คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (0) บทนำ
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน
หลังจากที่เขียนถึง “ฟุโดจิ” ปัญญาที่ไม่หวั่นไหว ของท่านทาคุอันจบแล้ว ทีแรกผมก็มึนๆ ไปเหมือนกันว่า จะเขียนเรื่องอะไรเป็นซีรี่ส์ต่อดี จะฉีกไปเขียนเรื่องแนวอื่นที่มิใช่เรื่องฝึกจิต เรื่องวิชาต่อสู้ เรื่องธรรมะดีไหม (เขียนเรื่องไอดอล? 555) คิดไปคิดมา มึนกว่าเดิม เลยเลิกคิต ให้จิตมันนำทางเอา
หลังจากที่ผมได้กลับมาฝึกดาบอิไอควบคู่ไปด้วย (ทุกวันอาทิตย์ที่บ้านตัวเอง) คิดไปคิดมา ในหัวมันแวบ นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เคยเห็นแต่หน้าปกและชื่อ แต่ไม่เคยอ่านเนื้อใน แล้วก็ยกให้เพื่อนไปซะงั้น
นั่นคือหนังสือชื่อ “ทิพยอำนาจ”
เป็นหนังสือที่เก่ามากๆ เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2493 (ปีนี้ พ.ศ. 2568 ก็ 75 ปีแล้ว!!) มันเคยเป็นหนังสือในคอลเลคชั่นของพ่อผม หลังจากพ่อผมได้ลาโลกนี้ไป คอลเลคชั่นหนังสือต่างๆ ก็ได้แจกจ่ายไป พอดีมีเพื่อนคนหนึ่งสนใจค้นคว้าเรื่องอำนาจจิต เรื่องของจิต เขาเอ่ยปากขอผมก็ให้เขาไป แต่ตอนนั้นไม่ได้นึกอยากอ่านข้างในแต่อย่างใด
แต่พอมาถึง ปี พ.ศ. 2567 จากชีวิตที่ล้มลุกคลุกคลานบนเบาะ BJJ กอปรกับการกลับมาจับดาบ หันมามองตัวเรานี้ สังขารร่างกายก็เหมือนพระอาทิตย์ยามบ่ายคล้อย มีแต่จะตกดิน อย่างเก่งก็แค่ทำให้มันเสื่อมช้าลงเท่านั้น ถ้าจะพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้าในทางวิชา ก็ต้องมามุ่งพัฒนาจิต ที่ว่าพัฒนาจิต เท่าที่ประสบบนเบาะ มันมีความสามารถทางจิตสองสามอย่างที่จะทำให้วิชารุดหน้าได้ (และเป็นตัวชี้วัดระดับความสูงต่ำของวิชาฝีมือ) คือ
- ความสามารถในการเก็บสิ่งที่ครูสอนได้ไวได้หมด ครูสอน 10 เก็บได้ 10 ในทีเดียว
- ความคิดเชิงประยุกต์ เรียนอะไรมา จิตก็สามารถเชื่อมโยง เห็นมโนภาพขึ้นในหัว รู้ซึ่งข้อดีข้อด้อยข้อจำกัดของวิชานั้นๆ แล้วเอาไปใส่ปรับให้เข้ารูปกับตัวเองได้ทันที
- ความสามารถในการอ่านใจ อ่านทางคู่ต่อสู้ล่วงหน้า และตอบสนองฉับพลันแบบไม่ต้องคิด
- ความสามารถในการเห็นช่อง ฉวยช่องหลบหนีหรือเข้าทำในทันใด
- ความสามารถในการควบคุมจิตใจให้นิ่ง แม้จะถูกคุกคามก็ไม่หวั่นไหว แม้ได้เปรียบก็ไม่เร่งรีบเอาชัยจนเสียการ สงบนิ่ง เป็นปกติอยู่อย่างนั้น
แน่นอนว่าความสามารถเหล่านี้มันสั่งสมผ่านการฝึกบนเบาะได้ แต่ถ้าจะให้เร็วไว มันก็ต้องมี “การออกกำลังเสริม” ถ้าร่างกายยังมี “การออกกำลังกาย” ให้แข็งแรง มีสมรรถนะสูงขึ้นได้ (เช่นโหนบาร์ เล่นบอลพีลาทิสเป็นต้น) มันก็ต้องมีกลวิธี “การออกกำลังจิต” สำหรับฝึกจิตให้แข็งแรง ให้มีสมรรถนะสูงขึ้นได้เหมือนกันสิ
และหลังจากที่ผมได้อ่านและเขียน ทั้งคัมภีร์ห้าห่วง ทั้งฟุโดจิ แล้ว ก็กลับมาถามตัวเองว่า ในเมื่อทั้งสอง เป็นคำสอนที่มีฐานมาจากคำสอนในพุทธศาสนา แล้วทำไมไม่ลองศึกษาคำสอนของพุทธศาสนาโดยคนไทยบ้างล่ะ? มันอาจจะมีคำบอกใบ้ (hint) ดีๆ อยู่ก็ได้?
