บ้านเกิด : เรื่องสั้นอบอุ่นหัวใจ ที่ทำให้ที่ไหนๆ ก็ไม่เหมือนบ้านเกิด จากญี่ปุ่น
ผมเกลียดบ้านนอก
เกลียดบ้านเกิดตัวเอง
…เพราะมันไม่มีอะไรเลย
ไม่มีร้านเสื้อผ้าเท่ๆ
ไม่มีสตาร์บัคส์
ไม่มีตึกสูงที่เต็มไปด้วยความฝัน
อยู่ที่นี่ก็คงเป็นได้แค่ คนธรรมดา คนหนึ่งเท่านั้น
ถ้าเป็นไปได้ ก็ไม่อยากกลับบ้านเกิดอีกเลยตลอดชีวิต
แต่ครั้งนี้ผมอดใจไม่ไหว
อยากอ่านการ์ตูนทิ้งไว้ที่บ้าน เลยจำใจต้องกลับไป
ย้ำอีกครั้ง ผมไม่อยากกลับไปจริงๆ!
ไม่ใช่ว่าผมกลับมาเพื่อรักษาจิตใจที่บอบช้ำจากเมืองใหญ่
ใช่แล้ว
ผมไม่ได้กลับมาร้องไห้ที่บ้านเกิด ทั้งๆ ที่เคยโอ้อวดว่าจะไปได้ดิบได้ดีในเมืองหลวง
ไม่ใช่อย่างแน่นอน
ขณะที่เดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปตามถนนที่แทบไม่มีใคร
“เอ้ย! ริวคุงนี่หน่า! ไม่ได้เจอกันนานเลย!”
…ชิป…
ผมตั้งใจจะกลับบ้านแบบเงียบๆ แต่ก็ดันเจอคนรู้จัก
แถมยังเป็นรักแรกของผมด้วย!
“โอ้ โออิตะวาระซัง ไม่เจอนานเลย!
อ้าว! ท้องเหรอ มีลูกแล้วเหรอ?”
“ใช่! เราว่าคลอดลูกในที่ที่คุ้นเคยจะดีกว่า เลยกลับมาคลอดที่บ้านเกิดน่ะ”
“เอ๊ะ? ริวคุงเคยบอกว่าจะไปทำงานในเมืองไม่ใช่เหรอ? เป็นไงบ้าง ไปได้สวยใช่มั้ย?”
…
(เอาอะไรมาสวย โคตรจะเฮงซวยต่างหาก!)
“โอ๊ย! เจ็บๆๆ!!!”
“เอ๊ะ? เป็นเธอไรอ่ะ!?”
“…อาจจะเจ็บท้องคลอด…
แต่ยังไม่ถึงกำหนดเลยนะ…โอ๊ย! เจ็บๆๆ!!!”
แย่แล้ว
แย่แล้ว! ทำไงดี!?
ผมรีบหยิบมือถือโทรเรียกรถพยาบาล
แต่กดกี่ทีก็โทรไม่ติดเพราะไม่มีสัญญาณ
ที่นี่มันบ้านนอกอะไรขนาดนี้เนี่ย!!!???
ทำไงดี แบกโออิตะวาระซังไปโรงพยาบาลดีไหม?
ไม่ได้ โรงพยาบาลไกลเกิน เธอจะเหนื่อยเกินไป
บ้าเอ๊ย! ทำยังไงดี…
และในตอนนั้นเอง ก็มีคนเดินส่งหนังสือพิมพ์ท่าทางเหนื่อยๆ คนนึงเดินผ่านมา
เขาคือ ทาเคมุระ อดีตนักวิ่ง
“เฮ้! ทาเคมุระ!”
“โอ้ โอ้ว ริวจังนี่เอง!
นานจริงๆ! ได้เป็นคนใหญ่คนโตแล้วเหรอ?”
“เรื่องนั้นช่างมันก่อน! โออิตะวาระซัง!”
แล้วผมอธิบายสถานการณ์ให้ทาเคมุระฟัง
“ไปทางถนนใหญ่มันอ้อมเกิน
ฉันรู้ทางลัดที่แคบมากจนรถผ่านไม่ได้ ฉันจะวิ่งไปเรียกหมอมาเอง!!”
แล้วทาเคมุระก็รีบวิ่งไปทางโรงพยาบาล
ระหว่างนั้น ผมพยายามปลอบโออิตะวาระซัง
“ขอโทษนะคะ? มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะ?”
