มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 3… ตอน สยายปีกอาณาจักร Yasuda กลยุทธ์ที่ทำให้แตกต่างจากไซบัตสึรายอื่น
ในสมรภูมิธุรกิจยุคเมจิที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังเร่งเครื่องปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ต่างพากันกระโจนเข้าสู่โลกอุตสาหกรรมที่จับต้องได้ กลุ่มทุน มิตซุย เลือกที่จะสยายปีกเข้าสู่ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและการทำเหมืองแร่ขนาดยักษ์ กลุ่มทุน มิตซูบิชิ ทุ่มเทสรรพกำลังไปกับการสร้างอู่ต่อเรือและควบคุมเส้นทางเดินเรือพาณิชย์เกือบทั้งหมด ส่วน สุมิโตโมะ ก็กอดขุมทรัพย์เหมืองทองแดงเบ็ชชิที่ทำเงินมหาศาลมานานนับร้อยปี ยักษ์ใหญ่เหล่านี้สร้างจักรวรรดิธุรกิจขึ้นมาจากสิ่งก่อสร้าง โรงงาน และทรัพยากรธรรมชาติที่มองเห็นเด่นชัด
แต่สำหรับ ยาซุดะ เซนจิโร่ (Yasuda Zenjiro) เขาเลือกที่จะเล่นในเกมที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่คนอื่นกำลังแย่งชิงการเป็นเจ้าของโรงงานเหล็กหรืออู่ต่อเรือ เซนจิโร่กลับมองเห็นความจริงข้อนหนึ่งว่า ไม่ว่าคุณจะสร้างทางรถไฟ ขุดเหมืองแร่ หรือต่อเรือขนาดยักษ์ สิ่งเดียวที่คุณขาดไม่ได้และต้องวิ่งมาหาเขาเพื่อร้องขอ นั่นคือ ทุน
นี่คือจุดเริ่มต้นของกลยุทธ์การสร้างไซบัตสึ สายการเงินที่บริสุทธิ์และทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ยาซุดะเลือกที่จะไม่เอาตัวไปเสี่ยงกับความผันผวนของภาคการผลิตอุตสาหกรรมหนักในยุคแรกเริ่ม แต่เขาเลือกที่จะสร้างตัวเองเป็น เขื่อนกักเก็บสภาพคล่อง ของทั้งประเทศ เป็นผู้ควบคุมท่อส่งน้ำมันหล่อลื่นทางการเงินที่ไซบัตสึรายอื่นและรัฐบาลญี่ปุ่นจำเป็นต้องใช้ในการขับเคลื่อนประเทศ
กรอบความคิดนี้แหลมคมมากครับ ในโลกธุรกิจเราอาจจะเรียกสิ่งนี้ว่ากลยุทธ์การโฟกัสขั้นสุดยอด หรือ การยึดกุมห่วงโซ่คุณค่าส่วนบนสุด เซนจิโร่เข้าใจดีว่าการทำโรงงานอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงสูงจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปและการแข่งขันระดับโลก แต่การเป็นเจ้าของ แหล่งเงินทุน นั้นไม่มีวันตกยุค ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องกู้เงินและทำธุรกิจ อาณาจักรของเขาก็จะมีแต่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด
หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จในการจัดตั้ง ธนาคารยาซุดะ ในปี 1880 เซนจิโร่ก็เริ่มเดินหน้าแผนการขั้นต่อไปทันที นั่นคือการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ครบวงจร เขารู้ดีว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไปมีข้อจำกัดเรื่องสภาพคล่อง เพราะเงินที่ลูกค้านำมาฝากเป็นเงินระยะสั้นที่พร้อมจะถูกถอนออกไปได้ทุกเมื่อ หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือข่าวลือที่ไม่ดี ธนาคารก็อาจจะเผชิญกับภาวะเงินขาดมือได้ง่ายๆ สิ่งที่เขาต้องการเพื่อมาเติมเต็มช่องว่างนี้คือ แหล่งเงินทุนระยะยาวที่มีความมั่นคงสูง และคำตอบของโจทย์ข้อนี้ก็คือ ธุรกิจประกันภัย

Yasuda Bank (Otaru Branch)
Yasuda Bank (Sakata Branch in Taisho period)
