คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (8) วิถีเดินเดี่ยว
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้จะมามาเก็บข้อเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการฝึกตนให้เป็นคนที่มีจิตพร้อมแก่การฝึกจิต ซึ่งใน “ทิพยอำนาจ” ก็ได้กล่าวไว้ด้งนี้
อัธยาศัย ๖
๑. โลภัชฌาสยะ คนมีความโลภเป็นเจ้าเรือน เป็นคนมักได้-ตระหนี่-หวงแหน.
๒. โทสัชฌาสยะ คนมีโทสะเป็นเจ้าเรือน เป็นคนดุร้าย โกรธง่าย ใจร้อนเหมือนไฟ.
๓. โมหัชฌาสยะ คนมีโมหะเป็นเจ้าเรือน เป็นคนหลงง่ายลืมง่าย ใจมืดมัว ซบเซา มึนซึม.
๔. อโลภัชฌาสยะ คนมีอโลภะเป็นเจ้าเรือน เป็นคนใจบุญสุนทาน เอื้ออารี มีใจพร้อมที่จะสละเสมอ.
๕. อโทสัชฌาสยะ คนมีอโทสะเป็นเจ้าเรือน เป็นคนใจดี-เยือกเย็น มีใจพร้อมที่จะให้อภัยเสมอ.
๖. อโมหัชฌาสยะ คนมีอโมหะเป็นเจ้าเรือน เป็นคนใจผ่องแผ้ว-เปิดเผย มีใจปราศจากมายาสาไถย พร้อมที่จะรับผิดอย่างหน้าชื่นใจบาน ในเมื่อทำความผิด.
ขอให้โฟกัสที่สามข้อสุดท้ายนะครับ นั่นคือสิ่งที่เราจะต้องฝึกจิตใจความคิดให้เป็นคนแบบนั้น ในเรื่องของการฝึกจิตใจให้ละความโลภ โกรธ หลง ได้นั้น มูซาชิได้ทิ้งคำสอนตรงนี้ไว้ใน “วิถีเดินเดี่ยว” นะครับ เช่นว่า “คิดถึงตัวเองให้ตื้น คิดถึงโลกให้ลึก” “อย่ามีจิต กล่าวโทษโกรธแค้น ทั้งเราเขา” อยากจะขอให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษาดู สิ่งที่มูซาชิเขียนทิ้งไว้นั้น แทบจะเป็นเรื่องของหลักคำสอนในพุทธศาสนาทั้งนั้น
ในการสำรวจความพร้อมของตนก่อนที่จะเข้ามาการฝึกจิต เจริญฌานอย่างจริงจังนั้น ขอให้สำรวจตัวเองด้วยว่า “พร้อม” ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้หรือไม่
ปธานิยังคะ ๕
ภิกษุทั้งหลาย องคคุณอันเป็นที่ตั้งแห่งความเพียร มี ๕ ประการ คือ
๑. สทฺโธ โหติ สทฺทหติ ตถาคตสฺส โพธึ เป็นผู้มีศรัทธาเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของตถาคต = เชื่อความรู้ของครู.
๒. อปฺปาพาโธ โหติ อปฺปาตงฺโก สมเวปากินิยา คหณิยา สมนฺนาคโต เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีความเดือดร้อนน้อย ประกอบด้วยธาตุในร่างกายอันสำเร็จมาแต่วิบากแห่งกรรมสม่ำเสมอ ไม่เย็นเกินไป ไม่ร้อนเกินไป พอปานกลาง ทนทานต่อการพากเพียร.
๓. อสโฐ โหติ อมายาวี เป็นคนไม่โอ้อวด ไม่มีมายา เป็นผู้เปิดเผยตนตามเป็นจริงในพระศาสดา หรือในสพรหมจารีผู้วิญญูชน.
๔. อารทฺธวิริโย วิหรติ เป็นผู้พากเพียรละอกุศล เจริญกุศล ขยันขันแข็ง บากบั่นมั่นคง ไม่วางธุระในกุศลธรรม.
