คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
ถอดรหัส “รัฐนิยม” (4) เราจะไม่มี “พม่าไทใหญ่” ถ้าเราได้มี “สหรัฐไทยเดิม”
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน
ผมเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด แต่ด้วย “พรหมลิขิตบันดาลชักพา” เลยได้มาสร้างครอบครัวอยู่ที่เชียงใหม่นิ พอมาอยู่เมืองเชียงใหม่แล้วก็ได้สัมผัสได้รู้ได้เห็นทัศนคติอะไรหลายๆ อย่างของคนท้องถิ่นเชียงใหม่ที่เรียกว่า “คนเมือง” (แต่มียผมนี่ไม่ได้แบบคนเมืองแท้ๆ นะ ออกไปทางจีนปนเมืองเสียมากกว่า)
เรื่องหนึ่งในนั้นก็คือทัศนะที่มีต่อพวกไทใหญ่ ที่แม่ยายผมชอบพูดติดปากว่า “พม่าไทใหญ่” แต่ถ้าไปพูดแบบนี้ใส่พวกนี้ เขาก็จะไม่ยอมรับ ไม่ยอมให้เรียกว่าพม่า 555 อ้าวก็สัญชาติพม่านิ ซึ่งคนเมืองเชียงใหม่มองคนพวกนี้ เหมือนกับที่ฝรั่งอเมริกันผิวขาวมองพวกเม็กซิกันอพยพน่ะแหละครับ คือมีความรังเกียจเดียดฉันท์อยู่ในที (มีคนพูดให้ฟังว่า คนพวกนี้ทำอะไรให้ไปไม่ค่อยรู้คุณคน (ไม่รู้จักบุญคุณ) บ้างก็ว่าคนพวกนี้ชอบทำท่าเซ่อๆ โง่ๆ แต่จริงๆ เจ้าเล่ห์และพร้อมเอาเปรียบ ไม่นับเรื่องที่ว่าเวลามีวัยรุ่นอันธพาลกวนเมืองในเชียงใหม่ คดีอะไรแนวๆ นี้ก็จะโยนไว้ก่อนเลยว่าเป็นฝีมือ “พวกไทใหญ่” ไว้ก่อน นี่ล่าสุดก็พวกวัยรุ่นไทใหญ่ฟ้นเด็กผู้หญิงอายุ 14 เสียจนข้อมือขาด ตำรวจเขาจับได้) แต่รังเกียจยังไงก็ขาดไม่ได้ 555 ตามในตัวเมืองเชียงใหม่ก็มีร้านอาหารไทใหญ่อยู่บ้าง ซึ่งก็ชอบขึ้นธงชาติของตัวเอง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า พวกเขาอยากจะโชว์พาวหรือไง?
สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นอยู่ล้วนมาจากปมประวัติศาสตร์ของพวกเขา ซึ่งเมื่อผมได้มานั่งอ่านเอกสารอะไรต่างๆ แล้ว ก็แค่อยากจะบอกว่า ณ วันนั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484
ถ้าญี่ปุ่นไม่แพ้สงคราม…เราก็จะไม่มี “พม่าไทใหญ่”
เพราะไทใหญ่ จะต้องเป็น “พลเมืองไทย” เป็น “คนไทย สัญชาติไทย” ไม่ใช่ “คน (สัญชาติ) พม่า”
แต่มันก็แค่แนวคิดจำพวก “ถ้า…” (what if…) แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นจริง
เราไปดูประวัติศาสตร์ตรงนั้นกันดีกว่าครับ
หลังจากที่ไทยได้ลงนามในสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นไปแล้ว ก็ได้มีการจัดตั้งกองอำนวยการผสม ซึ่งชื่อญี่ปุ่นคือ “สำนักงานติดต่อประสานงานรัฐบาลญี่ปุ่น-ไทย” (นิทไทเซฟุเร็นราคุโชะ 日泰政府聯絡所)

ขออนุญาตถอดภาษาญี่ปุ่นแล้วแปลไทยนะครับ
注意事項
盤谷(バンコク)市内 日泰政府聯絡所
今回泰国政府と日本軍との間に協定されたる事に依り
今後凡ての関係事務ある場合に於いては日本
軍関係者が直接に当聯絡所(カウディン公園内)へ出頭
し当該係官史に連絡交渉せられ渡し
地方に於いても同様に地方大官へ出頭連絡交渉
せられ渡し
ข้อแจ้งให้ทราบ
