่น่าพิจารณาและอาจเป็นโมเดลธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาลมาสู่ประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ก็ได้
ติดตามผลงานเขียนทั้งหมดของวีรยุทธได้ที่ >> https://www.facebook.com/Weerayuths-Ideas
เรื่องแนะนำ :
– ความแตกต่างระหว่าง ซะเงียว (作業) และ ชิโงะโตะ (仕事): คุณกำลังเข้าใจว่า “กระบวนการ” คือ “งาน” อยู่หรือไม่?
– รีวิวหลักสูตรมังงะและอนิเมะศึกษาของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไท
– Start-up สัญชาติญี่ปุ่นเตรียมผงาดหลังสถานการณ์ Covid-19 บรรเทาลง
– พุทธพาณิชย์แบบญี่ปุ่น
– ทำไมหลักสูตร MBA ถึงไม่ฮิตในญี่ปุ่น?
ขอบคุณรูปภาพจาก
https://renote.net/articles/15825
https://about.netflix.com/ja/news/alice-in-borderland-season-2/
https://www.online-station.net/movie/714772/
#คุณค่าของมังงะและอนิเมะในฐานะเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นดีสำหรับบทละครหรือบทภาพยนตร์


