คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
“ความฟุ่มเฟือยคือศัตรู” โห เอาแบบนี้เลย?
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้ขอพูดเรื่องเกี่ยวกับการรณรงค์ (หรือจะบอกว่า propaganda ดี?) ของญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สักหน่อยนะครับ
ก่อนที่จะเข้าสู่การมาดูโปสเตอร์ ผมขออภิปรายนิดนึงได้ไหมครับ?
คำว่า “รณรงค์” มีความหมายเป็นบวก คำว่า “propaganda” (โฆษณาชวนเชื่อ) มีความหมายเป็นลบก็จริง
แต่กลวิธีการสื่อสาร เอาจริงๆ ไอ้สองอย่างนี่ไม่ได้ต่างกันเลย คือ ต้องสั้น (คล้องจองยิ่งดี) พอสั้น ความมันจะไม่ครบ (ไม่รู้บริบท) พอความมัน “ไม่ครบ” ในตัวมันเอง มันก็เปิดช่องให้คน “จินตนาการ” คิดโน่นนี่ แต่งต่อกันไปเองต่างๆ นานา ตรงนี้แหละสำคัญ
อ่ะมาดูกัน (ที่มา wikipedia)
“ความฟุ่มเฟือย คือ ศัตรู” (เซย์ทาคุ วะ เทคิ ดะ ぜいたくは敵だ!)
ผมอ่านแล้ว นึกไปต่างๆ ดังนี้
- ไอ้ที่ว่า “ฟุ่มเฟือย” เนี่ย อย่างไร แค่ไหนถึงจะเรียกว่าฟุ่มเฟือย? ผมไม่กินเอ็มเค แล้วกินชาบูบุฟเฟต์แถวบ้านแทน ถือว่าไม่ฟุ่มเฟือยได้ไหม? หรือยังฟุ่มเฟือยอยู่? หรือผมต้องเลิกกินอะไรแบบนี้ไปเลย กินแค่อาหารจานเดียวก็พอถึงจะไม่ฟุ่มเฟือย? หรือจะต้องกินแต่ข้าวต้มกับผักดองทุกมื้อถึงจะไม่ฟุ่มเฟือย?
- ไอ้ที่ว่า “ศัตรู” นี่ ในแง่ไหน ในแง่เศรษฐกิจ? (เงินทองรั่วไหลเพราะใช้ของนอก?) ในแง่ศีลธรรม?
เห็นไหมครับแค่ประโยคแค่นี้ มันก็ชวนให้คนตีความกันไปได้ หรือ อาจจะไม่ตีความเลยก็ได้ ตัดสินมันด้วยกรอบที่มีในหัว (หัวใครหัวมันละ) กันโต้งๆ เลย เช่นสมัยก่อนตอนมอสามมีครูวิชาเลขคนนึง ถ้านักเรียนคนไหนกิน “สยามสะเต๊ค” (กี่ปีก่อนแล้ววะ 555) จะโดนฟาดแรงเป็นพิเศษเพราะแกตัดสินว่า “กินของฟุ่มเฟือย” 555 (ในขณะที่ครูสอนภาษาไทยคนนึง แกใช้ผมไปซื้อเบอร์เกอร์ สยามสะเต๊ค และแกก็กินอย่างมีความสุขมาก แสดงว่าสำหรับแกการกิน สยามสะเต๊ค ไม่ใช่อาชญากรรม) แบบนี้ก็มีเหมือนกัน มีมากเสียด้วย คนที่รับสารพวกนี้แล้ว ไม่ตีความอะไรเลย เอามันโต้งๆ นี่แหละ

ซิกเนเจอร์ ตัวหรูสุดของ สยามสะเต๊ค คือเบอร์เกอร์ใส่ไข่ดาวและสับปะรด 55
แต่ส่วนตัวสมัยเรียนชอบกินข้าวผัดอเมริกันมากกว่า (ที่มา facebook)
มันมีอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้คำรณรงค์ (หรือโฆษณาชวนเชื่อ?) มีอิมแพคแรงขึ้นได้ ก็คือ การใช้คำที่มันแลดู “สุดโต่ง” (extreme) ซึ่งเคส “ความฟุ่มเฟือย คือ ศัตรู” นี่แหละ เด็ดเลย
ผมขอวกมาเล่าที่มาของไอ้เจ้าป้ายนี้นะครับ