เมืองบางกอก สำนักงานติดต่อประสานงานรัฐบาลญี่ปุ่น-ไทย
ตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลประเทศไทยและกองทัพญี่ปุ่น จากนี้ไป หากมีเรื่องเกี่ยวข้องใดๆ ทุกเรื่อง ให้ผู้เกี่ยวข้องของกองทัพญี่ปุ่น เข้าไปติดต่อที่สำนักงานดังกล่าว (ในสวนสาธารณะเขาดิน) แล้วติดต่อเจรจากับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรง
ส่วนในต่างจังหวัดนั้น ให้เข้าไปติดต่อเจรจากับข้าหลวงใหญ่ต่างจังหวัด (ประจำจังหวัดนั้นๆ) ในทำนองเดียวกัน
เรื่องที่ไทยเป็นพันธมิตรสนับสนุนญี่ปุ่นในการรุกคืบไปข้างหน้า มีคร่าวๆ สองเรื่อง
หนึ่ง เส้นทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ไปพม่า ซึ่งกลายเป็นเรื่องลือลั่นในชื่อ “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” ซึ่งกลายเป็นกรณีที่ถูกฝรั่งยกมาเป็นเคสของความโหดของทหารญี่ปุ่นในการบังคับใช้แรงงานเชลยศึกฝรั่ง ว่าแล้วต้องไปดูหนังเรื่อง “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” ซึ่งก็นะ หนังฝรั่งสร้าง ก่อให้เกิดการสร้างแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในเมืองกาญจนบุรีอย่างน้อยสองที่ คือพิพิธภัณฑ์เอกชนที่ใกล้ๆ สะพานนั่น ๑ แล้วก็ที่ที่เขาจำลองค่ายทหารญี่ปุ่นให้ดูอีกที่ ๑ ผมเห็นกล่องข้าวทหารญี่ปุ่นที่เขาเอามาแสดงก็อุทานว่า กล่องแค่นี้กินอิ่มเหรอ? ไม่นับประวัติศาสตร์ในระดับเรื่องเล่าชาวบ้านต่างๆ อีกมากมาย
ที่จริงยังมีเรื่องการสร้างทางรถไฟสายชุมพร-กระบุรี (ผ่านคอคอดกระ) แต่ก็นะ มันไม่ได้มีสตอรี่มาให้หยิบจับเอามาเล่าซ้ำ เอามาขยี้ประเด็นเรื่องทหารญี่ปุ่นโหดร้าย เหมือนเรื่องสะพานข้ามแม่น้ำแควเท่านั้นเอง (ถ้าผมไม่ได้อ่านวิทยานิพนธ์เล่มนี้ผมก็ไม่รู้เรื่องตรงนี้หรอก)
อ้อ นอกจากจะมีเรื่องสะพานข้ามแม่น้ำแควให้ขยี้แล้ว ยังมีเรื่อง “ขุมทองโกโบริ” ให้เล่นอีกต่างหาก 555
สอง การจัดตั้ง “กองทัพพายัพ” เพื่อเป็นกองกำลังพันธมิตรร่วมรุกรบกับญี่ปุ่นในแนวรบทางเหนือ จุดหมายคือ “รัฐฉาน” ของพวกไทใหญ่ (ที่ทางการไทยยุคนั้นเรียกว่า “สหรัฐไทยเดิม”)
ณ ตอนนั้น “รัฐฉาน” ของพวกไทใหญ่โดนพวกจีนก๊กมินตั๋งยึด ญี่ปุ่นกลัวว่าถ้ารุกคืบเข้าไปในพม่าแล้ว ตอนที่จะไปถึงพรมแดนอินเดีย อาจโดนกองทัพจีนฉวยโอกาสตีแนวหลังเอาได้ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น โปรดดูรูปแผนที่ต่อไปนี้ครับ

หากท่านผู้อ่านสนใจเรื่องราวโดยละเอียดของการรุกคืบสู่รัฐฉานในห้วงเวลานั้น จากมุมมองของนายทหารคนหนึ่งที่ไปประสบกับอะไรต่อมิอะไรต่างๆ ในเหตุการณ์จริง สถานที่จริง แบบลงรายละเอียดถึงอารมณ์ มีหนังสือที่จะขอแนะนำ คือหนังสือเรื่อง “ทหารเหลือใช้สงคราม” โดย พล.ต. ถาวร ช่วยประสิทธิ์

