‘Beni’ จากดอกไม้สู่ใบหน้า สูตรลับความงามร้อยปีฉบับญี่ปุ่น
เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นคือหนึ่งในมหาอำนาจทางด้านความงามของโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางหรือสกินแคร์ดูแลผิวพรรณทั้งหลาย ก็บอกได้เลยว่าแบรนด์จากแดนอาทิตย์อุทัยนั้นได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของคุณภาพ และหากย้อนกลับไปในอดีต เจ้า ‘Beni’ ที่เรากำลังจะพูดถึง นับเป็นหนึ่งในเครื่องประทินโฉมยอดฮิตที่แทบทุกคนต้องใช้กัน จะเรียกว่าเป็นเครื่องสำอางในตำนานอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ แล้วเจ้าเบนินี่มันคืออะไรกันนะ? พร้อมแล้วไปทำความรู้จักกับมันเลยดีกว่า!

สำหรับชาวอาทิตย์อุทัยในยุคเฮอัน (ค.ศ.794 – 1185) การแต่งหน้าอาจไม่ใช่แค่การประทินความงามให้ดูดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันยังเป็นการบ่งบอกถึงชนชั้น ฐานะทางสังคม หรืออายุของคนคนนั้นได้เป็นอย่างดี โดยชาวญี่ปุ่นในยุคก่อนจะนิยมแต่งหน้าทั้งหญิงและชาย ซึ่งชนชั้นสูงส่วนใหญ่จะแต่งหน้าเพื่อแสดงฐานะของตนเองต่อหน้าองค์จักรพรรดิ์ ว่ากันว่าการแต่งหน้าของชนชั้นสูงเหล่านี้ได้กลายมาเป็นจุดกำเนิดของการแต่งหน้าแบบเกอิชาในยุคเอโดะ (ช่วงราวปี ค.ศ.1603 – 1867) อีกด้วย
ในยุคโบราณ การแต่งหน้าของชาวญี่ปุ่นถูกจำกัดให้ใช้เพียงแค่ 3 สี คือ ดำ ขาว และแดงเท่านั้น สำหรับการแต่งหน้าสไตล์เกอิชาที่เราๆ คุ้นตากันดี พวกเธอจะใช้แป้งสีขาวที่เรียกว่า oshiroi ทาบนใบหน้า ก่อนจะเติมสีให้ดวงตา คิ้ว และปากดูโดดเด่นขึ้นมาด้วยสีดำและสีแดง ซึ่งจะช่วยให้พวกเธอดูดึงดูดมากขึ้นเมื่ออยู่ภายใต้แสงเทียนในเวลาให้บริการแก่ลูกค้า
สีแดงสดที่ฉาบเคลือบให้การแต่งหน้าสไตล์ญี่ปุ่นดูสะดุดตานั้น เกิดจากสีแดงของดอกคำฝอยหรือ benihana ซึ่งนับเป็นดอกไม้ที่ค่อนข้างมีราคาในยุคเอโดะ
ว่ากันว่าเจ้าดอกคำฝอยนั้นมีถิ่นกำเนิดในตะวันออกกลาง และได้เดินทางตามเส้นทางสายไหมผ่านประเทศจีนเข้ามาสู่ญี่ปุ่นในช่วงราวศตวรรษที่ 3 โดยชาวญี่ปุ่นโบราณจะสกัดสีแดงจากดอกคำฝอยออกมา จากนั้นจึงนำไปแปรรูปให้กลายเป็นเครื่องสำอางที่ใช้ได้ทั้งกับปาก แก้ม และดวงตา ซึ่งสีสันจากดอกเบนิฮานะนั้นเป็นที่นิยมใช้กันอย่างมากทั้งในเหล่าเกอิชาและนักแสดงคาบูกิทั้งหลาย จนถึงในช่วงราวศตวรรษที่ 19 ซึ่งเครื่องสำอางจากตะวันตกเริ่มเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นและกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่ผู้คนนิยมกันอย่างแพร่หลายรวดเร็ว ทำให้ความนิยมในการใช้สีจากเบนิในการแต่งหน้านั้นค่อยๆ ซาลงไป
จากข้อมูลของ Isehan-Honten ร้านสุดท้ายของญี่ปุ่นที่ผลิตเบนิด้วยเทคนิคดั้งเดิมนั้นระบุไว้ว่า กว่าจะได้เบนิหนึ่งตลับมาใช้ในการแต่งหน้า อาจจะต้องใช้ดอกคำฝอยเพื่อสกัดเม็ดสีออกมาถึงประมาณ 1,000 ดอก เนื่องจากเม็ดสีแดงในดอกคำฝอยแต่ละดอกนั้นมีปริมาณน้อยกว่า 1% ของดอกทั้งหมด และขั้นตอนในการสกัดออกมาต้องใช้เทคนิคเฉพาะตัวที่ค่อนข้างยุ่งยาก รวมถึงใช้เวลาค่อนข้างนานในการผลิต
ในอดีต ชาวญี่ปุ่นจะเริ่มปลูกดอกเบนิฮานะกันในช่วงราวเดือนมีนาคม เมื่อดอกเบนิบาน เกษตรกรจะเก็บดอกไม้ในช่วงเดือนกรกฎาคม และนำมันมาผ่านกระบวนการแปรรูปจนได้ benimochi ซึ่งเป็นแผ่นแป้งอัดแข็งที่เกิดจากการหมักกลีบดอกไม้แห้งเก็บไว้ จากนั้นจึงจะถูกนำส่งมายังเมืองเกียวโตซึ่งถือเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตเบนิแหล่งใหญ่ในช่วงเดือนตุลาคม

