คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (7) การ “ดัดจริต”
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน มาต่อกันนะครับ
ที่จริงวันนี้ผมอยากจะพูดถึงการ “ดัดจริต” เพราะผมคิดว่าตรงนี้มันสำคัญมากๆ กับคนสมัยนี้ คือคำว่าการฝึก มันคือการที่เราผ่านความลำบากเพื่อจะทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้น การที่ต้อง “ดัด” ต้อง “หัด” มันก็ต้องมี แต่ในที่นี้ ขอพูดคร่าวๆ ถึงกรรมฐาน ๔๐ ก่อน การฝึกจิตนั้นย่อมต้องมี “กรรมฐาน” คือฐานแห่งการงาน (การฝึกจิต) สุดแต่จะเอาอะไรเป็นฐาน ซึ่งมีให้เลือกได้เอาให้เหมาะกับ “จริต” ของผู้ฝึก ซึ่งจะขอพูดเชิงคอนเซปต์แบบเร็วที่สุดนะครับ
กสิณ ๑๐ (สายเพ่ง “วงกลม” แห่งวัตถุหรือสี)
อสุภะ ๑๐ (สายเพ่ง “สิ่งไม่สวยงาม” พูดอีกคือ “ศพ” แบบต่างๆ)
อนุสสติ ๑๐ (สายระลึกถึงสิ่งที่จะทำให้เลื่อมใส ซาบซึ้งใจ สงบใจ)
อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ (การกำหนดจิต “ความน่าเกลียดของอาหาร”)
จตุธาตุววัตถาน ๑ (สายกำหนดจิตว่า กายหรือสิ่งที่มากระทบกาย ล้วนเป็นธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ)
พรหมวิหาร ๔ (กำหนดจิตยึดเอาพรหมวิหาร ๔ มาเป็นหลักปฏิบัติ)
อรูปกรรมฐาน ๔ ข้อนี้คือข้อที่อยากจะขออภิปราย เพราะอ่านชื่อแล้วตกใจมาก ว่าทำไมถึงไปละม้ายถ้อยคำบางอย่างในเซนถึงขนาดนี้ อย่างไรก็ดี พึงระลึกว่ากรรมฐานเหล่านี้เป็น “ขั้นแอดวานซ์” เป็นอะไรที่ไม่ใช่ของสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนจะมาเล่นได้ (เว้นแต่จะมาแนวใหม่ที่นี่แต่เก่าจากที่อื่น อาจจะลองดูได้ 555)
๑. อากาสานัญจายตนะ กำหนดช่องว่างหรืออากาศหาที่สุดไม่ได้เป็นอารมณ์
๒. วิญญาณัญจายตนะ กำหนดวิญญาณหาที่สุดไม่ได้เป็นอารมณ์
๓. อากิญจัญญายตนะ กำหนดภาวะไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์
๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ เข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
“หาที่สุดไม่ได้” โอ้ ทำไมผมนึกถึง “คัมภีร์แห่งอากาส” ของมูซาชิได้เนี่ย หรือที่แท้ “คัมภีร์แห่งอากาส” เป็นเพียงป้ายบอกทางที่ชี้ช่องว่า ยังมีสิ่งที่ “เหนือล้ำ” ไปกว่าสิ่งที่สอนในคัมภีร์ ซึ่งเกินกว่าจะเขียนเป็นตัวหนังสือได้ (ใครอยากรู้ก็ลองปฏิบัติฝึกหัดดูเองเถิด)
