มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 1… ตอน จากเศษเหรียญในตลาดมืด สู่รากฐานของความตระหนี่
ถ้าพูดถึงกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่เคยทรงอิทธิพลและกุมชะตากรรมทางเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีต ชื่อของ มิตซุย, มิตซูบิชิ หรือ สุมิโตโมะ คงจะเป็นชื่อแรกๆ ที่ใครหลายคนนึกถึง
แต่เคยสงสัยไหมครับว่า ท่ามกลางยักษ์ใหญ่เหล่านั้น มีอยู่กลุ่มทุนหนึ่งที่ไม่ได้เริ่มต้นธุรกิจจากการทำเหมืองแร่ ไม่ได้เริ่มจากการต่อเรือพาณิชย์ หรือเน้นการค้าระหว่างประเทศเหมือนคนอื่น แต่พวกเขากลับเติบโตขึ้นมาจากการควบคุม “สายเลือดทางการเงิน” ของญี่ปุ่นไว้ในมือแต่เพียงผู้เดียว
อาณาจักรที่ว่านี้คือ Yasuda Zaibatsu

และชายผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญี่นี้ ชายผู้ที่เริ่มต้นจากศูนย์และไต่เต้าจนกลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินของญี่ปุ่น มีชื่อว่า ยาซุดะ เซนจิโร่ (Yasuda Zenjiro)
เรื่องราวของเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ตำนานของมหาเศรษฐีธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่มันคือบทเรียนชีวิตที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน วินัยที่เข้มงวดจนถูกสังคมมองว่าไร้ความรู้สึก และสัญชาตญาณการมองการณ์ไกลที่เปลี่ยนเศษเหรียญในมือให้กลายเป็นอาณาจักรธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
ทุกอย่างต้องย้อนกลับไปในปี 1838 ณ แคว้นโทยามะ (Toyama) ยาซุดะ เซนจิโร่ เกิดมาในครอบครัวซามูไรชั้นผู้น้อย ซึ่งในยุคเอโดะตอนปลายนั้น คำว่าซามูไรชั้นผู้น้อยไม่ได้มีความหรูหราหรือสะดวกสบายเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน ครอบครัวของเขาต้องเผชิญกับความยากจนคลาดแคลนอย่างหนัก จนพ่อของเขาต้องยอมทิ้งศักดิ์ศรีหันมาทำอาชีพเสริมด้วยการทำเกษตรกรรมและค้าขายเล็กๆ น้อยๆ เพื่อประทังชีวิตไปวันๆ

Yazuda Zenjiro
ชีวิตในวัยเด็กที่ต้องดิ้นรนและเห็นความยากลำบากของครอบครัว ได้หล่อหลอมให้เซนจิโร่กลายเป็นคนที่มีความละเอียดรอบคอบเรื่องเงินทองตั้งแต่อายุยังน้อย เขาเรียนรู้คุณค่าของเงินทุกริน ทุกเซนต์ และในใจของเขาก็เริ่มจุดประกายความทะเยอทะยานที่อยากจะพาตัวเองและครอบครัวหลุดพ้นจากหลุมความยากจนนี้ให้ได้
เมื่ออายุได้ประมาณ 20 ปี เซนจิโร่ตัดสินใจทำในสิ่งที่กล้าหาญและเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล นั่นคือการตัดสินใจหนีออกจากบ้านเกิด มุ่งหน้าสู่เมืองเอโดะ หรือโตเกียวในปัจจุบัน เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยโอกาสและผู้คนพลุกพล่าน โดยมีเงินติดตัวอยู่เพียงเศษเสี้ยวที่ได้จากการหยิบยืมและเก็บออม
การเดินทางเข้าเมืองหลวงของเด็กหนุ่มต่างจังหวัดในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเริ่มต้นชีวิตในเอโดะด้วยการเป็นเด็กฝึกงานในร้านขายของป่าและร้านขายน้ำปลาโชยุ ทำงานหนักสารพัดตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แลกกับที่นอนใต้ถุนร้านและอาหารประทังชีวิตไปวันๆ แต่เซนจิโร่รู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่บันไดขั้นแรก เขารอคอยโอกาสที่จะก้าวเข้าสู่วงการที่เขาหลงใหลและมองเห็นอนาคตมากที่สุด นั่นคือวงการแลกเปลี่ยนเงินตรา