ในปี 1880 ยาซุดะ เซนจิโร่ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมสำคัญในการก่อตั้งบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกๆ ของญี่ปุ่นที่ชื่อว่า บริษัทเคียวไซ โกโฮคุ (Kyosai Gohyakumei-Sha) ซึ่งในเวลาต่อมาได้ถูกพัฒนาและเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทประกันชีวิตยาซุดะ กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่แยบยลและทรงพลังมหาศาล เพราะธุรกิจประกันชีวิตคือธุรกิจที่เก็บเงินพรีเมียมจากผู้เอาประกันทุกวัน ทุกเดือน เป็นเงินก้อนเล็กๆ นับล้านก้อนรวมกันเป็นเงินหมื่นล้านแสนล้าน โดยที่บริษัทประกันไม่มีความจำเป็นต้องจ่ายเงินก้อนนี้คืนจนกว่าจะครบสัญญาในอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า เงินก้อนนี้จึงกลายเป็นบ่อน้ำมันทางการเงินระยะยาวที่นิ่งและมั่นคงที่สุด ที่เซนจิโร่สามารถนำมาใช้เป็นฐานในการปล่อยกู้และลงทุนในโครงการระดับชาติได้
หลังจากยึดตลาดประกันชีวิตได้สำเร็จ เขาก็สยายปีกเข้าสู่ธุรกิจประกันวินาศภัยและประกันภัยทางทะเลในนาม บริษัทประกันภัยทางทะเลและอัคคีภัยยาซุดะ เพื่อรองรับความเสี่ยงของเหล่าพ่อค้าและโรงงานอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตราวกับดอกเห็ด การควบคุมทั้งธนาคาร ประกันชีวิต และประกันวินาศภัย ทำให้กลุ่มทุนยาซุดะกลายเป็นสถาบันการเงินที่ทรงพลังที่สุด ควบคุมสินทรัพย์และกระแสเงินสดในระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นไว้ได้มากกว่าใครๆ จนสื่อในยุคนั้นพากันเรียกขานอาณาจักรของเขาว่าเป็น อาณาจักรธนาคารยาซุดะ
เมื่อมีกองทัพเงินทุนที่ไร้ขีดจำกัดอยู่ในมือ เซนจิโร่ไม่ได้นำเงินเหล่านี้ไปปล่อยกู้ให้กับการทำโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปที่เขามองว่ามีความเสี่ยงสูง แต่เป้าหมายของเขาคือ โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศญี่ปุ่น ยาซุดะกลายเป็นนายทุนใหญ่เบื้องหลังการสร้างระบบรถไฟสายโตเกียว รถไฟม้าลาก และระบบรถไฟภูมิภาคทั่วประเทศ รวมถึงการลงทุนในโครงการสร้างท่าเรือขนาดยักษ์ ระบบไฟฟ้า และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองหลวง
เหตุผลที่เขาเลือกอุตสาหกรรมเหล่านี้เพราะมันเป็นธุรกิจผูกขาดที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือร้าย ชาวเมืองญี่ปุ่นก็ยังคงต้องขึ้นรถไฟ ยังคงต้องใช้ไฟฟ้า และยังคงต้องอาศัยอยู่ในที่ดิน เมืองญี่ปุ่นที่กำลังขยายตัวคือหลักประกันความมั่งคั่งชั้นดีที่ทำเงินกลับคืนมาสู่ตระกูลยาซุดะอย่างเป็นกอบเป็นกำ ทุกครั้งที่คนญี่ปุ่นก้าวเท้าออกจากบ้าน ขี่รถไฟ ส่องไฟสว่าง หรือจ่ายค่าเบี้ยประกัน เศษเงินเยนและรินจำนวนมหาศาลจะไหลกลับเข้าสู่ตู้เซฟของธนาคารยาซุดะอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง
บทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของกลยุทธ์สายการเงินที่บริสุทธิ์นี้ ปรากฏเด่นชัดที่สุดในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแผ่นดินเมจิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 1890 และปี 1907 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจฟองสบู่จากการเก็งกำไรในญี่ปุ่นแตกสลาย ธนาคารท้องถิ่นและธนาคารขนาดกลางจำนวนมากที่ปล่อยกู้อย่างหละหลวมต่างเผชิญกับภาวะประชาชนแห่กันมาถอนเงินจนล้มละลายไปทีละแห่ง สถาบันการเงินทั่วประเทศต่างพากันตื่นตระหนกและหยุดปล่อยกู้เพื่อเอาตัวรอด
ทว่า ในขณะที่คนอื่นกำลังจะจมน้ำ ธนาคารยาซุดะกลับยืนหยัดได้อย่างมั่นคงราวกับหินผา ด้วยอานิสงส์จากวินัยความมัธยัสถ์และการควบคุมความเสี่ยงอันเข้มงวดของเซนจิโร่ ที่บังคับให้ธนาคารต้องมีเงินสดสำรองในคลังสูงกว่ามาตรฐานอยู่เสมอ วิกฤตที่คนอื่นหวาดกลัวจึงกลายเป็น เทศกาลลดราคา ครั้งใหญ่ของตระกูลยาซุดะ