ใน “ทิพยอำนาจ” ได้กล่าวถึง อรูปกรรมฐาน ๔ ไว้ดังนี้
อรูปกรรมฐาน คือสิ่งมิใช่รูป เป็นนามธรรมที่ปรากฏแก่ใจ หรือที่รู้สึกได้ด้วยใจ ท่านให้นำมาเป็นบทบริกรรม คือเป็นข้ออบรมจิตให้สงบ มี ๔ ประการ คือ
๑. อากาศ ได้แก่ความเวิ้งว้าง-ว่างเปล่า-ปลอดโปร่ง-ไม่มีที่สิ้นสุด-ไม่ติดขัด ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ และไม่อาจสัมผัสได้ด้วยกาย สิ่งที่เห็นได้หรือสัมผัสได้ในอากาศนั้นเป็น อากาสธาตุคือธาตุในอากาศ เช่น ก้อนเมฆ หรือละอองน้ำ ฯลฯ
๒. วิญญาณ ในที่นี้ได้แก่ธาตุรู้ ซึ่งเป็นธาตุวิเศษศักดิ์สิทธิ์ มีรู้เป็นลักษณะ ประกอบด้วยแสงสีคล้ายเปลวไฟฉะนั้น ธรรมดาเปลวไฟย่อมมีความร้อนเป็นลักษณะ ประกอบด้วยแสง-สี คือมีแสงสว่างสีต่างๆ ฉันใด วิญญาณก็มี “รู้” เป็นลักษณะ ประกอบด้วยแสง-สี คือมีแสงสว่าง สีต่างๆ ฉันนั้น วิญญาณที่ยังมีสี เป็นวิญญาณที่ยังไม่บริสุทธิ์ วิญญาณที่ปราศจากสี เป็นวิญญาณที่บริสุทธิ์ ซึ่งมีลักษณะใสบริสุทธิ์ดุจแก้วมณีโชติ.
๓. ความไม่มีอะไร ได้แก่ความโปร่งใจ ปราศจากความอึดอัด-ความคับแค้น-ความรำคาญ เหมือนหนึ่ง ตนคนเดียวอยู่โดดเดี่ยวในสุญญวิมาน ฉะนั้น.
๔. ความสงบ ความประณีต ได้แก่ความดำรงมั่นคงของจิต ละเอียดอ่อน ประณีต สละสลวย ไม่เป็นคลื่นระลอก กระฉอกกระฉ่อนวูบวาบ.
วิธีปฏิบัติ วางสัญญาในอารมณ์ต่างๆ ทั้งที่เป็นรูปและอรูปเสีย กำหนดจิตให้อยู่ในอารมณ์อันเดียว คือ อรูปกรรมฐานนี้อันใดอันหนึ่ง เมื่อวางสัญญาในอารมณ์ต่างๆ ได้ และจิตกำหนดจดจ่ออยู่แต่อารมณ์อันเดียวนี้ได้ แม้จะดำรงอยู่ได้เพียงชั่วขณะหนึ่งก็ชื่อว่าสำเร็จอรูปฌานนี้แล้ว พึงฝึกหัดให้เชี่ยวชาญชำนาญยิ่งขึ้นไป.
อรูปฌานนี้ เป็นฌานประณีตโดยอารมณ์ เรียกชื่อเช่นนี้ตามอารมณ์ที่เป็นอรูปเท่านั้น เข้าใจกันโดยมากว่า ผู้จะเจริญอรูปฌานนี้ได้จะต้องเจริญรูปฌานสำเร็จมาก่อน ความจริงอรูปกรรมฐานนี้ เป็นอารมณ์ของสมถะชนิดหนึ่ง แต่เป็นอารมณ์ละเอียดประณีตกว่ารูปกรรมฐานเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ จะจับตั้งต้นเจริญอรูปกรรมฐานทีเดียวก็ย่อมจะได้ เป็นแต่ทำได้ยากสักหน่อย ไม่เหมือนผู้เคยผ่านรูปกรรมฐานมาก่อน.
