คาราเต้ค่อย ๆ กลายเป็นศาสตร์เพื่อสุขภาพไปทีละนิด
ผู้เขียนได้เคยเขียนถึงบ่อเกิดและการจัดหมวดหมู่ของคาราเต้ไปแล้วใน บ่อเกิดและการจัดหมวดหมู่ของคาราเต้ โดยเคยพูดถึงปรัชญาของวิชาคาราเต้ว่าแนวคิดดั้งเดิมนั้นคือ Traditional Karate ที่ใช้ในการต่อสู้จริงหรือเข่นฆ่ากัน แล้วพัฒนาไปสู่ Sport Karate หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และเกิดการแข่งขัน Full Contact Karate ขึ้นอีกด้วยในเวลาต่อมา

แต่วันนี้จะพูดถึงการพัฒนาคาราเต้อีกแนวทางคือการกลายเป็น “ศาสตร์เพื่อสุขภาพ” ของคาราเต้ อาจจะเนื่องจากสังคมญี่ปุ่นปัจจุบันกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ไปเรียบร้อยแล้ว ศาสตร์การต่อสู้หลาย ๆ ศาสตร์มีเด็กเรียนน้อยลง และทำให้มีวัยรุ่นและวัยทำงานเรียนกันน้อยลง ศาสตร์การต่อสู้จึงต้องหาทางวิวัฒนาการหนีตายโดยการค่อย ๆ กลายเป็นศาสตร์เพื่อสุขภาพไปในที่สุดเพื่อรองรับผู้สูงอายุจำนวนมหาศาลในประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน
กรณีศึกษาจากมวยไท่จี๋
การวิวัฒนาการจากศาสตร์แห่งการเข่นฆ่าต่อสู้ไปสู่ศาสตร์เพื่อสุขภาพนั้น เคยเกิดขึ้นแล้วในเอเชียคือวิชามวยไท่จี๋ (สำเนียงแต้จิ๋วคือ ไท้เก๊ก) โดยมวยไท่จี๋ต้นฉบับจริง ๆ คือมวยไท่จี๋ตระกูลเฉิน (陳氏太極拳) ซึ่งเกิดในช่วงรอยต่อระหว่างศตวรรษที่ 15 ไปสู่ศตวรรษที่ 16 และเดิมทีเป็นวิชาที่ใช้ในการต่อสู้จริง มีการระเบิดกำลังภายใน หรือ “ฟาจิ้น (発勁)” เพื่อทำลายอวัยวะภายในเพื่อฆ่าศัตรู ซึ่งค่อนข้างเป็นวิชาที่รุนแรงมาก
แต่ต่อมาในต้นศตวรรษที่ 19 เมื่อวิชามวยไท่จี๋ได้ถ่ายทอดมาสู่ตระกูลหยางซึ่งค่อนข้างมีสัมพันธภาพอันดีกับราชสำนักราชวงศ์ชิงจึงมีโอกาสถ่ายทอดมวยไท่จี๋สไตล์ของตระกูลตัวเองคือมวยไท่จี๋ตระกูลหยาง (楊氏太極拳) จนวิชาตระกูลหยางแพร่หลาย ในภายหลังเมื่อวิชาตระกูลหยางถูกถ่ายทอดต่อให้ลูกหลาน ได้ถูกปรับให้ทันสมัยโดยหยางเฉิงฟู่ (หลานปู่ของหยางลู่ฉาน ผู้คิดค้นมวยตระกูลหยาง) ให้กลายเป็นวิชาอันอ่อนโยน ลบท่าฟาจิ้นอันรุนแรงออกไป ลบท่ากระทืบเท้า ท่ากระโจนตัว ออกไป กลายเป็นวิชาเพื่อสุขภาพอันอ่อนโยนโดยแท้จริง ต่อมาเมื่อจีนสิ้นสุดราชวงศ์ชิงในปี 1912 และเกิดความวุ่นวายต่อมาอีกหลายทศวรรษ มีชาวจีนลี้ภัยไปต่างประเทศมากมาย ผู้ฝึกวิชาตระกูลหยางเพื่อสุขภาพจึงได้นำแนวทางของมวยไท่จี๋ตระกูลหยางไปเผยแพร่สู่นานาชาติ จนกระทั่งในปัจจุบันแม้แต่ชาวตะวันตกก็มีผู้ฝึกมวยไท่จี๋ตระกูลหยางเพื่อสุขภาพกันมากมาย
