วิชายุทธ วิถีเซน by Lordofwar Nick
ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” [Side Story] (1) จาก “ยิวยิตสูสำนักไดโตริว” ถึง “ไอคิโด”
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน อย่าเพิ่งด่าผมจะครับว่า เฮ้ย ไอ้เรื่อง ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” เนี่ย ยังไม่จบอีกเหรอ ยืดเป็นละครหลังข่าวเลยนะเมิง ๕๕๕๕ ครับ ใจจริงทีแรก ก็ว่าจะจบแล้วครับ แต่ว่า มาคิดดูอีกที เรื่องราวที่ผ่านมา มันคือการเขียนในพล็อตเรื่องที่ว่า จาก
![ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” [Side Story] (1) จาก “ยิวยิตสูสำนักไดโตริว” ถึง “ไอคิโด”](https://www.marumura.com/wp-content/uploads/2024/10/Jujutsu-Side-Story-Aikido-1.png)
ถึงแม้ว่า ใน “เชิงอรรถ” จะเขียนส่วนขยายของจักรวาล โดยกล่าวถึงวิชาแซมโบ้ก็ตาม

จะเห็นว่าตามแผนผังนี้ มันไม่มีช่องที่จะให้ผมพูดถึงอีกวิชาหนึ่ง ที่ก็มาจากวิชายูยิตสูสำนักหนึ่งเหมือนกัน แต่เป็นพัฒนาทางไปหนทางที่ต่างไปจาก “ยูโด” โดยสิ้นเชิง นั่นก็คือ “ไอคิโด”
ดังนั้น เมื่อมีมิตรรักนักอ่านขอมาว่า อยากให้เขียนเรื่องของ “ไอคิโด” ผมจึงไม่อาจเขียนเพิ่มเข้าไปเป็น “เชิงอรรถ” ได้ เลยต้องขออนุญาต เขียนเป็น Side Story “เรื่องราวเสริม” แทนนะครับ
ทีนี้ หากจะให้เขียนเรื่อง “ประวัติศาสตร์” ของไอคิโด ล่ะก็ ก็คงต้องโยงไปหาสิ่งที่เก่ากว่า คือ “ยูยิตสูสำนักไดโตริว” แล้วล่ะครับ ก็จะขอเขียนเรื่องราว โดยใช้พล็อตนี้ละกันนะครับ
รากเหง้าเค้ามูลของ “ยูยิตสูสำนักไดโตริว”
ยูยิตสูสำนักไดโตริว (ไดโตริว ไอคิ จุจุตสึ 大東流合気柔術) นั้น ตามคำกล่าวอ้างของอาจารย์ ทาเคดะ โซคาคุ(武田惣角)ผู้ซึ่งเป็นปรมาจารย์ผู้โด่งดังของสำนักนี้ ได้อ้างย้อนไปถึงว่า ปฐมาจารย์แห่งสำนักวิชานี้คือ ชินระ ซาบุโร่ โยชิมิตสึ(新羅三郎義光)ซึ่งเป็นคนในตระกูลมินาโมโตะ (ในวิกิฝรั่งบอกว่า ชินระ ซาบุโร่ โยชิมิตสึ นั้น ได้ค้นคว้าพัฒนาวิชาข้อต่อและวิชาซัดกระแทก (อาเทมิ) จากการผ่าศพคนที่ถูกฆ่าในสงคราม โอ้โฮ) แล้วภายหลังวิชาจึงถ่ายทอดแก่ตระกูลทาเคดะแห่งแคว้นคาอิ (甲斐武田氏)พอสิ้นตระกูลทาเคดะ แห่งแคว้นคาอิ ก็ถูกส่งต่อมายังตระกูลโฮชินะ(保科氏)เจ้าแคว้นไอซุ กลายเป็นวิชาลับๆ ที่สอนกันเฉพาะในซามูไรระดับสูงของแคว้นไอซุ
ลุมาถึงปีเมจิที่ 30 (พ.ศ. 2440) โฮชินะ ทาโนโมะ(保科頼母 ภายหลังเปลี่ยนชื่อสกุลเป็น ไซโก ทาโนโมะ 西郷頼母 พ่อบุญธรรมของ ไซโก ชิโร่ หนึ่งในสี่จตุรเทพโคโดคันไงครับ!)จึงได้ถ่ายทอดวิชา โอะชิกิอุจิ (御式内) ให้แก่ ทาเคดะ โซคาคุ และจากนั้น ทาเคดะ โซคาคุ จึงได้ทำวิชานี้ให้แพร่หลายไปทั่ว