ขั้นตอนการผลิตเบนิจะมีการเทส่วนผสมของน้ำด่าง น้ำส้มสายชูข้าว และน้ำส้มสายชูพลัม ลงบนแผ่นเบนิโมจิเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี จากนั้นจึงมีการนำเข้าเครื่องบีบอัดเพื่อบีบสกัดน้ำจากกลีบดอกไม้ออกมาจนได้น้ำสีแดงเข้ม แล้วจึงมีการนำเส้นใยกัญชงจุ่มลงไปเพื่อให้ดูดซับน้ำสีแดงเข้มเอาไว้จนเต็มที่ ก่อนจะนำกัญชงที่ดูดซับสีแล้วไปผสมในน้ำด่างตามขั้นต้นอีกครั้ง แล้วจึงห่อพวกมันด้วยผ้า ก่อนจะนำไปเข้าเครื่องบีบอัดเพื่อรีดน้ำสีแดงออกมาใหม่ โดยจะมีการทำขั้นตอนเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาอีกหลายครั้ง จนกว่าจะได้สีแดงเบนิที่มีเม็ดสีเข้มข้นตามที่ผู้ผลิตต้องการ ก่อนจะนำไปกรองด้วยผ้าเนื้อละเอียดในขั้นตอนสุดท้าย จากนั้น เบนิจะถูกนำไปใส่ในตลับกระเบื้องเคลือบที่เรียกว่า beni-choko หรือพาเล็ทเล็กๆ ที่เรียกว่า beni-ita ซึ่งถ้าไม่บอกว่านี่คือตลับเบนิ เชื่อว่าหลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นตลับเปล่า! เพราะเจ้าสีจากเบนินั้นจะถูกทาเคลือบพื้นผิวด้านในตลับเอาไว้ ซึ่งว่ากันว่าหากเป็นสีเบนิที่มีคุณภาพดี เมื่อเบนิแห้งสนิทติดพื้นผิวเมื่อไหร่ เม็ดสีแดงของพวกมันจะกลายเป็นสีเขียวอมทองเมทัลลิกที่ดูหรูหรา คล้ายกับการเคลือบเงาตลับด้านในให้มีความแวววาวอย่างน่าอัศจรรย์ และเมื่อต้องการใช้ ให้นำเอาพู่กันจุ่มน้ำแตะลงไปบนผิวด้านในตลับนิดหน่อย สีเขียวทองที่โดนน้ำจะกลับกลายเป็นสีแดงเพื่อให้คุณนำไปแต่งแต้มริมฝีปาก แก้ม หรือเปลือกตาได้อย่างน่าประหลาดใจ ซึ่งว่ากันว่าเบนิที่มีคุณภาพสูงเท่านั้นถึงจะสร้างมายากลเหล่านี้ได้!

ชาวญี่ปุ่นในสมัยโบราณจะเชื่อมโยงสีแดงเข้ากับดวงอาทิตย์ ไฟ เลือด และชีวิต พวกเขาจึงเชื่อกันว่าสีแดงของเบนินั้นจะเป็นคล้ายเครื่องรางที่จะช่วยปกป้องทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและป้องกันสิ่งชั่วร้ายที่จะเข้ามา ความเชื่อเหล่านี้สะท้อนออกมาผ่านพิธีการต่างๆ เช่น เมื่อเด็กทารกแรกเกิดที่เพิ่งถูกพาไปศาลเจ้าครั้งแรก จะมีการแต้มเครื่องหมายด้วยเบนิหรือหมึกสีแดงเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย หรือเมื่อเด็กๆ มีอายุ 3, 5 หรือ 7 ปี ก็จะมีการมอบถุงเครื่องรางและเบนิโชโกะเป็นของขวัญให้เด็กๆ ในงานฉลอง shichi-go-san เป็นต้น
นอกจากการแต่งหน้าแล้ว ในสมัยเอโดะนั้นยังมีธรรมเนียมการบ่งบอกสถานะตัวตนของแต่ละคนอีกหลายรูปแบบ เช่น เจ้าสาวมักนิยมทำฟันให้เป็นสีดำก่อนแต่งงาน ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่เรียกว่า ohaguro หรือคุณแม่มือใหม่จะนิยมโกนคิ้วออกหลังการคลอดผ่านพ้นไป หรือสตรีชั้นสูงในตระกูลซามูไรก็จะนิยมโกนคิ้วออกและเขียนคิ้วใหม่ที่ค่อนข้างบางเฉียบมาแทนที่
สำหรับลำดับชั้นของเหล่าเกอิชา จะถูกบ่งชี้ด้วยการใช้เบนิเขียนที่ขอบตาและริมฝีปาก โดยเหล่าไมโกะหรือเกอิชาฝึกหัดในปีแรก จะได้รับอนุญาตให้ทาเบนิได้เฉพาะบริเวณริมฝีปากล่างเท่านั้น ในขณะที่ไมโกะรุ่นพี่หรือเกอิชาเต็มตัวจะทาริมฝีปากด้วยเบนิทั้งด้านบนและด้านล่าง โดยจะนิยมทาสีให้บางกว่าริมฝีปากจริงเนื่องจากเชื่อกันว่าการทาปากแบบนี้จะช่วยให้แลดูอ่อนวัยกว่าที่เป็นนั่นเอง