เดี๋ยวนะ มูซาชิ เขียนไว้ใน “คัมภีร์แห่งอากาส” ว่า
勿論 `空 `は `なき `也 `有所を知りて無所を知る是則空也
แน่นอนว่า “อากาส” คือ (ความ) “ไร้” หากรู้ถึงที่มีแล้ว ย่อมรู้ถึงที่ไร้ นี้เรียกอีกอย่างว่าอากาส
โอ…..(ตกตะลึงไปชั่วขณะ)
ขออนุญาตเดิมาต่อถึงเรื่อง จริต ๖ นะครับ คนเรานั้น มักจะมีจริต มีความที่จิตของคนๆ นั้น จะชอบไปเที่ยวหา จิตชอบไปทางนั้น ซึ่งถ้าไปบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย มันจะกลายเป็นความเอียงหรือเบี้ยวที่ต้องดัดให้ “ตรง” ต้องดึงจิตกลับมา ไม่งั้นจะหลง หมกมุ่น หรือจมดิ่งลงไป (จนกู่ไม่กลับ) การสำรวจตนว่าจิตของตนมักชอบไปเที่ยวทางไหนนั้น สำคัญมาก เหมือนหมอรักษาโรคก็ต้องใช้ยาให้ถูก โรคจะได้หาย
ใน “ทิพยอำนาจ” ได้กล่าวถึง จริต ๖ รวมถึงวิธีแก้ไว้ดังนี้
๑. ราคจริต คนกำหนัดกล้า มีราคะ คือความกำหนัดในกามคุณท่องเที่ยวอยู่ในจิตมากจนเป็นเจ้าเรือน คือ ครองความเป็นใหญ่ในจิตใจ ดลใจให้กำหนัดในกามคุณมาก ติดพันในกามคุณจนถึงลุ่มหลงมัวเมา ราคะเป็นประดุจหนามยอกใจ การแก้ราคะก็ต้องใช้วิราคะ คือ หนามวิเศษเหมือนหนามยอกก็เอาหนามบ่งฉะนั้น ราคะตั้งลงที่กามคุณ คือ รูปสวยงามน่ารักน่าชื่นใจ, เสียงไพเราะ, กลิ่นหอม, รสอร่อย, สัมผัสนุ่มละเอียดอ่อน ราคะทำให้มองไม่เห็นตำหนิที่น่าเบื่อหน่ายของกามคุณ ซึ่งมีอยู่โดยธรรมดาแล้ว วิธีแก้จึงต้องพลิกเหลี่ยมขึ้นมองดูความน่าเบื่อหน่ายน่าเกลียดอันมีอยู่ในกามคุณนั้น ฉะนั้นกรรมฐานเนื่องด้วย อสุภะ-ปฏิกูล จึงเป็นสัปปายะ คือเหมาะแก่คนราคจริต เป็นไปเพื่อความเจริญ แม้ปัจจัยเลี้ยงชีพก็ต้องเป็นสิ่งปอนๆ-เศร้าหมอง-หยาบ จึงจะเป็นไปเพื่อถอนราคะออกจากใจได้.
๒. โทสจริต คนใจร้าย มีโทสะ คือความดุร้ายท่องเที่ยวอยู่ในจิตใจมากจนเป็นเจ้าเรือน คือ ครองความเป็นใหญ่ในจิตใจ ดลใจให้ดุร้าย กริ้วโกรธ แม้ในเหตุเล็กๆ น้อยๆ อันไม่สมควรโกรธก็โกรธ ประดุจผียักษ์สิงใจฉะนั้น ธรรมดาผีย่อมกลัวเทวดาฉันใด อธรรมคือโทสะก็ย่อมพ่ายแพ้แก่ธรรมฉันนั้น ธรรมอันจัดเป็นเครื่องแก้โทสะนั้น ต้องเป็นธรรมฝ่ายเย็น สุภาพ อ่อนโยน จึงมีลักษณะตรงกันข้ามกับโทสะ เมื่อโทสะซึ่งเปรียบเหมือนผียักษ์สิงใจอยู่ จึงควรเชิญธรรมซึ้งเปรียบเหมือนเทวดามาสิงใจแทนที่เสีย เพราะธรรมดายักษ์ย่อมกลัวเทวดาฉันใด ธรรมจะกำจัดอธรรมออกไปฉันนั้น ฉะนั้น กรรมฐานอันเนื่องด้วยคุณธรรมฝ่ายสูง เช่น เมตตา กรุณา ฯลฯ พุทธคุณธรรมคุณ สังฆคุณ ฯลฯ จึงเป็นสัปปายะ คือ เหมาะแก่คนมีโทสจริต เป็นไปเพื่อความเจริญ แม้ปัจจัยเลี้ยงชีพก็ต้องเป็นสิ่งสวยงาม-ประณีต-สุขุม จึงจะเป็นไปเพื่อถอนโทสะออกจากจิตใจ.