สามีภรรยาหนุ่มสาวคู่หนึ่งเข้ามาทักพวกเรา
พวกเขาคือ โยเนอิซัง อดีตประธานนักเรียนที่รักความสะอาดสุดๆ
กับคิงาวะ อดีตนักฟุตบอลที่ขึ้นชื่อเรื่องขี้หวงของ
สมัยเรียน ผมเคยถูกโยเนอิซังเข้าใจผิดว่าไฝบนหน้าผมคือคราบสกปรก เลยช่วยขัดมันออกจากหน้าผม
ส่วนคิงาวะนั้น สมัยเรียนเขามีดินสอเยอะแยะ แต่ตอนที่ผมลืมดินสอเขากลับไม่เคยให้ยืมเลย ทำให้ผมต้องส่งข้อสอบเปล่า!
แต่เรื่องในอดีตไม่ได้สำคัญเลยในตอนนี้
พอโยเนอิซังรู้เรื่อง เธอก็ไม่ลังเลที่จะพาโออิตะวาระซังเข้าไปในบ้านใหม่ที่สะอาดเอี่ยมของตัวเอง
ส่วนคิงาวะก็ขนผ้าขนหนูราคาแพงมามากมาย แล้วพูดโดยไม่ลังเลว่า
“ใช้นี่เยอะๆ นะ” แล้วห่มให้โออิตะวาระซัง
แล้วจู่ๆ โออิตะวาระซังก็ร้องเสียงดังลั่นว่า “น่าจะใกล้คลอดแล้ว!”
พวกเราผู้ชายเลยถูกให้ออกมาข้างนอก
แล้วมันก็แทบไม่มีอะไรให้ผู้ชายช่วยทำได้เลย
เราควรมีผู้หญิงมาช่วยเพิ่ม…
“มีอาหารมาส่งค่ะ”
และในตอนนั้นก็มีสาวผมทองแต่งตัวเหมือนยากูซ่าบังเอิญโผล่มา
เป็นซาโอโตเมะ อดีตสาวแก่นที่ชอบหาเรื่องทะเลาะกับทุกคน
ผมเองก็เคยโดนเธอหาเรื่องบ่อยๆ
และผมก็เคยหลอกเธอว่า
“จริงๆ แล้วฉันเป็นคนดาวอังคาร ถ้าเธอต่อยฉัน อาจเกิดสงครามอวกาศก็ได้นะ!”
สุดท้ายผมก็โดนต่อย และเพื่อนชาวดาวอังคารที่อาจมีอยู่จริงๆ ก็ไม่มาช่วยผม…
แต่ความแค้นนั้นไม่สำคัญในตอนนี้
แค่ผมอธิบายสถานการณ์
เธอก็เปลี่ยนสีหน้าและรีบเข้าไปในห้องที่โออิตะวาระซังอยู่
ผมได้ยินเสียงร้องของโออิตะวาระซังที่พยายามสู้กับความเจ็บปวด
ก่อนจะได้ยินซาโอโตเมะปลอบเธอด้วยเสียงที่อ่อนโยนจนไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากคนที่เคยก้าวร้าวในอดีต
ผมปล่อยให้ผู้หญิงดูแลโออิตะวาระซัง ส่วนตัวเองกลับไปยังจุดเดิมเพื่อรอทาเคมุระ อดีตนักวิ่ง
เวลาผ่านไปนานมากแล้วตั้งแต่ทาเคมุระไปตามหมอมา…
ทาเคมุระ… หรือว่าเขา…
ผมนึกถึงตอนแข่งวิ่งมาราธอน
เขาบอกว่า “วิ่งด้วยกันเถอะ”
แต่พอใกล้ถึงเส้นชัยเขากลับทรยศผม แล้ววิ่งสุดแรงจนชนะ
จริงด้วย เขาขึ้นชื่อเรื่องการทรยศในนาทีสุดท้าย…
ผมโง่เองที่ไว้ใจเขา!
ผมเลยเตรียมจะไปโรงพยาบาลแทนทาเคมุระขี้โกหกนั่นทันที
แต่ทันใดนั้น ก็มีเสียงตะโกนมาแต่ไกลว่า
“โฮ่ย! พาหมอมาแล้วนะ!”