เมคอัพสร้างความงามในแบบฉบับญี่ปุ่นนั้นเริ่มค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความงามตามอุดมคติจากชาติตะวันตกในช่วงราวยุคเมจิ (ค.ศ.1868 – 1912) เนื่องจากญี่ปุ่นเริ่มมีการเปิดประเทศต้อนรับผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเข้ามา และชาวตะวันตกต่างลงความเห็นว่าความงามแบบญี่ปุ่นเช่นการทาฟันดำหรือโกนคิ้วนั้นล้วนเป็นเรื่องป่าเถื่อนสำหรับพวกเขา จนรัฐบาลญี่ปุ่นต้องออกกฎห้ามการทาสีฟันในราว ค.ศ.1870 ทำให้ความนิยมในการทาฟันสีดำในหมู่หญิงสาวค่อยๆ จางหายไป แป้งโอชิโรอิสีขาวเจิดจ้า ถูกแทนที่ด้วยการใช้แป้งฝุ่นและสกินแคร์จากต่างชาติ เบนิถูกตีตลาดด้วยบลัชออนและลิปสติกหลากสีสัน เพื่อแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าฉันเป็นสาวสมัยใหม่ที่ทันเทรนด์ทันกระแส ความสวยงามและแฟชั่นของสาวญี่ปุ่นเริ่มได้รับอิทธิพลจากนักแสดงภาพยนตร์ที่พวกเธอได้ชมกันตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมรอบด้าน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเสื่อมสลายความสวยจากเมคอัพในสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม

สำหรับใครที่สนใจ สามารถแวะไปชมเรื่องราวของเบนิได้ในพิพิธภัณฑ์เบนิซึ่งอยู่ในโตเกียวนี่เองน้า นอกจากจะได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมา ได้เห็นถึงความละเมียดละไมในการผลิตเบนิรวมถึงแพ็คเกจจิ้งสุดประณีตหลากหลายรูปแบบแล้ว คุณยังสามารถช้อปเบนิติดไม้ติดมือกลับบ้านมาได้ด้วยน้า สนนราคาของเจ้าเบนิก็จะอยู่ที่ราวๆ 10,000 – 80,000 เยนเท่านั้น!!
ว่ากันว่าความเด็ดของเบนินั้นยังอยู่ที่การเป็นสีสันซึ่งติดอยู่บนริมฝีปากแต่ไม่ทิ้งรอยคราบไว้บนภาชนะต่างๆ เนื่องจากมันไม่มีส่วนผสมของน้ำมันเหมือนกับลิปสติกสมัยใหม่ จะจริงเท็จแค่ไหน ใครใจถึง งบถึง ต้องไปลอง!
เรื่องแนะนำ :
– รู้จักกับ 3 ซามูไรที่ไร้เลือดญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง
– 13 เรื่องจริงของฟูจิ ที่คุณอาจไม่เคยรู้
– 12 ราศีสไตล์ Nintendo – คุณเป็นใครในจักรวาลเกมสุดคลาสสิก ‘Super Smash Bros’?
– 12 สวนสวยญี่ปุ่นแบบไม่ซ้ำใคร ชอบดอกไม้ก็ฟิน ชอบถ่ายรูปเช็คอินก็ฉ่ำใจ
– สยองผีญี่ปุ่น : อินุกามิ
– จากอดีตถึงปัจจุบัน กับวัฒนธรรมการนอกใจในญี่ปุ่น
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ:
– https://www.tokyoweekender.com/
– https://artsandculture.google.com/
– https://www.isehan-beni.co.jp/en/museum/
– https://www.isehan-beni.co.jp/en/about/
#‘Beni’ จากดอกไม้สู่ใบหน้า สูตรลับความงามร้อยปีฉบับญี่ปุ่น