๓. โมหจริต คนหลง มีโมหะ คือความหลงท่องเที่ยวอยู่ในจิตใจมากจนเป็นเจ้าเรือน คือครองความเป็นใหญ่ในจิตใจมาก ดลใจให้มืดมัว อั้นตู้ ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี แม้มีวัยผ่านมานานควรเป็นวิญญูชนได้แล้ว ก็ยังคงมีลักษณะนิสัยเหมือนเด็กๆ อยู่ และดลใจให้มองเห็นในแง่ที่ตรงกันข้ามกับเหตุผลและความจริงเสมอ ประดุจกลีสิงใจฉะนั้น กลี คือผีชนิดหนึ่ง มีลักษณะมืดดำ ทำให้เป็นคนหลง คลั่งเพ้อไปต่างๆ ปราศจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในเมื่อมันเข้าสิงใจ โมหะท่านเปรียบเหมือนกลีนั้น ผีกลีกลัวแสงสว่าง ฉะนั้นการแก้โมหะจึงต้องอาศัยธรรมะ ซึ่งมีลักษณะสว่าง-กระจ่างแจ้งเป็นปัจจัย เช่น การอยู่ใกล้ได้ปรึกษาไต่ถามท่านผู้พหูสูตเนืองๆ ข้อธรรมที่มีเหตุผลกระจ่างในตัว ไม่มีแง่ชวนให้สงสัย กรรมฐานที่เหมาะแก่คนจำพวกนี้ ต้องเป็นกรรมฐานที่เนื่องด้วยกสิณและอรูป ซึ่งเป็นอุบายเปิดใจให้สว่าง แม้ปัจจัยเลี้ยงชีพก็ต้องเป็นสิ่งโปร่งบาง-เปิดเผย-สะดวก ที่อยู่ถ้าเป็นที่โปร่งๆ หรือกลางแจ้งเป็นเหมาะที่สุด.
๔. สัทธาจริต คนเจ้าศรัทธา มีศรัทธาความเชื่อท่องเที่ยวอยู่ในจิตมากจนเป็นเจ้าเรือน คือครองความเป็นใหญ่ในจิตใจ ดลใจให้เชื่อสิ่งต่างๆ ง่ายจนเกือบจะกลายเป็นงมงายไป ความจริงศรัทธาเป็นคุณธรรม เมื่อมีอยู่ในใจย่อมหนุนให้ทำความดีได้ง่ายเหมือนมีทุนสำรองอยู่แล้ว ย่อมสะดวกแก่การค้าหากำไรฉะนั้น คนเจ้าศรัทธาเป็นคนใจบุญสุนทาน ชอบดี รักงาม ทำอะไรก็ประณีตบรรจง เป็นคนใจละเอียดอ่อน บำเพ็ญกรรมฐานได้แทบทุกอย่าง แต่ที่เหมาะที่สุด คืออนุสสติ และกรรมฐานที่เกี่ยวกับการคิดค้นหาเหตุผล เช่น จตุธาตุววัตถาน ฯลฯ.
๕. พุทธิจริต คนเจ้าปัญญา มีพุทธิคือความรู้ท่องเที่ยวอยู่ในจิตมากจนเป็นเจ้าเรือน คือครองความเป็นใหญ่อยู่ในจิตใจ ดลใจให้รู้อะไรๆ ได้ง่ายๆ จนเกือบจะกลายเป็นคนสู่รู้ไป ความจริง พุทธิ เป็นคุณธรรมนำให้รู้เหตุผล และความจริงได้ง่าย คนจำพวกนี้ชอบทำอะไรๆ ด้วยความรู้และก็มักผิดพลาดเพราะความรู้เหมือนกัน ฉะนั้น กรรมฐานอันเป็นที่สัปปายะแก่คนจำพวกนี้ต้องเป็นกรรมฐานที่ประคับประคองจิตใจไปในเหตุผลที่ถูกต้อง ทำให้ปัญญามีหลักฐานมั่นคง เช่นอุปสมานุสสติ เป็นต้น.