๕. ปญฺญวา โหติ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาอันประเสริฐ ที่ให้เกิดความเบื่อหน่าย เห็นความเกิด-ความตาย และให้ถึงธรรมเป็นที่สิ้นทุกข์โดยชอบ.๑
เอาจริงๆ แล้ว ในการฝึกวิชาต่อสู้ ก็ต้องมี ปธานิยังคะ ๕ นี้เช่นกัน คือต้องมีศรัทธาในวิชา (เชื่อว่าวิชานั้นๆ มีคุณความดีจริง) มีร่างกายที่แข็งแรงพอจะเรียนวิชานั้นๆ ได้ เป็นผู้ “ไม่โอ้อวด” (ซึ่งในที่นี้ไม่ควรแปลงศัพท์เป็น “ถ่อมตน” เดี๋ยวผมจะเฉลยให้ฟังว่าทำไม) เป็นผู้ขยันขันแข็ง บากบั่นมั่นคง เป็นผู้มีปัญญา
ข้อที่ว่าทำไมไม่ควรแปลงศัพท์ว่า “ไม่โอ้อวด” เป็น “ถ่อมตน” นั้น เพราะคำว่า “ไม่โอ้อวด” ในที่นี้ คือ ไม่มีมายา เปิดเผยตนตามจริง คือไม่ใช่แค่ไม่ทำตัวเจ๋งหรือเก่งเกินจริงเท่านั้นแต่ถ้าไม่ “ถล่มตัว” แสร้งทำเป็นว่าห่วยเกินจริงอีกด้วย ไอ้ประเด็นเรื่อง ถ่อมตัว (humble) เนี่ยมันมีประเด็นที่ฝรั่งเขาพูดถึงกันในวงการ BJJ ว่า บางคน “ชอบแสร้งทำเป็นว่าถ่อมตน” (fake humility) หรือ “ไม่มีอีโก้” ทั้งที่จริงๆ น่ะมี!! ถามว่าเราควรจะทำตัวอย่างไร? ผมก็ขอตอบตรงๆ ว่า จง “อมายาวี” คือ อย่ามีมายา อย่าแสร้งทำ ถ้าเราไม่เก่ง อย่าทำท่าว่าตัวเองเก่ง ถ้าเราไม่ได้ห่วย อย่าแกล้งทำเป็นว่าห่วย
สัปปายะ ๔
๑. อาวาสสัปปายะ ที่อยู่เหมาะสม คือที่ซึ่งตนมีอิสระที่จะอยู่ได้สบาย กลางวันปราศจากคนพลุกพล่าน กลางคืนเงียบสงัด ปราศจากกลิ่นไอของมนุษย์ เป็นที่ที่อมนุษย์ไม่หวงแหน หรือยินดีให้อยู่ด้วยกันได้โดยปลอดภัย สัตว์ร้ายเช่นยุงไม่ชุม พอทนได้ น้ำใช้น้ำกินมีอยู่ใกล้ หาได้ง่ายโคจรคามไม่ใกล้เกินไป และไม่ไกลเกินไป มีทางไปมาสะดวก มีพระเถระพหูสูตซึ่งอาจแก้ความสงสัยให้ได้ อยู่ใกล้หรือยู่ด้วยกันในที่นั้น สะดวกแก่การไต่ถามข้อสงสัยข้องใจ อากาศปลอดโปร่งถูกกับธาตุ ทั้งอำนวยผลทางใจคือโล่งใจ สงบใจได้ง่าย ได้อุบายปัญญาบ่อยๆ ชวนให้ทำความเพียรและกิเลสไม่ฟุ้ง.
๒. บุคคลสัปปายะ บุคคลเหมาะสม คือผู้อยู่ร่วมกันก็ดี ผู้ไปมาหาสู่ชั่วครั้งคราวก็ดี เป็นที่ถูกอัธยาศัยกัน สามารถเกื้อกูลกันในทางสัมมาปฏิบัติได้ อย่างต่ำๆ ก็ต้องไม่เป็นภัยแก่กัน ทั้งผู้ปกครองเขตแดนที่ตนอยู่นั้นเป็นผู้มีอัชฌาสัย อำนวยความสะดวกให้ตามสมควร ไม่เบียดเบียนข่มเหง หรือกล่าวเสียดสีให้เกิดความขุ่นหมองใจ.
๓. อาหารสัปปายะ อาหารเหมาะสม คืออาหารที่ถูกธาตุ กินแล้วไม่ทำให้กิเลสฟุ้ง ไม่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย มึนเมื่อย ง่วงซึม ทำให้ร่างกายมีกำลังแข็งแรง ทนทานต่อการพากเพียร ทำให้จิตใจแจ่ม ไม่ท้อแท้อ่อนแอ ชวนให้ทำความเพียร.
๔. ธัมมสัปปายะ ข้อปฏิบัติเหมาะแก่จริต คือกรรมฐานที่เลือกมาเป็นข้อปฏิบัติเหมาะแก่จริต ข่มปราบกิเลสอันเป็นเจ้าเรือนลงได้ ได้ฟังธรรม ฟังวินัยสะดวก และข้อธรรมข้อวินัยที่ได้ฟังก็ดี อุบายปัญญาที่ปรากฏแก่ใจตนเองก็ดี สามารถข่มปราบกิเลสได้ดี.