ในเวลาต่อมา ด้วยความขยันและซื่อสัตย์ เขาได้ย้ายไปทำงานในร้านแลกเงินดั้งเดิมที่เรียกว่า เรียวแงโช ที่นี่เองที่เขาได้เรียนรู้ระบบการเงินอันซับซ้อนของยุคเอโดะ การดูมูลค่าของเหรียญกษาปณ์ต่าง ๆ ที่มีทั้งทอง เงิน และทองแดง รวมถึงได้ฝึกสัญชาตญาณในการมองแนวโน้มของเศรษฐกิจ ซึ่งความรู้เชิงลึกเหล่านี้จะกลายเป็นอาวุธลับที่ทรงพลังที่สุดของเขาในอนาคต
หลังจากเก็บออมเงินทุกบาททุกสตางค์และสั่งสมประสบการณ์จนแก่กล้า ในปี 1864 ด้วยวัยเพียง 26 ปี เซนจิโร่ตัดสินใจเปิดร้านแลกเปลี่ยนเงินตราของตัวเองในย่านนิฮอนบาชิ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าที่คึกคักที่สุดของเอโดะ ร้านของเขามีชื่อเรียบง่ายว่า ยาซุดะ-ยะ (Yasuda Ya)
ลองนึกภาพตามนะครับ ร้าน ยาซุดะ-ยะ ในยุคแรกเริ่มไม่ได้เป็นอาคารตึกแถวหรูหราเหมือนธนาคารในปัจจุบัน แต่มันเป็นเพียงแค่คูหาไม้เล็กๆ ที่มีพื้นที่จำกัด สิ่งที่เซนจิโร่ทำในแต่ละวันคือการนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ รับแลกเปลี่ยนเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดงที่มีมูลค่าผันผวนอยู่ตลอดเวลาตามกลไกตลาดและอัตราที่รัฐบาลโชกุนโทกุกาวะกำหนด
สิ่งที่ทำให้ ยาซุดะ-ยะ แตกต่างจากร้านแลกเงินอื่นๆ ในย่านนิฮอนบาชิ ไม่ใช่เพราะเขามีเงินทุนหนากว่าคนอื่น แต่เป็นเพราะความแม่นยำที่เฉียบคมและความเร็วในการทำงาน เซนจิโร่จะตื่นแต่เช้าตรู่มานั่งจัดระเบียบเงินตรา และเขาสามารถคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วในหัวโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมือคำนวณนานเกินไป ทำให้พ่อค้ารายใหญ่และชาวบ้านต่างพากันมาใช้บริการที่ร้านของเขาจนชื่อเสียงเริ่มขจรขจาย
แต่เรื่องราวชีวิตของ ยาซุดะ เซนจิโร่ มีมุมหนึ่งที่เป็นที่โจษจันและถูกพูดถึงอย่างมากในสังคมยุคนั้น นั่นคือความประหยัดมัธยัสถ์แบบสุดโต่ง หรือถ้าจะพูดกันตรงๆ ตามสำนวนชาวบ้านก็คือ เขาเป็นคนที่เค็มและตระหนี่มากเรื่องการใช้เงินส่วนตัว
มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า แม้ในวันที่เขาร่ำรวยจนสามารถซื้อคฤหาสน์หรูหราได้แล้ว เซนจิโร่ก็ยังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะจนดูเหมือนคนหาเช้ากินค่ำ เขายังคงรับประทานอาหารเรียบง่ายอย่างข้าวสวยคลุกผักดอง สวมเสื้อผ้ากิโมโนชุดเดิมๆ ที่ผ่านการปะชุนแล้วปะชุนอีก และเขามักจะเลือกเดินเท้าแทนการนั่งรถลากเสมอหากระยะทางไม่ได้ไกลจนเกินไป ทุกเยนที่หามาได้จากการทำธุรกิจ เขาจะนำกลับไปลงทุนต่อในกิจการเพื่อขยายทุน แทนที่จะนำมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อความสุขส่วนตัว
ปรัชญานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความโลภหรือความกลัวอย่างไร้เหตุผล แต่เซนจิโร่มีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า เงินทุนสำรอง คือสิ่งสำคัญที่สุดในธุรกิจการเงิน ในโลกที่เศรษฐกิจมีความผันผวนและเกิดสงครามเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา คนที่มีกระแสเงินสดสดใหม่และมีเงินสำรองในคลังมากที่สุดคือคนที่จะอยู่รอดเป็นคนสุดท้าย