อย่างไรก็ดี จากการค้นคว้า มีข้อเคลือบแคลงว่า วิชาที่ทาเคดะ โซคาคุ สอน คือ ยูยิตสูสำนักไดโตริว นี้ เป็น “วิชาโบราณ” จริงแท้แค่ไหน หรือจริงๆ เป็นวิชาที่ ทาเคดะ โซคาคุ เอง “อินเวนต์” ประดิษฐ์คิดค้น สถาปนาขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยพื้นฐานจากวิชาดาบสำนักต่างๆ ที่ตนเคยเรียน แต่อาศัยการ “อ้างโบราณ” เพื่อให้ดูขลังเท่านั้น? ในเรื่องวิชาดาบ ว่ากันว่า ทาเคดะ โซคาคุ เคยเรียนวิชาดาบอิตโตริวสายโอโนะ และก็เพลงดาบสำนักเคียวชินเมจิริว (鏡新明智流) ด้วย
![]()
อาจารย์ทาเคดะ โซคาคุ ภาพถ่าย ปี พ.ศ. 2431 (ที่มา wikipedia)
กำเนิด “ไอคิโด”
อาจารย์ทาเคดะนั้น มีลูกศิษย์ลูกหาหลายคน หนึ่งในนั้นคือ อุเอชิบะ โมริเฮย์ ผู้ก่อตั้งวิชา “ไอคิโด” ซึ่งจะขอเล่าประวัติของท่านพอให้เห็นภาพถึงเบื้องหลังที่ว่า ทำไมจึงสร้างสรรค์วิชา “ไอคิโด” ขึ้นมาให้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

不明 – Kobukan Dojo Era (2), in Aikido Journal, パブリック・ドメイン, リンク
อาจารย์อุเอชิบะ โมริเฮย์ ภาพถ่าย ปี พ.ศ. 2482 (ที่มา wikipedia)
ท่านเกิดมาในบ้านชาวนารวยที่จังหวัดวาคายามะ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2426 เป็นเด็กที่เกิดมาร่างกายอ่อนแอ แต่ใจอยากเป็นคนเข้มแข็ง จึงฝึกฝนร่างกายตัวเองให้แข็งแรง เช่นวิ่งเท้าเปล่าตามทุ่งนาป่าเขาเพื่อแก้อาการจากโรคเหน็บชาตอนเป็นวัยรุ่น ต่อมาไปเป็นทหาร ตอนที่ได้เข้ากรมกองนั้น ก็ได้ไปเรียนวิชายูยิตสูสำนักยางิวชินกันริว(柳生心眼流柔術)ด้วย ได้เป็นครูฝึกสอนวิชาดาบปลายปืนด้วย จนคิดจะเรียนต่อโรงเรียนทหาร กะเอาดีทางเป็นทหารอาชีพ แต่บิดาไม่เห็นด้วย จึงปลดประจำการแล้วกลับมาอยู่บ้านเดิม
ชีวิตช่วงที่ต้องออกจากทหารมาอยู่บ้านเดิม ไม่มีงานการทำ ก็ว้าวุ่นไปต่างๆ นานา จนบิดาตัดสินใจแปลงโรงนาเป็นโรงฝึกยูโด จ้างอาจารย์ ทาคางิ คิโยอิจิ (高木喜代市) มาสอนยูโด ซึ่งก็เป็นการดี ที่จะได้ใช้การออกกำลังกายระบายความอึดอัดกลัดกลุ้ม และโรงฝึกก็ได้เป็นสโมสรคนหนุ่มแถวบ้านไป
ตอนปี พ.ศ.2451 อายุได้ 25 ปี ได้ใบรับรองวุฒิ (เม็งเคียว) จากสำนักยางิวชินกันริว
ช่วงระหว่างนั้นท่านก็ดำเนินชีวิตส่วนตัวไปหลายๆ อย่าง ทั้งการแต่งงานมีลูก การไปมีส่วนในการบุกเบิกหักร้างถางพงฮอกไกโด แต่ผมจะขอข้ามไปถึงเรื่องของการที่ท่านได้เจอกับอาจารย์ทาเคดะ โซคาคุ นะครับ