อย่างไรก็ดี ในเมื่อผมเองได้สมาทานแนวคิดของการฝึกกายฝึกใจด้วยการฝึกวิชาต่อสู้ อันเป็น “วิถีของนักรบ” (บูชิ โนะ มิจิ 武士の道) ตามแบบอย่างของวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปแล้ว ผมก็คงจะไม่ทอดทิ้งมัน การที่หันกลับมาศึกษา หาคำบอกใบ้กับคำสอนพุทธศาสนาโดยคนไทยในคราวนี้ ก็เพื่อทวนสิ่งที่ยังไม่กระจ่างให้กระจ่าง สอบดูตนเองว่ามีสิ่งใดที่ยังไม่รู้ดีหรือบกพร่อง ๑ และก็เพื่อสร้างกำลังใจว่า หนทางของการฝึกจิตนั้น ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ได้ยาก และทุกคนทำได้ ถ้าตั้งใจฝึกจริง ๑
โชคดีที่ในยุคดิจิตอลนี้ มีท่านผู้ใจบุญคัดลอกหนังสือนี้แจกเป็น pdf มันจึงข้ามเวลามาให้ผมอ่านบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้
จะขอกล่าวถึงท่านผู้แต่งหนังสือนี้พอเป็นสังเขป

พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) (ที่มา facebook)
พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) เกิดปี พ.ศ.2451 ท่านบวชเรียนได้เปรียญธรรม ๖ และเป็นนักปฏิบัติที่สนใจในทางอภิญญา และจากการที่ หลวงปู่ เสาร์ กันตสีโล ได้อาราธนาให้เขียนหนังสืออธิบายโพธิปักขิยธรรม ด้วยสำนวนและภาษาง่ายๆ (ซึ่งถึงแม้กระนั้นก็มีศัพท์แสงบาลีมาให้ผมอ่านแล้วมึนๆ ไปเป็นพักๆ)
ซึ่งเมื่อผมได้อ่านหนังสือนี้แล้ว จิตของผม (Lordofwar Nick) ก็เชื่อมโยงเนื้อหาในส่วนที่มัน “จับใจ” เข้ากับประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนวิชาต่อสู้ และความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลายอย่างในทันใด แบบที่ทำให้ผมแบบ เฮ้ย ถึงแม้คนญี่ปุ่นจะแลดูไม่มีศาสนา (ในแง่พิธีการ หรือในแง่กฎหมายบ้านเมือง) แต่รากเหง้าทางวัฒนธรรมของเขานั้น กลับมีคำสอนของพุทธศาสนาแฝงฝังอยู่ในนั้นแบบฝังลึก จนคุณธรรมบางประการของเขานั้น กลับแข็งแรงกว่าคนไทยวัฒนธรรมไทยด้วยซ้ำ คนไทยต่างหากที่บางที คำสอนของพุทธศาสนาหลายๆ ข้อ กลับสอนไม่จำ ไม่นำพาเอาไปปฏิบัติให้ชีวิตเจริญ ให้ชาติบ้านเมืองพัฒนาขึ้นมาเลย เหมือนมีของดี มีครูดี แต่ไม่เอาไปใช้ ไม่นำพา
ดังนั้นเราควรจะสำนึกถึงของดีใกล้ตัวที่เราไม่เคยนำพา แล้วเอามันมาใช้ให้เกิดประโยชน์เสีย
อย่างไรก็ดี แม้ว่าท่านจะมีความสามารถและความสนใจในอภิญญา เรื่องอำนาจจิตฤทธิ์ทางใจ แต่มันก็กลับกลายเป็นประเด็นให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปว่า ท่านไป “ติด” ไป “ข้อง” อยู่กับเรื่องอภิญญา เรื่องอำนาจจิตฤทธิ์ทางใจ (เช่นเรื่องระลึกชาติ) มากเกินไป ต่อมาท่านก็ได้สึกหาลาเพศแล้วก็ยังถือศีลห้าอยู่ในสำนักปฏิบัติธรรมที่เขาสวนกวาง จนท่านละสังขารเมื่อปี พ.ศ.2508 แม้แต่เรื่องที่ว่าทำไมถึงสึกก็มีคนพูดไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าเพื่อรักษาตัวจากอาการเจ็บป่วย บ้างก็ว่าเป็นเรื่องการเมือง (ความขัดแย้งระหว่างคณะสงฆ์ภาคกลางกับภาคอีสาน) ว่ากันไปหลายอย่าง ถ้าใครอยากอ่านเรื่องราวเพิ่มก็ขอเชิญ ที่นี่
อย่างไรก็ดี ผมต้องขอกราบขอบพระคุณทั้งท่านผู้แต่ง และท่านผู้ที่นำหนังสือนี้มาแบ่งปันในโลกอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างสูง เมื่อผมพิจารณาแล้ว บรรดาพระอาจารย์นักปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลายนั้น วัตรปฏิบัติของท่าน ช่างพ้องกับ “วิถีของนักรบ” เหลือเกิน สมแล้วที่บางครั้งถูกเรียกขานว่า “นักรบแห่งกองทัพธรรม”
ขอแสดงความเคารพด้วยใจจริง
แล้วก็ขอฝาก พอตแคสต์ ตอนล่าสุด ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจ ด้วยนะครับ
สัปดาห์หน้า ขอเชิญท่านผู้อ่านพบกับ พุทธศาสนาไทย x วิถีซามูไรญี่ปุ่น กันได้นะครับ จะออกมาเป็นยังไงนั้น ก็ต้องลองอ่านกันเองนะ 55 สวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (8) เมื่อการอยากจะบอกว่า “ฉันชอบเธอ” กลายเป็น “อาชญากรรม”!?
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (7) การสื่อสารแบบเผชิญหน้า คือ “สิ่งที่มีค่า” ในโลกยุคต่อไป
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (15) ระบบที่สร้างเด็กให้ “เชื่อฟัง” มากเกินไป อาจกลายเป็นการสร้าง “ฮิคิโคโมริ”
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (14) หรือว่าผมกำลังจะกลายเป็นมนุษย์ “นิวไทป์”
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (13) เมื่อสังคมญี่ปุ่นปัจจุบันไม่อาจ “เอาคนแก่ไปทิ้งภูเขา” ได้ เรื่องที่โหดร้ายยิ่งกว่าจึงเกิด!!
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (0) บทนำ