เรื่องของสัปปายะ นี่ ค่อนข้างจะนะ เราต้องยอมรับว่าชีวิตของเราอาจเจออะไรไม่เพอเฟกต์ ทั้งเรื่องของเวลา สถานที่ ที่จะว่างจากกิจธุระต่างๆ แล้วมาฝึกฝนได้ แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้เสียเลย
ส่วนคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน เป็นผู้มีชีวิตคลุกคลี มีภาระผูกพันในการอาชีพ ยากที่จะหาสัปปายะให้บริบูรณ์ แต่ก็มิใช่จะไร้โอกาสเสียทีเดียว เวลาว่างงานและเวลาสงบเงียบก็ยังมี พอจะปลีกตนปฏิบัติกิจอันประเสริฐนี้ได้ มหาบุรุษคือคนน้ำใจใหญ่ อดทน มีเพียร มีปัญญา อัธยาศัยประณีต มีกุศลมูลแต่งสร้างสังขาร จะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ก็ตาม แม้จะอยู่ในที่เช่นไร ในหมู่ชนหมู่ไหน ได้อาหารถูกธาตุหรือไม่ก็ตาม ก็ย่อมมีอุบาย-ปัญญา ปฏิบัติเอาตนพ้นทุกข์ได้ เป็นแต่ยากลำบากและเนิ่นช้าหน่อย ฉะนั้นเมื่อไม่ได้สัปปายะบริบูรณ์ ก็ไม่ควรท้อถอย พึงอธิษฐานใจให้รู้สึกประหนึ่งว่า ตนคนเดียวอยู่ในโลก แล้วทำความพากเพียรพยายามเถิด.
วิถีของผู้ฝึกตน จะในทางธรรม ทางดาบ หรือทางยูยิตสูก็ตามที แน่นอน ชีวิตเราอาจไม่ได้มีสภาพแวดล้อมที่เพอเฟกต์ แต่เราก็ควรจะใช้สิ่งที่มีอยู่อย่างเต็มที่ มิใช่หรือ? ผมเคยอ่านเรื่องราวของกลุ่มผู้ฝึกดาบอิไอ (อิไอโด) กลุ่มหนึ่ง ที่เขาฝึกกัน “ตอนพักเที่ยง” โอ้ ผมนี่ นับถือจริงๆ หลายคนพยายามอย่างมากที่จะใช้เวลาว่างที่มีจำกัดในการฝึกอิไอ ไม่ใช่แค่นั้น ผมได้ยินว่า ยิม BJJ ในญี่ปุ่นนี่ เปิดคลาสรอบดึกสามสี่ทุ่มด้วย (เอาไว้สำหรับคนทำงานเลิกค่ำ) ผมนี่ โอ แม่ม เอาแรงที่ไหนมาซ้อมวะนี่ ทำงานแล้วซ้อมยามค่ำดืกแล้วต้องนอนตื่นมาทำงานต่อ แม่มเอ๊ย สุดๆ
อีกอย่างหนึ่ง ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ไม่เพอเฟกต์ การที่เราพยายามจะเค้นเอาเวลา ทรัพยากรต่างๆ เพื่อฝึกตน อาจจะมีคนมองแบบ เอิ่ม หรือบางทีเราก็รู้สึกว่า ใครจะมองเราอย่างไร ถ้อยความข้างบนก็บอกไว้แล้วว่า “ฉะนั้นเมื่อไม่ได้สัปปายะบริบูรณ์ ก็ไม่ควรท้อถอย พึงอธิษฐานใจให้รู้สึกประหนึ่งว่า ตนคนเดียวอยู่ในโลก แล้วทำความพากเพียรพยายามเถิด.”
ผมติดใจคำว่า ตนคนเดียวในโลก นี่แหละ
ผมเข้าใจแล้วล่ะว่า ทำไม่มูซาชิจึงตั้งชื่อหนังสือคำสอนก่อนตายนี้ว่า “วิถีเดินเดี่ยว” (ด๊กโคโด 独行道)
เพราะมันคือเครื่องเตือนใจ สอนหลักปฏิบัติ สำหรับผู้ที่คิดเดินในวิถีแห่งการฝึกตน นั่นเอง
วิถีแห่งธรรมะ กับวิถีแห่งดาบ คนที่จะเดินไป ต้องทำใจให้เหมือนหนึ่งว่า “มีตัวเองอยู่คนเดียวเท่านั้นในโลก” ไม่ต่างกันเลย
(ตัวคนเดียว “ฮิโตริ” ひとり เขียนแบบนี้ก็ได้ 一人 หรือแบบนี้ก็ได้ 独り ตัวคันจิ 独 แปลว่า “โดดเดี่ยว”)
ในที่สุด ผมก็เข้าใจแล้ว
ครับ พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะครับ สวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (7) การ “ดัดจริต”
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (6) ประตูสวรรค์เปิดแล้ว
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (5) “เฮียคุเร็นจิโตกุ” (百錬自得)
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (4) ยืน เดิน นั่ง นอน
– Last Samurai Standing: ผมว่าผมเห็น “ส่วนเสี้ยวหนึ่ง” ของ “ตัวผมเอง” ในพระเอกของเรื่องนี้นะ
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (8) วิถีเดินเดี่ยว