ท่านได้เจอกับอาจารย์ทาเคดะ โซคาคุ ครั้งแรกก็คือปี พ.ศ.2458 ที่เอ็งการุ (遠軽) ฮอกไกโด ได้เห็นวิชาแล้วชอบใจเลยขอเป็นศิษย์ ปีต่อมาก็สร้างโรงฝึก เชิญอาจารย์โซคาคุสอนวิชา ตอนที่อาจารย์โซคาคุเดินสายสอนวิชา ท่านก็ร่วมทางไปด้วย
พอปี พ.ศ.2462 บิดาของท่านล้มป่วย จึงตัดสินใจกลับบ้านเดิม ระหว่างทางกลับบ้าน ได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับ เดกุจิ โอนิซาบุโร่ (出口王仁三郎) ศาสดาแห่งลัทธิโอโมโตะ (大本教 โอโมโตะเคียว) จึงตั้งใจจะไปสวดภาวนาอธิษฐานให้บิดาหายเจ็บไข้ จึงแวะที่เกียวโตแล้วได้พบกับโอนิซาบุโร่ แต่จากนั้นไม่นานบิดาของท่านก็ถึงแก่กรรม ท่านก็เลยหอบครอบครัวย้ายไปอยู่ที่อายาเบะ (綾部) เกียวโต และหันมานับถือเลื่อมใสในลัทธิโอโมโตะ

By Unknown author – Omoto Believers Federation website, Public Domain, Link
เดกุจิ โอนิซาบุโร่ (出口王仁三郎) (ที่มา wikipedia)
เดกุจิ โอนิซาบุโร่ ยินดีจนถึงกับให้ท่านมาเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิด และให้โอวาทว่า “จงทำวิถีบู๊ (บุโด 武道) ให้กลายเป็นกิจการงานแห่งสวรรค์ (เท็นโชกุ 天職)” ต่อมาท่านจึงได้เปิด “สำนักอุเอชิบะ” (อุเอชิบะจุคุ 植芝塾) ขึ้นที่บ้านตัวเอง ต่อมาก็เริ่มมีลูกศิษย์ลูกหาเป็นบรรดาทหารบกทหารเรือ ปี พ.ศ.2465 อาจารย์ทาเคดะได้มาเยี่ยมหา และท่านก็ได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ทาเคดะ จนได้คุณวุฒิ “ผู้แทนศาสตราจารย์ ไดโตริว ไอคิ จุจุตสึ” (大東流合気柔術教授代理) และโดยอาศัยชื่อคุณวุฒิดังกล่าว ท่านจึงได้ตั้งชื่อวิชาของตนว่า “ไอคิ จุจุตสึ) และได้สนใจใฝ่ค้นหาสิ่งที่อยู่เบื้องหลังทางจิตวิญญาณในฐานะวิถีบู๊
ปี พ.ศ.2474 ท่านได้ตั้งโรงฝึก “โคบุคัน” (皇武館) ที่แขวงวากามัตสึ เขตชินจูกุ เป็นโรงฝึกที่ค่อนข้างจะ exclusive สอนวิชาให้เฉพาะเชื้อพระวงศ์ ลูกหลานขุนนาง ทหาร ตำรวจ ลูกหลานของนักศิลปะการต่อสู้ exclusive ขนาดที่ว่า ต้องมีคนที่เชื่อถือได้รับรองสองคนขึ้นไปจึงจะเข้าสำนักได้ และยังมีไปสอนวิชาตามโรงเรียนนายเรือ โรงเรียนสารวัตรทหารอีกด้วย
ที่น่าสนใจคือ โรงฝึก “โคบุคัน” ว่ากันว่าฝึกโหดจนได้ชื่อว่า “โรงฝึกนรก”
เรื่องราวเหล่านี้ เป็นเรื่องราวในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
พอมาหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี่แหละครับ ที่จากชื่อ “ไอคิ จุจุตสึ” กลายมาเป็น “ไอคิโด”