เซนจิโร่ใช้จังหวะที่ธนาคารคู่แข่งกำลังอ่อนแอและขาดสภาพคล่อง เดินหน้าเข้าไปช้อนซื้อและควบรวมกิจการธนาคารเหล่านั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายยาซุดะดื้อๆ เขาไม่ได้เข้าไปทำเพื่อการกุศล แต่เป็นกลยุทธ์การขยายอาณาจักรแบบไร้รอยต่อ จากธนาคารขนาดกลางในโตเกียว ยาซุดะสยายปีกเข้าฮุบธนาคารในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ฮอกไกโดไปจนถึงคิวชู ทำให้ภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ ธนาคารยาซุดะได้ก้าวขึ้นมาเป็นธนาคารที่มีจำนวนสาขาและยอดเงินฝากรวมสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น แซงหน้าธนาคารของไซบัตสึรายอื่นๆ ไปอย่างขาดลอย
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้เองที่ทำให้ ยาซุดะ ไซบัตสึ แตกต่างจากคนอื่น พวกเขาไม่ได้มีชื่อเสียงจากการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ตราสินค้าที่จับต้องได้ ไม่มีใครซื้อรถยนต์ยี่ห้อยาซุดะ หรือใช้เรือขนส่งสินค้าของยาซุดะ แต่นามสกุลนี้กลับแฝงตัวเป็น พลังงานที่มองไม่เห็น ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอุตสาหกรรมทั้งหมดในประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในห้องประชุมลับทางการเงินของประเทศที่โลกจับตามอง
เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน
ในขณะที่กลุ่มทุนไซบัตสึอื่นๆ มักจะใช้วิธีส่งคนในตระกูลเข้าไปนั่งบริหารงานในบริษัทลูกทุกแห่ง แต่ ยาซุดะ เซนจิโร่ กลับมีแนวคิดที่ล้ำสมัยกว่านั้นมาก เขาเชื่อในระบบ ผู้บริหารมืออาชีพ มากกว่าสายเลือด ตระกูลยาซุดะจะทำหน้าที่เป็นเพียง เจ้าของทุน หรือโฮลดิ้งคอมพานีที่คอยควบคุมทิศทางนโยบายการเงินและความเสี่ยงจากส่วนบนสุดเท่านั้น แล้วปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ ลงไปบริหารงานในภาคปฏิบัติ
ปรัชญานี้ทำให้เครือข่ายของยาซุดะมีความคล่องตัวสูงมาก และไม่ได้รับผลกระทบเมื่อเกิดการผลัดแผ่นดินภายในตระกูล แนวคิดการแยกความเป็นเจ้าของออกจากอำนาจการบริหาร (Separation of Ownership and Control) ที่เซนจิโร่นำมาใช้ตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อนนี้ ได้กลายมาเป็นมาตรฐานสำคัญของบรรษัทภิบาลในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน
เรื่องแนะนำ :
– มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 2… ตอน เดิมพันเปลี่ยนโลก เมื่อวิกฤตของรัฐบาลเมจิ คือบันไดสู่มหาอำนาจทางการเงิน
– มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 1 จากเศษเหรียญในตลาดมืด สู่รากฐานของความตระหนี่
– Sumitomo: 400 ปีแห่งอำนาจธุรกิจญี่ปุ่น ตอนที่ 8 เมื่อ “ความยั่งยืน” กลายเป็นเกมใหม่
– Sumitomo: 400 ปีแห่งอำนาจธุรกิจญี่ปุ่น ตอนที่ 7 เมื่อญี่ปุ่นไม่พออีกต่อไป
– Sumitomo: 400 ปีแห่งอำนาจธุรกิจญี่ปุ่น ตอนที่ 5 วันที่อำนาจถูก “รื้อ”
– Sumitomo: 400 ปีแห่งอำนาจธุรกิจญี่ปุ่น ตอนที่ 4 เมื่อธุรกิจกลายเป็นอำนาจ
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://map.uu-hokkaido.jp/e/former-yasuda-bank-otaru/
https://akumisakata.exblog.jp/29809904/
– Mizuho Financial Group: “The Growth and Expansion of Yasuda Bank as the Premier Financial Zaibatsu” (mizuho-fg.co.jp)
– The Yasuda Reiwa Archives: “Zenjiro Yasuda and the Strategy of Financial Focus in Meiji Era” (yasuda-zaidan.or.jp)
– Japanese Economic History Review: “The Corporate Structure of Financial Zaibatsu: A Comparative Study on Yasuda, Mitsui, and Mitsubishi” (jstage.jst.go.jp)
มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 3… ตอน สยายปีกอาณาจักร Yasuda กลยุทธ์ที่ทำให้แตกต่างจากไซบัตสึรายอื่น