ผู้ชายสามคนวิ่งมาพร้อมกับคุณยายแก่ๆ คนหนึ่งที่ขี่อยู่บนหลังพวกเขา
มันเป็นสามคนที่มักทะเลาะกันไม่เลิก
พวกเขามักทะเลาะกันแถวๆ โต๊ะผมในห้องเรียน
พอผมเข้าไปห้าม ก็กลายเป็นว่าผมโดนพวกมันรุมยำแทน
แต่สามคนที่ไม่ค่อยถูกกันกลับช่วยกันวิ่งพาหมอมา จนเหงื่อท่วมตัว
“เอ๊ะ? แล้วไอ้ทาเคมุระขี้โกหกล่ะ?”
“ทาเคมุระก็แบกหมอมานี่แหละ แต่มันเหนื่อยมาตั้งแต่ก่อนมารับยายหมอ แถมอ้วกกลางทาง
เลยฝากหมอให้พวกเราที่อยู่แถวนั้นพามาแทน”
อย่างนี้นี่เอง… ทาเคมุระไม่ได้ทรยศผม
ขอโทษนะที่สงสัย…
ขอโทษที่เรียกว่าไอ้ขี้โกหก…
ยายหมอตำแยถูกพาไปที่ห้องที่โออิตะวาระซังรออยู่
ส่วนพวกเราที่รออยู่ข้างนอก ก็ช่วยส่งกำลังใจ สวดมนต์ให้เด็กคลอดออกมาอย่างปลอดภัย
ท่ามกลางเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของโออิตะวาระซัง
“คะ…คุณคะ ทุกคนเป็นอะไรกันหรอคะ…?”
ผู้หญิงที่มาส่งแผ่นประกาศหมุนเวียนถามผมด้วยเสียงสุดแสนจะเบา
เธอคือ คานาสุงิซัง ที่ตอนเด็กๆ มักโดนครูดุจนร้องไห้เพราะพูดเสียงเบาเกินไป
สมัยเรียน คานาสุงิซังมักจะมาให้จดหมายผม
เธอไม่ใช่แค่เสียงเบา แต่เขียนตัวหนังสือก็เล็กมากจนอ่านไม่ออก
เธออาจจะเขียนบ่นเรื่องผมที่ชอบพูดเสียงดังอวดความฝันโง่ๆ ของตัวเอง…
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ
แล้วผมก็เล่าเหตุการณ์สำคัญที่กำลังเกิดขึ้นให้เธอฟัง
พอฟังจบ คานาสุงิซังก็สูดหายใจเข้าลึก
แล้วตะโกนลั่น
“โออิตะวาระซัง! สู้ๆ นะะะะะ!!!”
ทุกคนทำหน้าอึ้งไปตามๆ กัน เพราะเคยได้ยินคานาสุงิซังตะโกนเสียงดังเป็นครั้งแรก
แต่การที่คานาสุงิซังยังคงพยายามตะโกน “สู้ๆ!” อย่างสุดความสามารถต่อไป
ทำให้ทุกคนเริ่มส่งเสียงเชียร์โออิตะวาระซังด้วย
“โออิตะวาระซัง สู้ๆ !!!”
“โออิตะวาระจัง อีกนิดเดียวนะ!!!!”
“โออิตะวาระซัง อีกไม่นานแล้ว!!!”
“เฮ้! เฮ้! โออิตะวาระ!!!”
“โออิตะวาระจัง สู้ๆ น้าาา!!!”
ผมเองก็ตะโกนสุดเสียงด้วย
“โออิตะวาระซัง! สู้ๆ! สู้ๆ! สู้ๆ!
สู้ๆ นะะะะะ!!!!”
.
.
.
.
.
.
.
“อุแว้ อุแว้! อุแว้!”
แล้วเสียงร้องของเด็กทารก ก็ดังขึ้นจากหลังประตู
“…คลอดแล้ว! คลอดแล้ว!”
“เย้! เย้!”
“โอ้โห้ววววว!!”
“ไชโย! ไชโย!”