ปี พ.ศ. 2485 โรงฝึก “โคบุคัน” มีอันต้องเข้าไปอยู่ภายใต้สังกัดไดนิปปอนบุโตคุไค ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งโดยภาครัฐ กลายเป็น “แผนกไอคิโด” ของไดนิปปอนบุโตคุไค ณ จุดนี้ ชื่อของวิชาจึงได้กลายเป็น “ไอคิโด” ไป อย่างไรก็ดี ท่านกลับให้ ฮิราอิ มิโนรุ ไปนั่งตำแหน่งในองค์กรดังกล่าวแทนตัวท่าน ส่วนโรงฝึก “โคบุคัน” ก็ให้บุตร คือ อุเอชิบะ คิชโชมารุ เป็นหัวหน้าโรงฝึกแทน ตัวท่านเองกับภริยาย้ายไปอยู่ที่อิวามะ (จังหวัดอิบารากิ) ไปสร้าง “ศาลเจ้าไอคิ” (合気神社) ตั้งโรงฝึกและก็อาศัยอยู่ที่นั่น
By Abasaa – Own work, Public Domain, Link
“ศาลเจ้าไอคิ” (合気神社) (ที่มา wikipedia)
พอมาถึงปี พ.ศ. 2491 โรงฝึก “โคบุคัน” ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ไอคิไค” (財団法人合気会) ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล (มูลนิธิ) โดยถือเอาโรงฝึก “ไอคิฮัน” (合気苑) ที่อิวามะเป็นสำนักใหญ่ และได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่น และไอคิโดของ “ไอคิไค” ก็ได้แพร่หลายไปในหลายๆ ที่ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย
ปี พ.ศ. 2497 ชิโอดะ โกโซ ศิษย์เอกของท่านอุเอชิบะ ได้แยกวงออกไปตั้งโรงฝึก “โยชินคังไอคิโด” (養神館合気道) ซึ่งมีแนวทางการสอนต่างไปจากแนวทางของไอคิไค จนฝรั่งเรียกว่าเป็น “ไอคิโดสายแข็ง” มีเกร็ดเล็กน้อยซึ่งผมขอเล่า จากที่ได้เคยดูยูทูปนานแล้ว (ฉะนั้นจริงไม่จริงต้องขออภัย) ว่ากันว่าสมัยหนุ่ม ชิโอดะถือดีว่าตัวเองเป็นวิชายูโด วันหนึ่งไปเห็นท่านอุเอชิบะสอนวิชา ไปหัวเราะเยาะว่า “ปาหี่ว่ะ” ท่านอุเอชิบะได้ยินก็เลยบอกว่า “ก็มาลองดูสิ” นั่นแหละ ได้เจอกับวิชาเข้ากับตัวจนยอมกราบท่านอุเอชิบะเป็นอาจารย์ แต่พอเรียนวิชาจนได้วิชาแล้ว กลับแยกวงเสียนี่ และเป็นการแยกวงที่ต่อมาก็ไปไกลขนาดโกอินเตอร์ในหมู่ฝรั่งได้เหมือนกันซะด้วย

อาจารย์ชิโอดะ โกโซ (ที่มา aikidodiscovery)
อีกเรื่องหนึ่ง (ถ้าเล่าซ้ำก็ขออภัย) นานแล้ว เคยมีโรงฝึกของโยชินคังอยู่ที่พัทยานี่แหละ ผมกับเฮียก๊อบเคยไปดู มีแต่ฝรั่งรัสเซียเล่นล้มกันตู้มต้ามๆ แล้วตอนหลังก็เหมือนจะเลิกไป แต่นี่มาเสิร์ชเจอว่า เดี๋ยวนี้มีโรงฝึกของโยชินคังอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย
เรื่องราวตรงนี้ ถูกหยิบจับมายำในการ์ตูน “บากิ” (อีกแล้วเหรอ!) โดยที่ตัวละครที่ชื่อ ชิบุคาวะ โกคิ นี่แหละ เอาคาแรกเตอร์ อ. ชิโอดะ มาเล่นชัดๆ แถมยังมีฉากพะบู๊กัน ระหว่าง ชิบุคาวะ โกคิ เมื่อครั้งยังหนุ่ม กับอาจารย์ โมริชิบะ คิเฮย์ อีกด้วย(ตั้งชื่อกันแบบนี้เลยเหรอ!)