ในยุคที่ญี่ปุ่นยังเป็น เอิ่ม “จักรวรรดิมหาญี่ปุ่น” อยู่ มันมีขบวนการที่เรียกว่า “ขบวนการเคลื่อนไหวขับเคลื่อนจิตวิญญาณพลเมือง” (国民精神総動員運動 โคคุมิน เซชิน โซโดอิน อุนโด โอย ชื่อยาวจัง) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของบรรดาองค์กรชาตินิยมในญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายของการเคลื่อนไหวคือ
1. กระตุ้นความรักชาติ
2. กระตุ้นกิจกรรมการผลิต (ทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม) เพื่อชาติ
โดยมีภูมิหลังคือการรณรงค์เรื่องการบุกเมืองจีน
อย่างไรก็ดี หลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม สันนิบาตดังกล่าวก็ถูกยุบไป
อะไรที่มันสั้น ความไม่ครบ มันก่อให้เกิดการคิดเอาเอง ต่อยอดไปเรื่อยๆ มันจึงเป็นการสื่อสารที่มีอิมแพคสูง เมืองไทยเรา ไม่เคยพูดว่า “ความฟุ่มเฟือย คือ ศัตรู” มีแต่พูดว่า “สตรี คือ ศัตรู” แล้วเชื่อไหมครับ มีคนเอาไปแต่งต่อ คิดต่อ กันมากมาย เช่น
สตรี คือ ศัตรู ศัตรู มีรู คือสตรี สตรี มีสองกลีบ เอาไว้หนีบ ของศัตรู ศัตรู มี 1 แท่ง เอาไว้แทง ของศัตรู
(ต้องขีดฆ่านะ เดี๋ยว บก. เคือง 555)
สตรีคือศัตรู เหล่าริปูผองไพรินทร์ คราใดบุรุษกิน สราลับกับข้าวหาย ทั้งที่เธอมิดื่ม แต่ปลาบปลื้มมิรู้วาย แหมถั่วมั่วสบาย มิขาดสายขบเคี้ยวกลืน
สตรีเป็นศัตรูกับสตางค์
สตางค์เป็นศัตรูกับสบาย
สบายเป็นศัตรูกับสกิล
อยากจะมีสกิลต้องเลิกสบาย
อยากจะมีสตางค์ก็ต้องเลิกสลีฟ เลิกสบาย หรืออยากจะมีสตรีก็ต้องมีสตางค์เยอะๆไว้สะเปย์
แต่ทุกอย่างก็จะมาบรรจบที่สตางค์อย่างเดียว
เพราะสตางค์เป็นทุกอย่างของสะทั้งปวง
…พอเห๊อะ 555
นี่แหละ พลังของการสื่อสารไม่ครบความล่ะ 555
ไหนๆ ก็ไหนๆ เอาไปอีกอันละกัน “กำลังไฟฟ้า คือ กำลังรบ”
“กำลังไฟฟ้า คือ กำลังรบ” (เด็นเรียวคุ วะ เซ็นเรียวคุ 電力は戦力!)
จะผลิดเครื่องบินให้มากขึ้นอีกแค่หนึ่งลำ เรืออีกแค่หนึ่งลำ กระสุนอีกแค่หนึ่งนัด จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้ามากๆ
ถ้าครอบครัวทั่วญี่ปุ่น ปิดดวงไฟตอนกลางคืน
เราจะประหยัดไฟฟ้าได้ เท่ากับที่ต้องใช้ผลิตเครื่องบิน 300 ลำ (หรือ) รถถัง 3000 คัน
มาประหยัดไฟฟ้ากันเถอะ!
อืม….เอ้อ
…พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะครับสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– The Final Destination เรื่องมันคงไม่เกิดหรอกถ้าฝรั่งรู้จัก 5 ส
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (16) “สติ” รู้ตัวทั่วพร้อม
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (15) จิตที่ไร้จิต
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (14) ไม่ถอยกลับ
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (13) ลูกแก้วที่ขัดดีแล้ว
“ความฟุ่มเฟือยคือศัตรู” โห เอาแบบนี้เลย?