ขอสรุปเหตุการณ์ต่างๆ เป็นไทม์ไลน์นะครับ
- ธันวาคม พ.ศ. 2484-ต้นปี พ.ศ. 2485 กองทัพไทยร่วมรุกรบกับญี่ปุ่นในสองแนวรบ คือแนวรบด้านใต้ ไปตั้งหลักที่วิคตอเรียพอยท์ แล้วรุกคืบขับไล่ทหารอังกฤษ จนไปยึดย่างกุ้งได้ ส่วนแนวรบทางเหนือ “กองทัพพายัพ” เตรียมเข้ามาตั้งหลักที่ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย
- 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2485 กองทัพพายัพรุกเข้าสหรัฐไทยเดิม เปิดแนวรบตั้งแต่แม่น้ำสาละวินไปถึงแม่น้ำโขง ยึดสะพานข้ามลำน้ำรวกไว้ได้ เตรียมเปิดทางรุกต่อไปให้ถึงเชียงตุง การสนับสนุนทางอากาศนั้น เครื่องบินของกองทัพพายัพรับภารกิจทำลายเป้าหมายภาคพื้นดิน ส่วนเครื่องบินกองทัพญี่ปุ่นรับภารกิจต่อสู้กับเครื่องบินข้าศึก
- 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2485 กองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดเมืองพานได้ เจ้าฟ้าเมืองพานออกมาต้อนรับทหารญี่ปุ่นด้วยความยินดี (ในฐานะ “ผู้ปลดแอก” เพราะที่ผ่านมาเจอทหารจีนเกณฑ์เอานั่นนี่จนลำบากมาเยอะ)
- 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2485 กองทัพพายัพ ยึดเมืองเชียงตุงได้ เจ้าผู้ครองนครเชียงตุงได้ส่งสาส์นแสดงความยินดีต่อกองทัพไทย ในตอนนั้นการยึดเชียงตุงได้เป็นเรื่องใหญ่โตถึงขนาดที่ต้องฉลองกันด้วยการชักธงชาติไทยสามวัน (28-30 พฤษภาคม) กันเลยทีเดียว
- 4 มิถุนายน พ.ศ. 2485 กองทัพญี่ปุ่นประกาศจัดตั้งรัฐบาลทหารญี่ปุ่นในพม่า นั่นเท่ากับว่า พม่าอยู่ในการยึดครองของญี่ปุ่นแล้ว
- 7-12 มกราคม พ.ศ. 2486 กองทัพพายัพเดินตามแผนที่จะขับไล่ทหารจีนและทหารอังกฤษที่เหลือต่อไป ด้วยการทิ้งบอมม์ใส่กำลังฝ่ายข้าศึกที่เมืองเง็ก บ้านกิ่วซาย จนยึดแนวแม่น้ำลัมได้
- 18 มกราคม พ.ศ. 2486 ยึดเมืองมะ เมืองลา เมืองยอง จนประชิดพรมแดนจีนที่เมืองเชียงล้อ
- ในเรื่องการจัดการปกครองนั้น เดือนมกราคม พ.ศ. 2486 นั้น ให้ผู้บังคับตำรวจสนามมีหน้าที่ในการปกครอง ธุรการ และตุลาการ โดยมีเจ้าไทยใหญ่รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษา บูรณะสถานที่ การคมนาคม พุทธศาสนา การศึกษา มีการตั้งคณะกรรมการสงเคราะห์ราษฎรในรัฐไทยใหญ่ (แจกข้าวสาร เกลือ ไม่ขีดไฟ เป็นต้น)
- ปี พ.ศ. 2487 กองทัพสัมพันธมิตร ยึดถนนสายลีโดทางตอนเหนือของพม่า ไปจับมือกับกองทัพจีนจนได้ พอถึงปลายปี กองทัพญี่ปุ่นก็โดนกองทัพจีนตีจนต้องถอยออกจากสหรัฐไทยเดิมกลับมาตั้งหลักที่ประเทศไทย เมื่อกองทัพญี่ปุ่นถอย กองทัพพายัพก็ต้อง ถอย กลับมาอยู่ ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย อีกรอบ (นี่ตัดแปะนะ ชื่อสามจังหวัดนี้ 555)