ชิบุคาวะ โกคิ (ที่มา reddit)

อาจารย์ โมริชิบะ คิเฮย์ (ที่มา reddit)
ท่านอาจารย์อุเอชิบะ โมริเฮย์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2512 สิริอายุได้ 85 ปี
“ไอคิโด” ในภาพยนตร์
หลังจากที่วิชาไอคิโด ได้เริ่มเผยแพร่ในโลกตะวันตก (ซึ่งสายหลักๆ ก็คือ ไอคิไค ตามมาด้วยสายสำนักอื่นๆ) มันก็เป็นที่จดจำอย่างรวดเร็วด้วยท่วงท่าที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ที่เห็นๆ เลยก็คือท่าโชว์จำพวก “ทำให้คู่ต่อสู้ล้มกลิ้งลงไปโดยแทบไม่ใช้แรง” (แค่จับข้อมือแล้วพาหมุน) อย่างในหนัง Enter the Dragon (พ.ศ. 2516) มีฉากที่มีผู้หญิงคนหนึ่ง แค่จับมือ แล้วก็ “พา” John Saxon ม้วนตัวไปหนึ่งตลบ โดยมาก ท่าที่เป็น “ท่าขาย” โชว์เอกลักษณ์ว่านี่คือวิชาไอคิโด ก็มักไม่พ้นสองท่านี้ คือ “ชิโฮนาเงะ” (“ชิโฮนาเงะ” 四方投げ) กับ “โคเทกาเอชิ” (小手返し “คืนข้อมือ”)อ่ะมันเป็นยังไงสำหรับท่านที่อาจจะยังไม่เก็ตก็ลองมาดูกันนะครับ
แต่แน่นอน ฮ่าๆ ในหนังฮอลีวูดนั้น ไม่มีใครที่เอา “ไอคิโด” มาเป็นจุดขายจนโด่งดัง (ดังไปดังมา จนตอนนี้ดับอนาถชื่อเน่าเหม็นเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว) ได้อย่างโดดเด่น เป็นป้ายยี่ห้อ เท่ากับ “สตีเว่น ซีกัล” อีกแล้ว (เด็กๆ สมัยนี้อาจไม่รู้จักนะฮ๊าฟ) พระเอกหนังบู๊ที่ดังเพราะปูสตอรี่มาว่า เคยไปร่ำเรียนไอคิโดถึงญี่ปุ่น ได้เมียญี่ปุ่นที่ทางบ้านเป็นโรงฝึก แล้วก็เคยเป็นเซนเซ (อาจารย์) สอนที่โรงฝึกที่บ้านเมียที่โอซาก้าด้วย (โห) แถมเหมือนเคยให้สัมภาษณ์ (โม้) ว่า เคยได้เรียนกับอาจารย์อุเอชิบะด้วย (เรียนกับปรมาจารย์เลยโว้ย ขุ่นพระ!) อย่างไรก็ดี ขอหมายเหตุไว้ก่อน ว่าสายสำนักของไอคิโดของแกนั้น เป็นสายสำนักที่เรียกชื่อว่า Tenshin Aikido ก็ต้องเรียนให้ท่านทราบว่า ที่จริงแล้ว จะในญี่ปุ่นหรือต่างประเทศก็ดี มันก็มีสายสำนักที่มีการตีความ แนวทางการฝึกฝนวิชา แนวคิด ที่เขาไม่เดินตามแนวทางของไอคิไค (มันไม่ได้เหมือนกับยูโดที่มี “โคโดคัน” เท่านั้นหนึ่งเดียว) ใครสนใจอยากรู้เพิ่มอ่านได้ ในนี้ นะครับ เอาจริงๆ นับได้เป็นสิบสำนักเลย
เอาเป็นว่า สตีเว่น ซีกัล เขามาแจ้งเกิดกับโปรไฟล์ที่ว่า เป็นอาจารย์วิชาบู๊จริงๆ นะ แล้วก็เอา “ลีลา” ไอคิโดแบบของพี่แกน่ะ มาเป็นจุดขาย ฉายา “จอมหักกระดูก” ใครมาก็ พั่บๆ จับข้อมือจับแขนหักๆ มันซะ ก็ทำให้เกิดภาพจำว่า ไอคิโด คือวิชาเล่นข้อต่อหักกระดูกไป
การเสื่อมความนิยมของ “ไอคิโด” ในยุคปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง ไอคิโดก็เสื่อมความนิยมและถูก “ไม่ให้ราคา” ในวงการวิชาต่อสู้และบรรดาผู้นิยมชมชอมวิชาบู๊ทั้งหลายโดยเฉพาะในโลกตะวันตก เรื่องนี้ โดยส่วนตัวผม มีมูลเหตุของมันอยู่ กล่าวคือ “ไอคิโด” ที่ฝึกกันในแนวทางมาตรฐาน นั้น มันแทบจะเป็นเพียง “กายบริหาร” ที่หยิบยิมท่วงท่าจากวิชาต่อสู้ (ซึ่งรากเหง้าเดิมคือยูยิตสูสำนักไดโตริว) เท่านั้น ไม่นับว่าเป็นวิชาต่อสู้ (ถ้าพูดในแง่นี้ มันก็แทบไม่ต่างจากแอโรบิกคอมแบตที่เล่นกันตามฟิตเนสหรือรำไทเก๊กเลย)