คาราเต้ก็เริ่มกลายเป็นศาสตร์เพื่อสุขภาพ
ถ้าลองดูใน…
มีคุณยายท่านหนึ่งในจังหวัดโอกินาวาเพิ่งเริ่มฝึกคาราเต้เมื่ออายุครบ 70 พอดี โดยในเวลาที่ถ่ายทำคลิป คุณยายมีอายุครบ 82 และได้สายดำดั้ง 3 มีสุขภาพแข็งแรงมากจนคนขนานนามว่า Superhuman โดยมีผู้สูงอายุเกิน 50 ขึ้นไปจำนวนมากที่เพิ่งเริ่มเข้าวงการคาราเต้เพื่อสุขภาพในญี่ปุ่นปัจจุบัน
หรืออีกแห่งอย่าง เช่นในโอซาก้าก็มี Honda Dojo ซึ่งเน้นการฝึกคาราเต้เพื่อผู้ใหญ่และผู้สูงอายุโดยเฉพาะ มีการออกแบบการฝึกพิเศษสำหรับผู้สูงอายุให้รุนแรงน้อยลง ลดการเสี่ยงบาดเจ็บ
อีกแห่งที่วิวัฒนาการขั้นสุดคือ Workshop ของ Tee Body Work โดยอาจารย์ Yamashiro Yoshitomo ผู้ฝึกสอนคาราเต้มืออาชีพ ก็ได้นำ Know-How ของคาราเต้มาปรับเป็นศาสตร์การยืดเหยียดเพื่อสุขภาพอย่างเต็มรูปแบบ โดยคำว่าคาราเต้นั้นมาจากเสียงภาษาญี่ปุ่นว่าคะระเทะ ซึ่งในโอกินาวาโบราณจะเรียกแค่ “เทะ” คำเดียว แต่ออกเสียงแบบภาษาถิ่นว่า ที (ティー) จึงนำศาสตร์แห่ง Tee โบราณมาปรับใช้กับสุขภาพของคนในปัจจุบันเป็น Tee Body Work เช่นในคลิป…
สถานการณ์ในประเทศไทย
เมืองไทยเองก็กำลังตามญี่ปุ่นไปติด ๆ ในเรื่องการกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด จึงมีความตื่นตัวเรื่องสุขภาพอย่างมาก นอกจากมวยไท่จี๋เพื่อสุขภาพแล้ว ยังมีพิลาทิส โยคะ กายบริหาร ฟิตเนส ฯลฯ อีกมากมายที่เป็น Trend สำคัญของประเทศไทยตอนนี้ และคาราเต้เองก็กำลังจะเข้าสู่การเป็น 1 ในตัวเลือกของศาสตร์แห่งสุขภาพเช่นกัน เป็นที่น่าจับตามองธุรกิจของศาสตร์สุขภาพในไทยจากนี้ต่อไปเป็นอย่างยิ่ง
ติดตามผลงานเขียนทั้งหมดของวีรยุทธได้ที่ >> https://www.facebook.com/Weerayuths-Ideas
เรื่องแนะนำ :
– คนญี่ปุ่นแต่งงานเพราะความรักมากขึ้น แต่งงานผ่านพิธีดูตัวน้อยลง และแต่งงานเพราะรู้จักกันในเน็ตเพิ่มอย่างรวดเร็ว
– ประวัติศาสตร์ของคำศัพท์เรียกอาหารเส้นของญี่ปุ่น: โซบะ, นานกิงโซบะ, ชินะโซบะ, ชูกะโซบะ, และ ราเม็ง
– “ดับเบิ้ลอี้โทะโกะโดะริ (ダブル・好いとこ取り)” กับ HEN-Thai Sushi
– มันเนะริกะ (マンネリ化): การสักแต่ทำตามหน้าที่ แต่หมดใจไปนานแล้ว
– Kaiju No. 8: การใช้ Soft Power ส่งเสริม Hard Power ของกองกำลังป้องกันญี่ปุ่น
ขอบคุณรูปภาพจาก
https://kyokushinkarate.news/en
https://www.kcpinternational.com/2021/09/origins-karate-japan/
#คาราเต้ค่อย ๆ กลายเป็นศาสตร์เพื่อสุขภาพไปทีละนิด