๖. วิตักกจริต คนเจ้าความคิด มีวิตักกะคือความคิดท่องเที่ยวอยู่ในจิตใจมากจนเป็นเจ้าเรือน คือครองความเป็นใหญ่ในจิตใจ ดลใจให้คิดให้อ่านอยู่เรื่อย จนกลายเป็นฟุ้งซ่านหรือเลื่อนลอยไป ความจริงวิตักกะเป็นคุณธรรม เมื่อมีอยู่ในใจย่อมหนุนให้เป็นคนช่างคิดช่างนึกในเหตุผลและความจริงจากแง่ต่างๆ เป็นทางเรืองปัญญา แต่ถ้ามากเกินไปจะตกไปข้างฝ่ายโมหะ กลายเป็นหลงทิศทางไปได้ ที่เขาเรียกว่า “ความคิดตกเหว” ไม่รู้จักแก้ไขตนออกจากความผิด ได้แต่คิดเพ้อไปท่าเดียว กรรมฐานที่เหมาะแก่คนจำพวกนี้ต้องเป็นกรรมฐานที่ไม่ต้องใช้ความคิด เช่น กสิณ-อรูป และที่เหมาะที่สุดคือ อานาปานสติ.
สิ่งที่ผมอ่านแล้วสะกิดใจมีดังนี้ครับ
1. การที่วัฒนธรรมญี่ปุ่นก่อรูปขึ้นมาเป็นอะไรที่เห็นอย่างทุกวันนี้ มันมาจากนิสัยจิตใจของชนชาติญี่ปุ่น ซึ่งค่อนไปทาง โทสจริต และ วิตักกจริต เสียมาก คนญี่ปุ่นแต่ยุคโบราณเป็นพวกโมโหร้าย เลยต้องหาทางถอนโทสะ ด้วยสิ่งประณีต สวยงาม อาหารก็ต้องจัดใส่จานให้สวย กิริยามารยาทของชนชั้นผู้ดีก็ต้องทำให้สุภาพ สิ่งแวดล้อมก็ต้องทำให้สะอาดเรียบร้อย ฉะนั้นแม้แต่วัดเซนก็ต้องมีสวนหินที่สวยงาม แม้แต่สมัยนี้ก็ต้องเอาตัวการ์ตูนน่ารักๆ มาเป็นเครื่องผ่อนคลายอารมณ์ คนญี่ปุ่นเป็นพวกคิดเยอะ ระแวงระวังเยอะ เพราะเจอภัยธรรมชาติ ผ่านยุคบ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อยมามาก เป็นชีวิตที่ทำอะไรไปไหนก็ต้องคิดเยอะ มันเลยเกิดแนวทางการฝึกวิชาจำพวก “ไม่ต้องคิดอะไร ฟันไปเรื่อยๆ ซ้อมไปเรื่อยๆ” ก็เพื่อจะถอนจิตของตัวเองออกจากการหมกมุ่นครุ่นดิดนั่นเอง น่าคิดว่า วัฒนธรรมญี่ปุ่นที่เหมือนถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น “ตัวแก้” นิสัยจิตใจที่ไม่ดีนั้น ก็คงได้ความคิดเรื่อง “ตัวแก้” มาจากพุทธศาสนา (โดยเฉพาะนิกายเซน) นี่แหละ
2. ถ้าจะถามเรื่องสังคมไทย สังคมโลก ว่าอะไรน่ากลัวสุด ก็คงเป็น โมหจริต นี่แหละ ทุกวันนี้เรามีข่าวสารข้อมูลไหลหลั่งมา “เยอะเกินไป” และ อะไรที่มันเยอะไปก็เท่ากับไม่มี เพราะอะไร? เพราะถ้ามันมีเยอะประมาณหนึ่งเราอาจเลือกสิ่งที่ดีได้หรือเลือกหลายๆ อัน ค่อยๆ ดูไปก็ได้ แต่ในเมื่อมันมามากมาเร็ว ใครจะไปนั่งสำรวจ? สุดท้ายคนก็เลือกเสพแต่สิ่งที่คุ้นเคยอยู่อย่างเดิม และชีวิตที่ออกไปเดินข้างนอก สังสรรค์กับผู้อื่นนี่ ถ้ายิ่งน้อยลงเท่าใด คนก็อุดอู้อยู่แค่กับตัวเอง กับจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งอยู่ในสภาพที่คับแคบ อุดอู้ มืดมัวเท่าไหร่ จิตก็จะยิ่งโน้มไปทางโมหะ ขาดความรู้ผิดชอบชั่วดีมากเท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่า ผู้ที่ก่ออาชญากรรมที่มีลักษณะขาดความรู้ผิดชอบชั่วดีนั้น มีไม่น้อยที่มีลักษณะเป็น “เด็กเนิร์ด” หรือ “โอตาคุ” คือเป็นพวกที่หนักไปทาง โมหจริต นั่นเอง (ซึ่งจะต่างจากอาชญากรรมที่เกิดจากความโลภ หรือบันดาลโทสะ) แล้วสังคมทุกวันนี้ก็กลายเป็นสังคมก้มหน้า เอาแต่ดูหน้าจอมือถือ เป็นสภาพแวดล้อมที่ชวนจิตคนให้โน้มไปทางโมหจริตได้มาก
โชคดีที่ผมอยู่ต่างจังหวัด มีบ้านที่มีบริเวณกว้างพอใช้ (พอจะฝึกดาบกลางแจ้งได้) มีเวลาไปซ้อมบีเจเจ ไม่ทำตัวอุดอู้ มาอยู่กับบีเจเจก็ได้เล่นได้คุยกับคนหลากหลาย และก็เพราะเหตุผลที่ยกมานี่แหละ เลยเอาลูกชายไปเรียนเทควันโด พอตอนหลังก็เรียนบีเจเจเสริมเข้าไป ส่วนลูกสาวนั้นอายุยังน้อยก็ให้ไปเรียนวาดรูปทำงานศิลปะ เต้นเคป๊อบ (อันนี้ลูกสาวขอมา) (ตอนนี้ไปเรียนเทควันโดตามรอยพี่ชายละ อยู่ยิมเดียวกันสองคนพี่น้อง) ไม่งั้นก็จะมัวแต่ดูมือถือเล่นไอแพดอยู่นั่นแหละ หากจิตเรายังฝึกได้ไม่ถึงที่สุด การจัดหาสภาพแวดล้อมก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ในการประคองจิตไม่ให้ไปในทางฝ่ายอกุศล คือไปในทางคิดชั่วทำชั่ว
หวังว่าเนื้อหาในคราวนี้คงจะช่วยชี้ทางอะไรได้บ้างนะครับ สมัยนี้ การมีจิตใจและความคิดที่ “ปกติ” ชักจะหายากเสียจนความ “ไม่ปกติ” กลายเป็นสิ่งที่พบเห็นทั่วไปเสียแล้ว พร้อมกับปัญหาสังคมที่รุนแรงขึ้นในทุกด้าน แบบนี้ อย่าว่าแต่จะฝึก “พลังเทพ” เลยครับ แต่เป็น “คนปกติ” ยังดูเหมือนจะยาก เราต้องตั้งหลักเป็นคนที่มีจิตใจ “ปกติ” ให้ได้เสียก่อนที่จะไปคิดเรื่องพลังเทพ นะ
แต่ในเมื่อเรารู้แล้วว่าควรทำอย่างไร มันก็คงจะไม่เกินความพยายามไปหรอกมั้งครับ?
พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะครับ สวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (6) ประตูสวรรค์เปิดแล้ว
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (5) “เฮียคุเร็นจิโตกุ” (百錬自得)
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (4) ยืน เดิน นั่ง นอน
– Last Samurai Standing: ผมว่าผมเห็น “ส่วนเสี้ยวหนึ่ง” ของ “ตัวผมเอง” ในพระเอกของเรื่องนี้นะ
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (3) คุณวางร่มไว้ตรงไหน?
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (7) การ “ดัดจริต”