เหตุผลคือ การจะเป็นวิชาต่อสู้ได้ มันต้องมีทั้ง ๑) กระบวนท่าที่สามารถใช้งานได้จริง “ในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายดิ้นรนสุดชีวิต” และ ๒) ต้องมีจิตใจ mindset ที่อย่างน้อยที่สุด คิดจะ “สยบ” คู่ต่อสู้ให้ได้ ซึ่งไอคิโด (โดยเฉพาะแนวทางไอคิโดมาตรฐานที่ไม่ได้เอาท่วงท่าไปประยุกต์กับ self-defense) ไม่มีทั้งสองสิ่งนี้เลย
ในข้อ ๑) นั้น มาจากรูปแบบการซ้อมที่คล้ายกับยูยิตสูโบราณ คือหัดเข้าท่า ในสภาพที่อีกฝ่าย นอกจากจะไม่ขัดขืนแล้ว ยัง “ช่วย” ช่วยล้มตัว ช่วยปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าทำเลยด้วยซ้ำ ๒) นอกจากจะไม่ส่งเสริม “การสู้กัน” แล้ว ยังมีคำสอนที่บ่มเพาะความคิด “ในทางตรงข้าม” เช่น “ความกลมกลืน” “ความร่วมมือกัน” ด้วย ไปๆ มาๆ จะกลายเป็นแนว “รักสันติ” “เราต้องรักกัน ไม่ทำร้ายกัน” ไปซะงั้น
และ ๓) การที่ไอคิโดนั้นพรีเซนต์ตัวเองว่าเป็นวิชาป้องกันตัวที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง ไม่ต้องใช้กำลัง เด็ก ผู้หญิง หรือคนที่ร่างกายอ่อนแอ ไม่เคยมีประสบการณ์ทางกีฬาหรือวิชาต่อสู้ใดๆ ก็มาเรียนได้ แต่ปัญหาก็คือ ด้วยระบบการเรียนการสอนของวิชา ที่ไม่มีการบ่มเพาะ “การดิ้นรนขัดขืน” ทำให้เรียนไปๆ มันก็ไม่ได้แข็งแรงขึ้น (ในทางกายหรือในทางใจ) ถึงฝึกไป ก็ไม่ได้มีร่างกาย เทคนิค และวิชาพอที่จะใช้ต่อกร หรือป้องกันตัวเมื่อเผชิญหน้ากับ “ความรุนแรง” ของจริงที่ไม่มีความใจดี “รักสันติ” อย่างที่สอนกันในโรงฝึกแน่ จึงมีเรื่องราวในโลกตะวันตก ที่ว่ามีหนุ่มชาวลิธัวเนียคนนึง ชื่อ Rocas เรียนไอคิโดจนเป็นสายดำ มาเป็นเซนเซเปิดโรงฝึก มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แล้ววันนึงก็ “ตาสว่าง” เมื่อได้ประสบกับเนื้อกับตัวเข้าจริงๆ ว่า ไอคิโดที่เรียนมาเป็นสิบกว่าปี “ใช้ต่อสู้ป้องกันตัวจริงๆ ไม่ได้เลย” แล้วก็มานับหนึ่งใหม่กับ MMA ซะงั้น ลองดูคลิปที่เขาถ่ายทอดเรื่องราวตรงนี้เองละกันครับ
เอาจริงๆ แล้ว ก็เพราะมันมีแนวคิดที่ว่า ไอคิโด (แนวทางมาตรฐาน) นั้น “ใช้ต่อสู้ป้องกันตัวจริงๆ ไม่ได้” นี่แหละ ที่ทำให้เกิดแนวทางสายสำนักอื่นๆ ขึ้นมาเพื่อ “แก้ปัญหา” ตรงนี้ ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ เช่น Tomiki Aikido ซึ่งก่อตั้งสำนักใหญ่ Shodokan ในปี พ.ศ. 2510 อาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก คือ Kenji Tomiki นั้นเคยเป็นศิษย์เรียนมากับอาจารย์อุเอชิบะจนได้แปดดั้งก็จริง แต่ก่อนหน้านั้น เคยเป็นศิษย์ยูโดโคโดคัน เรียนมากับอาจารย์คาโน่ จนได้สายดำห้าดั้งด้วย เลย “คิดต่าง” ว่า จะขัดเกลาวิชา ต้องมีการแข่งขันต่อสู้กัน (ราวกับเอาแนวคิดของยูโดเข้าไปประสม) (ไปเห็นมาว่า Tomiki Aikido ก็เข้ามาในไทยแล้ว)
เอาภาพการแข่งขัน Tomiki Aikido มาให้ดูครับ
ส่วนที่ประเทศเซอร์เบีย ก็มีไอคิโดสำนักหนึ่ง ที่ตั้งชื่อได้แบบ “ชวนมีเรื่อง” มากๆ นั่นคือ Real Aikido (บอกว่าของตัวเอง “แท้” แล้วคือ?) ก่อตั้งโดย Ljubomir Vračarević ซึ่งเคยเป็นศิษย์ของอาจารย์อุเอชิบะ คิสโชมารุ บุตรของท่านอุเอชิบะ โมริเฮย์ ซึ่งตัว Vračarević ผู้ก่อตั้งสำนักนั้น ด้วยความที่มีเคยมีอาชีพเป็นบอดี้การ์ด จึงได้นำเอาเทคนิคของยูโดและยูยิตสูมาดัดแปลงและประสมกับไอคิโด โดยมีเป้าของการพัฒนาวิชาคือเพื่อใช้รับมือกับอาวุธจำพวกมีดและปืน (คือเพื่อตอบโจทย์งานรักษาความปลอดภัย งานบอดี้การ์ด นั่นเอง) ซึ่งในเมืองไทยเองนั้น สำนักที่ตั้งขึ้นโดยมีแนวคิดด้านวิชาประมาณเดียวกัน (คือพัฒนาให้ใช้เพื่องานรักษาความปลอดภัย ป้องกันตัว) ก็คือสำนักอรรถยุทธ์ของครูตุ่นนี่แหละครับ 555 ซึ่งผมเองก็เคยได้เรียนอยู่บ้างเล็กน้อย ใครยังไม่เคยอ่านรายละเอียดอัตชีวประวัติของผมช่วงที่เคยเรียนไอคิโด ก็ ไปอ่านกัน ตรงนี้ ได้นะครับ
เอาวิดีโอของ Real Aikido มาให้ดูกันครับ
คุณค่าของ “ไอคิโด” บนเบาะ BJJ
สิ่งที่ผมได้พูดมาเกี่ยวกับไอคิโดนั้น ถึงแม้ตัวผม (และใครๆ อีกหลายคนที่สนใจวิชาต่อสู้) จะมีคำวิจารณ์ เกี่ยวกับระบบการฝึก รวมไปถึงการสั่งสอนแนวคิด mindset ที่ทำให้ “ไอคิโด” ในแนวทางมาตรฐานนั้น “ใช้ต่อสู้ป้องกันตัวจริงๆ ไม่ได้” จน “ไม่ให้ราคา” ก็ตาม แต่ในแง่ของ “ความรู้” พื้นฐานในทางเทคนิคของวิชานั้น มีสิ่งที่เอาไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมทักษะ เพิ่ม “อาวุธ” ให้กับตัวเองในวิชาต่อสู้ทั้งหลายได้อย่างแน่นอน
จากประสบการณ์ของผม เอาแบบ ง่อยๆ เลยนะ ความรู้ที่ได้จากไอคิโด ที่เอามาประยุกต์ใช้บนเบาะบีเจเจได้ มีดังนี้
1. การเก็บแขนขาให้ดี รักษาการงอไว้ แขนขาที่ยืดจนสุดแปลว่าพร้อมที่จะโดนดัด (หัก)
2. การเล่น hand fight เข้าคุมมือเขา อย่าให้เขาคุมมือเรา
ส่วนการบิด-หักข้อมือ (wrist lock) นั้น เอาจริงๆ มีที่ใช้จำกัด ๑) สายขาวห้ามใช้ จะใช้ต้องสายน้ำเงินขึ้นไป ๒) ถ้าไม่อยู่ในตำแหน่งที่ “ยึดครอง” ได้จริงๆ เช่นคร่อมคนที่นอนตะแคงได้ ทับจนอีกฝ่ายดิ้นไม่หลุดจริงๆ ก็ยากที่จะใช้ออก อย่าลืมว่า บีเจเจ ทุกคนที่อยู่บนพื้น “ดิ้นรน” เพื่อหนีหรือสู้กลับสุดชีวิตตลอดเวลา