ทุกคนส่งเสียงดีใจ ไฮไฟว์กัน กอดกัน ฉลองกันอย่างสนุกสนาน
ถึงจะไม่ได้เจอกันมากกว่า 10 ปี แต่ก็ดีใจกับช่วงเวลาที่มีความสุขนี้ด้วยกัน
ตอนที่ผมกอดคานาสุงิซัง อดีตกรรมการห้องสมุดด้วยความดีใจ
คานาสุงิซังคงจะไม่ชอบมาก จนก้มหน้าด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
หลังจากนี้ผมคงต้องกราบขอโทษอย่างจริงจัง และเตรียมใจโดนฟ้อง…
โออิตะวาระซังที่มีลูกน้อยอยู่ในอ้อมแขนกล่าวขอบคุณทุกคนพร้อมน้ำตาแห่งความตื้นตัน
“ขอบคุณนะ ริวคุง”
รอยยิ้มของเธอ ไม่เปลี่ยนไปเลยจากสมัยเรียนที่ผมตกหลุมรัก
“…เราไม่ได้ทำอะไรเลย”
ผมไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ ได้แต่วุ่นวายตื่นตระหนก แต่ทำอะไรไม่ได้เลย
“ฉันได้ยินจากทุกคนแล้วนะ
ทั้งๆ ที่เธอเกลียดบ้านเกิดขนาดนั้น จนย้ายไปอยู่เมืองใหญ่
แต่ยังจำทุกคนที่นี่ได้
ริวคุงเป็นคนรวบรวมทุกคนมาช่วยเรานะ”
…ผมรวบรวม พาทุกคนมา?
“ใช่เลย! ริวจัง เพราะนายอธิบายให้ทุกคนฟัง เราถึงช่วยกันได้” คิงาวะ อดีตนักฟุตบอลพูด
“นั่นสิ! สมัยเรียน ริวก็ดูไม่ชอบที่นี่ แถมเข้าหายากด้วย” ซาโอโตเมะ อดีตสาวแก่นพูด ราวกับลืมพฤติกรรมตัวเองในอดีตไปแล้ว!
“พอเห็นริวคนนั้นทำหน้าเหมือนจะร้องไห้มาขอความช่วยเหลือ ใครๆ ก็ต้องช่วยสิ!” โยเนอิซัง ผู้รักความสะอาดพูดพลางหัวเราะ
“ตอนที่พวกเราพาหมอมา หน้าเขาดีใจมากเลย”
“ใช่เลย! ตอนนั้นฉันแทบจะหัวเราะออกมาเลย”
“เข้าใจเลย แค่นึกถึงตอนนี้ก็ขำแล้ว”
3 คนที่ชอบตีกัน กลับเข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ช่วยกันหัวเราะเยาะผมเฉย
ผมโมโหละ
และกำลังจะโวยวาย
แต่แล้วลูกของโออิตะวาระซังที่เพิ่งเกิดก็ยิ้มน้อยๆ
ทุกคนเลยหันไปมองเขาแล้วยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ขณะที่ทุกคนกำลังดูเด็กทารก แม่หมอตำแย ก็พูดขึ้นว่า
“คิดถึงจังเลยนะ
พวกเธอทุกคนตอนเกิดก็เกิดในชนบทนี้ และได้รับการต้อนรับจากผู้คนมากมายแบบนี้เหมือนกัน
แม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ว่าใครจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร
แต่ละคนล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่มีใครแทนที่ได้ของบ้านนอกแห่งนี้นะ”
ไม่รู้ทำไม ความกังวลของผมที่ทำชีวิตพลาดในเมืองใหญ่ ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย
ทิวทัศน์สีส้มของชนบทที่ผมเคยเกลียด วันนี้ดูสวยงามอย่างประหลาด
บางทีการกลับมายังบ้านเกิดที่ไม่มีอะไรเลยแห่งนี้
ก็อาจจะไม่เลวนัก
เรื่องแนะนำ :
– รักที่จบไป ทำให้รู้จักตัวเอง : ตะกอนความคิด หลังรักใครสักคนเร็วเกินไป จากญี่ปุ่น
– ขี้ปณาวุธ! ดาเมจสุดโหดของ “ธนูอาบขี้” อาวุธสุดดาร์คที่ใช้ในญี่ปุ่นเมื่อ 450 ก่อน
– เพราะความสุข คือการได้ดูแล และถูกดูแล
– พรที่ขอในคืนฝนดาวตก : เรื่องสั้นสุดซึ้งจากญี่ปุ่น
– โออิจิ – นางามาสะ ตำนานรักยุคสงครามที่ไม่มีจริง 4 : ภาคคนรัก
ขอบคุณข้อมูลจาก
https://note.com/monkeypants/n/n2d58e967a74a
#บ้านเกิด : เรื่องสั้นอบอุ่นหัวใจ ที่ทำให้ที่ไหนๆ ก็ไม่เหมือนบ้านเกิด จากญี่ปุ่น