ความมัธยัสถ์อันเข้มงวดนี้ไม่ได้ใช้แค่กับตัวเขาเองเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้เป็นกฎเหล็กในการบริหารงานในร้าน ยาซุดะ-ยะ และต่อยอดมาจนถึงเครือข่ายธุรกิจทั้งหมดในเวลาต่อมา พนักงานทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะประหยัดทรัพยากรทุกอย่างในร้าน แม้กระทั่งเศษกระดาษที่เหลือใช้ ซึ่งแนวคิดการควบคุมต้นทุนที่รัดกุมนี้เอง ที่ทำให้ธุรกิจของเขามีภูมิต้านทานสูงมากเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความเค็มและความประหยัดจนเกินพอดีนี้ ก็เป็นเหรียญสองด้านที่สร้างศัตรูและผู้วิพากษ์วิจารณ์เขามากมายในสังคม ชนชั้นกลางและนักเคลื่อนไหวในยุคนั้นต่างมองว่าเขาเป็นเศรษฐีหน้าเลือดที่ไม่ยอมเจียดเงินช่วยเหลือสังคม ปมขัดแย้งเรื่องภาพลักษณ์ของชายผู้ตระหนี่แต่ร่ำรวยมหาศาลนี้เอง ที่เริ่มก่อตัวอย่างเงียบๆ และกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญสู่โศกนาฏกรรมในบั้นปลายชีวิตของเขาในอีกหลายทศวรรษต่อมา
นี่คือจุดเริ่มต้นของชายผู้ไม่ยอมให้อนาคตถูกขีดเส้นใต้ด้วยความยากจน ยาซุดะ เซนจิโร่ ได้วางอิฐก้อนแรกของอาณาจักรด้วยเศษเหรียญและความมัธยัสถ์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้
ในตอนต่อไป เราจะมาดูกันว่า เมื่อพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมาถึง การล่มสลายของระบอบโชกุนและรุ่งอรุณของยุคเมจิ ชายผู้ตระหนี่คนนี้จะใช้ “ความเค็ม” และ “สายตาที่มองทะลุเนื้อเงิน” เปลี่ยนวิกฤตสงครามกลางเมืองให้กลายเป็นขุมทรัพย์ทองคำได้อย่างไร จนทำให้รัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่นถึงกับขาดเขาไม่ได้ใน EP. 2 ครับ
เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน
ในยุคเอโดะ ระบบเงินตราของญี่ปุ่นมีความซับซ้อนสูงมากเนื่องจากเป็นระบบสามโลหะ (Tri-metallic System) ประกอบด้วย ทอง เงิน และทองแดง ซึ่งแคว้นต่างๆ มีการใช้มาตราเงินตราหลักที่นิยมแตกต่างกัน เช่น ย่านคันโต (โตเกียว) จะนิยมคิดมูลค่าเป็นทองคำ ส่วนย่านคันไซ (โอซาก้า) จะนิยมคิดมูลค่าน้ำหนักเป็นเนื้อเงินแท้ ร้านแลกเงิน “Ryogaesho” จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่แลกเศษเหรียญเหมือนในปัจจุบัน แต่มีบทบาทคล้ายตลาดหุ้นและอนุพันธ์ขนาดเล็กที่ต้องคาดเดาราคาผันผวนของโลหะมีค่าในแต่ละวัน ซึ่งทักษะการคำนวณในหัวที่ ยาซุดะ เซนจิโร่ ฝึกฝนมาในยุคนี้ กลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เขาสามารถประเมินความเสี่ยงและอัตราดอกเบี้ยได้แม่นยำกว่านักการเงินคนอื่นในยุคปฏิรูปอุตสาหกรรม
เรื่องแนะนำ :
– Sumitomo: 400 ปีแห่งอำนาจธุรกิจญี่ปุ่น ตอนที่ 8 เมื่อ “ความยั่งยืน” กลายเป็นเกมใหม่
– Sumitomo: 400 ปีแห่งอำนาจธุรกิจญี่ปุ่น ตอนที่ 7 เมื่อญี่ปุ่นไม่พออีกต่อไป
– Sumitomo: 400 ปีแห่งอำนาจธุรกิจญี่ปุ่น ตอนที่ 5 วันที่อำนาจถูก “รื้อ”
– Sumitomo: 400 ปีแห่งอำนาจธุรกิจญี่ปุ่น ตอนที่ 4 เมื่อธุรกิจกลายเป็นอำนาจ
– Sumitomo: 400 ปีแห่งอำนาจธุรกิจญี่ปุ่น ตอนที่ 3 เมื่อญี่ปุ่นเปลี่ยนโลกตัวเอง
– Sumitomo: 400 ปีแห่งอำนาจธุรกิจญี่ปุ่น ตอนที่ 2 การค้นพบ “ทองแดง” ที่เปลี่ยนชะตา
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://www.worldanvil.com/w/kenpeitai-macmillen1/a/zaibatsus-article
https://www.britannica.com/money/Yasuda-Zenjiro
– National Diet Library of Japan: Modern Japanese Political History Materials – Yasuda Zenjiro (ndl.go.jp)
– Mizuho Financial Group: Corporate History and Foundations of Yasuda Bank (mizuho-fg.co.jp)
– Toyama Prefectural Local Archives: The Samurai Lineage of the Yasuda Family (pref.toyama.lg.jp)
มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 1… ตอน จากเศษเหรียญในตลาดมืด สู่รากฐานของความตระหนี่