บีเจเจในทุกวันนี้ เติบโตทั้งในแง่จำนวนผู้ฝึกหัด ความนิยม และในแง่ของวิวัฒนาการ (evolution) ของวิชา จากรากเหง้าเค้ามูลเดิมคือโคโดคันยูโด ถูกดัดแปลงให้เน้นท่ารัดท่าล็อคยิ่งขึ้น เมื่อมันมาถึงอเมริกา มันก็ได้สมรสกับมวยปล้ำฝรั่ง (wrestling) และไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น มันได้ประสมกับยูโดด้วย ไอคิโดด้วย หลังๆ มีแซมโบ้ด้วย บีเจเจ มันกลายเป็น “หม้อหลอม” (melting pot) ของวิชาสายคว้าจับไปแล้ว จากอิทธิพลของผู้เคยฝึกวิชาอื่นๆ ในสายนี้มาก่อน เอาประสบการณ์ ท่วงท่า แนวคิด ของวิชาเดิมของตนใส่เข้าไป ทำให้ BJJ มีความพัฒนาไปเรื่อยๆ อย่างแท้จริง
ผมขอยกตัวอย่างเรื่องของ Roy Dean บราซิลเลียนยูยิตสูสี่ดั้ง เขาเป็นทั้งยูโดสายดำ ไอคิโดสายดำ ทั้งยังเรียนวิชาดาบด้วย แล้วในที่สุด เขาก็มาเป็น BJJ สายดำ แบบว่า เขาเอาความรู้เรื่อง wrist lock ของไอคิโด นำมาใส่ในบีเจเจด้วย
อีกคนหนึ่งที่ผมเผอิญได้อ่านเรื่องราวของเขาแล้วก็ รู้สึกมีแรงบันดาลใจมาก ก็คือเรื่องของ Colin Slider จากชีวิตวัยกลางคนที่ทำงานแล้วก็กินเหล้า หันมาดูแลสุขภาพ เริ่มจากเล่นฟิตเนส แล้วก็หันมาเรียนไอคิโดจนได้สายดำสองดั้ง แล้วก็มาเล่น BJJ ในวัยกลางคนเกือบแก่ จนได้เป็นสายดำในที่สุด
เอาล่ะครับ บอกตรงๆ ไม่คิดว่าพอลงมือเขียนจริงๆ จะเขียนได้ยาวขนาดนี้ ในขณะที่เขียนไป ผมก็ต้องชั่งใจไปด้วย ในเรื่องการใช้คำพูด เพราะผมเองก็ได้ยินมาว่า เรื่องแนวทางการสั่งสอน mindset ของไอคิโดในแนวทางเที่ยงแท้มาตรฐานนั้น ที่มันเป็นอย่างนั้น มันก็เป็นเพราะเจตจำนงของท่านผู้ก่อตั้งเอง เป็นหลักศรัทธา เป็นความเชื่อของเขา ดังนั้น ถึงผมจะไม่เห็นด้วยอย่างไร ผมก็คงพูดมากไปนักไม่ได้ มันจะกลายเป็นการไปก้าวล่วงศรัทธาของผู้อื่นไป (คล้ายๆ กับไปวิพากษ์วิจารณ์เรื่องศาสนานั่นแหละ) ดังนั้น ก็จะขอจบเนื้อหาแต่เพียงเท่านี้
แต่เดี๋ยวก่อน! สัปดาห์หน้า ยังมีต่อนะครับ เพราะว่า “ยูยิตสูสำนักไดโตริว” นั้น ยังได้กลายเป็นรากเหง้าเค้ามูล ของอีกวิชาหนึ่งในโลก ที่ก็ได้มีการเผยแพร่ในระดับนานาชาติเช่นกัน เอ๊ะ แล้วมันคือวิชาอะไร? ต้องอ่านกันต่อไป สัปดาห์หน้านะครับ
เรื่องแนะนำ :
– จิตสำนึกความปลอดภัย ใจที่คิดถึงผู้อื่น ความไม่เห็นแก่ตัว ผมเรียกร้องกับสังคมไทยมากไปมั๊ย?
– ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie [เชิงอรรถ 12] ครูทิม อติเปรมานนท์
– ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie [เชิงอรรถ 11] Vasili Oshchepkov ศิษย์ยูโดโคคัน ผู้สร้างสรรค์วิชา “แซมโบ้”
– The Emptiness Machine ทำไมผมฟังเพลงนี้แล้วนึกถึงชีวิต “ซาลารี่มัง” サラリーマン จังเลยห๊ะ?
– ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie [เชิงอรรถ 10] “โคเซ็นยูโด” ยูโดท่านอน ที่เกิดก่อน บราซิลเลียนยูยิตสู
#ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” [Side Story] (1) จาก “ยิวยิตสูสำนักไดโตริว” ถึง “ไอคิโด”