- พฤษภาคม พ.ศ. 2488 กองทัพสัมพันธมิตร เข้ายึดมัณฑะเลย์กับย่างกุ้งได้
ปัญหามีอยู่ว่า กองทัพญี่ปุ่นนั้น ที่ถอยจากพม่า มีทหารตั้ง 70,000 ทหารเยอะขนาดนี้เอามาสุมกันอยู่ประเทศไทย ในภาวะที่ญี่ปุ่นกำลังทำท่าจะเป็น “ผู้แพ้” เต็มทน มาถึงตรงนี้จาก “มหามิตร” และ “พันธมิตร” กำลังจะกลายเป็น “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” ซะแล้ว ถ้ากองทัพไทยไปมีเรื่องชนกับญี่ปุ่นตรงๆ จะได้โดนกองทัพญี่ปุ่นปลดอาวุธ แต่ญี่ปุ่นก็รู้ว่า ถ้าขืนเอากำลังตัวเองไปปลดอาวุธกองทัพไทย ประเดี๋ยวพวกสัมพันธมิตรก็จะเข้ามาเล่นด้วยช่วยกันตีญี่ปุ่น ก็ได้แต่คุมเชิงกันอยู่ ระแวงกันไประแวงกันมา แล้วท่านนายกฯ ก็ “ลาออก” เฉยเลย (อ้าว) สถานการณ์ก็ ได้แต่คุมเชิงกันอยู่อย่างนั้น จนพอถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 ญี่ปุ่นยอมแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตร สงครามก็จบ
และแน่นอน ความฝันที่จะ Make Thailand Great Again ก็จบไปด้วย สหรัฐไทยเดิม ที่เคยฝันใฝ่อยากจะได้มาเป็นดินแดนของไทย ก็หายไปราวฟองสบู่…
ทุกวันนี้ รัฐฉานของไทใหญ่ ก็เลยเป็นอย่างที่เป็น เป็นรัฐหนึ่งของพม่า เป็นที่ที่เอาไว้ให้เที่ยว (?) เป็นแดนอาชญากรรม แดนเถื่อนที่อำนาจรัฐไม่ชัดเจนจนเป็นที่ซ่องสุมของจีนเทา เป็นแหล่งกำเนิดการเผาอันเป็นบ่อเกิดของฝุ่น PM2.5 ฯลฯ
ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย มันอาจจะดีกว่า หรืออย่างน้อยๆ ก็แย่น้อยกว่านี้ก็ได้
แต่มันก็แค่ “what if…” ก็แค่เรื่องสมมุติที่ไม่ได้มีโอกาสเป็นจริง
การเล่าประวัติศาสตร์ในตอนนี้ก็จบแต่เพียงเท่านี้
มาดูรัฐนิยมกันต่อครับ
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยรัฐนิยม ฉะบับที่ ๖
เรื่อง ทำนองและเนื้อร้องเพลงชาติ
ด้วยรัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า ทำนองและเนื้อร้องเพลงชาติซึ่งได้ประกาศไว้ณวันที่ ๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ นั้น ทำนองเพลงเป็นที่นิยมแพร่หลายตามสมควรแล้ว แต่เนื้อร้องจะต้องมีใหม่ เพราะชื่อประเทศได้เรียกว่าประเทศไทยแล้ว จึ่งได้ประกาศให้ประชาชนเข้าประกวดแต่งมาใหม่ บัดนี้ คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกเนื้อร้องบางบทเสนอให้คณะรัฐมนตรีวินิจฉัย คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาพิจารณาแล้ว ลงมติพร้อมกันตกลงตามบทเพลงของกองทัพบกโดยได้แก้ไขเล็กน้อย
จึ่งประกาศเป็นรัฐนิยมไว้ ดั่งต่อไปนี้
๑.ทำนองเพลงชาติ ให้ใช้ทำนองของพระเจนดุริยางค์ตามแบบที่มีอยู่ณกรมศิลปากร
๒.เนื้อร้องเพลงชาติ ให้ใช้บทเพลงของกองทัพบก ดั่งต่อไปนี้
ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี
เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัย ชโย
ประกาศมาณวันที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒
ว่าด้วยรัฐนิยม ฉะบับที่ ๗
เรื่อง ชักชวนให้ชาวไทยร่วมกันสร้างชาติ
โดยที่รัฐบาลพิจารณาเห็นว่า การที่ชาติของเราจะเจริญก้าวหน้าสมความปรารถนาอันดีได้ ย่อมอยู่ที่ข้าราชการจะต้องช่วยกันทำงานตามหน้าที่อย่างเข้มแข็ง และใฝ่ใจทุกวิถีทางที่จะช่วยสนับสนุนพี่น้องชาวไทยให้มีทางประกอบอาชีพ โดยหวังให้ฐานะของคนทุกคนดีขึ้นเป็นลำดับ
อนึ่ง งานสร้างชาติเป็นงานที่ใหญ่ยิ่ง ต้องช่วยกันอย่างพร้อมเพรียง ถ้าพี่น้องชาวไทยทุกคนพยายามแสวงหาอาชีพอันสุจริตสำหรับตนเองและครอบครัวโดยไม่เลือกงาน ประกอบการงานของตนให้มีรายได้พอที่จะทำนุบำรุงครอบครัวของตนให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้น ก็ย่อมจะทำให้ชาติของเราเจริญรวดเร็วโดยมิต้องสงสัย การที่พี่น้องชาวไทยช่วยกันทำงานเช่นนี้ ย่อมได้ชื่อว่าร่วมกันสร้างชาติ คณะรัฐมนตรีจึงลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ประกาศเป็นรัฐนิยมไว้ ดั่งต่อไปนี้
“ชาวไทยทุกคนต้องร่วมกันสร้างชาติ โดยทุกคนซึ่งมีกำลังกายดีต้องทำงาน ประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง ผู้ไม่ประกอบอาชีพเป็นหลักฐาน นับว่าเป็นผู้ไม่ช่วยชาติ และไม่สมควรได้รับความนับถือของชาวไทยทั่วไป”
ประกาศมาณวันที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยรัฐนิยม ฉะบับที่ ๘
เรื่อง เพลงสรรเสริญพระบารมี
โดยเหตุที่ได้บัญญัติให้เรียกชื่อประเทศว่าประเทศไทย รัฐบาลจึ่งเห็นควรแก้ไขบทเพลงสรรเสริญพระบารมีมิให้มีคำว่าสยาม และตัดทอนข้อความและทำนองให้กระทัดรัดเหมาะสมยิ่งขึ้น คณะรัฐมนตรีจึ่งลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ประกาศเป็นรัฐนิยมแก้ไขบทเพลงสรรเสริญพระบารมีแบบพิศดารให้มีข้อความดั่งต่อไปนี้
ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน
นบพระภูมิบาล บรมกษัตริย์ไทย
ขอบรรดาล ธประสงค์ใด
จงสิทธิดั่ง หวังวรหฤทัย
ดุจถวายไชย ชโย
ส่วนทำนองเพลงแบบสังเขปนั้น ให้คงไว้ตามเดิม
ประกาศมาณวันที่ ๒๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๓
ผมจะไม่พูดเยอะเกี่ยวกับรัฐนิยมฉบับที่ ๖ และ ๘ นอกจากจะบอกว่า “เพลง” นั้น เป็นสื่อที่จะใช้สื่อกันเป็นทอดๆ ต่อไปได้มากที่สุด เมื่อมีคนร้อง คนร้องย่อมได้รับสาร คนฟังแม้ไม่ได้ร้องก็ได้รับสาร และมันจะสะท้อนกว้างไกลออกไปเรื่อยๆ โดยอาศัยสื่อแค่เพียงเสียงจากปากของคนเท่านั้นก็สื่อได้ ในห้วงเวลานั้นที่ไทยเริ่มได้มาซึ่งดินแดนใหม่ในอินโดจีน ไม่มีอะไรที่จะใช้สื่อสารให้เกิด “จิตสำนึกร่วม” ของความเป็นคนประเทศเดียวกัน มีสิ่งยึดเหนี่ยวที่เคารพเป็นสิ่งเดียวกัน ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางเท่ากับ “เพลง” ทั้งสองอีกแล้ว
เพราะฉะนั้นใครที่ออกมาพูดว่า ไม่ต้องร้องเพลงชาติ ไม่ต้องร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ไม่ต้องลุกยืนเคารพ ก็อาจคิดได้ว่า พวกเขาพยายามจะทำในสิ่งตรงข้าม นั้นคือ การทำลาย “จิตสำนึกร่วม” จะได้ไม่ต้องมีความสำนึกร่วมว่า “เป็นคนไทยเหมือนกัน” เพื่อให้ง่ายต่อการก่อการใดๆ ตามที่ใจของคนพวกนี้นึกไว้ในขั้นต่อไปนั่นเอง
ไฮไลท์ของผมวันนี้คือฉบับที่ ๗ ครับ
“ชาวไทยทุกคนต้องร่วมกันสร้างชาติ โดยทุกคนซึ่งมีกำลังกายดีต้องทำงาน ประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง ผู้ไม่ประกอบอาชีพเป็นหลักฐาน นับว่าเป็นผู้ไม่ช่วยชาติ และไม่สมควรได้รับความนับถือของชาวไทยทั่วไป”
ครับ คนญี่ปุ่นมีคำกล่าวว่า “คนที่ไม่ทำงานก็ไม่สมควรกินข้าว” (働かざる者食うべからず ฮาตาราคาซารุ โมโนะ คุอุเบะคาราซุ) ครับ อย่าทำตัวเป็นภาระสังคมหรืองอมืองอเท้า การทำตัวเป็นภาระของสังคม ไม่ทำประโยชน์อะไรให้สังคม ก็เท่ากับว่าไม่รับผิดชอบต่อสังคมนะครับ
ถึงแม้คำนี้จะมีผู้แย้งว่ามันมาจากข้อความในคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ แต่ผมกลับมองว่า การตีความหมายของคำนี้ อยู่บนพื้นฐานความคิดแบบคนญี่ปุ่น สังคมญี่ปุ่นครับ เพราะแนวคิดเรื่อง “หน้าที่” ที่พ่วงกับสถานะทางสังคม (เช่น เป็นซามูไร) ก็ดี หรือ แนวคิดที่ว่า คนเราต้องทำอะไรสักอย่างสิชีวิตถึงจะมีความหมาย (พูดอีกอย่างก็คือ มันต้องมีอะไรสักอย่างสิที่เราจะมีชีวิตอยู่เพื่อทำมัน (อิคิไก)) ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในแนวคิดสังคม วัฒนธรรมของญี่ปุ่นทั้งสิ้น
นี่ก็อาจเป็นอิทธิพลจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่แฝงอยู่ใน “รัฐนิยม” ก็ได้นะครับ
พอดแคสต์ยังทำอยู่นะครับ ถึงจะ นานๆ ทีก็เถอะ
เอาล่ะวันนี้เอาเบาๆ เท่านี้ก่อน พบกันใหม่สัปดาห์หน้าสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– ถอดรหัส “รัฐนิยม” (3) “วงไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา” Will Make Thailand Great Again
– ถอดรหัส “รัฐนิยม” (2) “ญี่ปุ่นมหามิตร” เพื่อเพื่อน น้อยกว่านี้ได้ยังไง
– ถอดรหัส “รัฐนิยม” (1) “เจแปนโมเดล” เมื่อไทยเราจะเอาญี่ปุ่นเป็นแบบอย่าง (แทนฝรั่ง)
– ว่าด้วย “ชาตินิยมใหม่” (Neo-nationalism) กับปรากฎการณ์ล่าสุดในญี่ปุ่นและไทย
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (2) การกลับมาของ “นีโอคลาสสิก” ใน Gen Alpha
#ถอดรหัส “รัฐนิยม” (4) เราจะไม่มี “พม่าไทใหญ่” ถ้าเราได้มี “สหรัฐไทยเดิม”


