คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
ถอดรหัส “รัฐนิยม” (6) ยามเมื่อลมเปลี่ยนทิศ จนสิ้นสุดสงคราม
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน จากตอนที่แล้วๆ มา ท่านผู้อ่านคงจะเห็นแล้วว่า การที่เราเริ่มจากการมองญี่ปุ่นเป็นแบบอย่าง ญี่ปุ่นเป็นฮีโร่ของเอเชีย จนเหตุการณ์ต่างๆ มันพาไปในแบบที่ถ้ามอง ณ ตอนนั้น ก็อาจจะมีอะไรที่ชวนฝันไปกันใหญ่ว่าเราอาจจะ Make Thailand Great Again ก็ได้ จากที่เคยมองชื่นชมไกลๆ กลายเป็นมาได้เกี่ยวข้องช่วยเหลือกัน และสัมพันธ์กันไปใหญ่จน (ต้อง) กลายเป็นพันธมิตรกัน อนิจจา ให้ตายสิ ผมอยากจะพูดอีกรอบจังเลยว่า ถ้าญี่ปุ่นไม่แพ้สงคราม ประเทศไทยก็ได้เป็นมหาอำนาจแห่งเอเชียอาคเนย์ไปแล้ว
เราจะไม่มี “พม่าไทใหญ่” มาเป็นต่างด้าวเข้าเมือง
เราจะแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้เพราะมันเป็นพื้นที่ประเทศเราเอง
เราจะไม่มีดราม่าคนลาวเกลียดไทย เขมรชอบเคลมของไทย เพราะพวกนี้ต้องมาเป็นคนไทยให้หมด!
แต่ก็นะ ในเมื่อเราเอาโชคชาตะวาสนาคราเคราะห์ไปผูกกับญี่ปุ่น เมื่อญี่ปุ่นแพ้ ก็เหมือนเราก็แพ้ไปด้วย
และจากการที่ญี่ปุ่นเริ่มมีลางจะแพ้ในหลายสมรภูมิ งานนี้ก็ต้อง “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” กันละ (รักเพื่อนเสมอ รักเพื่อนมิคลาย แม้โลกมลาย ตัวใครตัวมัน 555)
เดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2487 นายกรัฐมนตรีได้เสนอร่าง พ.ร.บ. เรื่องการสร้าง “นครเพชรบูรณ์” และ “พุทธบุรีมณฑล” ซึ่งแน่นอน ถูกปัดตก คือจะไปสร้างเมืองหลวงใหม่ที่เพชรบูรณ์ทำไมก่อน นายกฯ อ้างว่า ที่จะสร้างก็เพราะเอาไว้เป็นฐานต่อต้านญี่ปุ่น หลังจากที่ถูกปัดตกเรื่องนี้ นายกฯ ถึงกับลาออก เลยทีเดียว และตอนนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นเองก็เริ่มระแวงแล้วว่าท่านนายกฯ ที่เคยเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรน่ะ (ญี่ปุ่นรู้นะครับเรื่องจะไปสร้างเมืองหลวงที่เพชรบูรณ์ รู้นะว่าคิดอะไรอยู่) จะหักหลังญี่ปุ่นไหม ก็นั่นแหละครับ พอลมเปลี่ยนทิศ จากจะได้กลายเป็นเสีย มันก็นะ ธรรมดาโลก
ปี พ.ศ. 2487 ญี่ปุ่นเริ่มเพลี่ยงพล้ำ พ่ายแพ้ ในแนวรบด้านพม่า จนถึงขั้นที่ผู้บัญชาการทหารญี่ปุ่นในไทยบอกอยากจะขอความร่วมมือรัฐบาลไทยให้ช่วยเกณฑ์ชายไทยไปเป็นทหารกองหนุนให้ญี่ปุ่นหน่อย เอาไปรบที่พม่า (เฮ้ย) แล้วยังขอให้ช่วยเกณฑ์ชายไทยไปเป็นแรงงานซ่อมทางรถไฟที่โดนบอมม์ด้วย (โอ้ว) แต่ นายกฯ คนใหม่ บอกว่า จะขอให้ช่วยเกณฑ์คนไทยไปเป็นทหารไปรบก็ได้ แต่ต้องช่วยออกเงินค่าเครื่องแบบและอาวุธสำหรับ 300,000 คน ภายในหนึ่งเดือน แล้วก็ขอให้ทหารญี่ปุ่นช่วยไปทำนาแทนชายไทยด้วย (ไม่งั้นก็ไม่มีข้าวจะกินละ) ญี่ปุ่นกลัวไม่มีมีข้าวกิน (และคงไม่อยากออกเงินค่าเครื่องแบบกับอาวุธด้วย) ก็เลย ไม่เอาแล้วก็ได้ถ้างั้น 555
พอยิ่งเข้าสู่ปลายปี ญี่ปุ่นก็ชักจะระแวงไทยหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งคดีเรื่องสนามบินลับไว้รับอาวุธหนักจากสัมพันธมิตร (จนต้องปลูกกัญชากลบเกลื่อน อา กัญชาเสรีนี่เอง) วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2488 เครื่องบินสัมพันธมิตรบินมาทิ้งร่มติดวัตถุและใบปลิวถึงหน้ากระทรวงยุติธรรม เอ๊ะ หรือว่าไทยรู้เห็นเป็นใจกับสัมพันธมิตร? เอาเป็นว่า กองทัพญี่ปุ่นเตรียมคิดจะจัดการแล้ว โดยจะทำเป็นขั้นตอนคือ ๑) เตือนรัฐบาลไทยก่อนว่า รู้นะว่าจะทำอะไร เลิกซะ ๒) เชิญทหารไทยมาทั้งกองทัพมางานเลี้ยง ถ้าไม่มา แปลว่า มีจิตคิดเป็นอื่น เตรียมจับกุมตัวปลดอาวุธได้เลย ๓) เชิญนายกฯ ไทยไปเยือนญี่ปุ่น ถ้าไม่ไป แสดงว่า “ไม่ใจ” ก็เตรียมปลดอาวูธซะ
แผนขั้นที่ ๑ ไทยรอดไปได้ เพราะแก้เกมด้วยการ อ่ะ เราจะออก พ.ร.บ. ว่าด้วยการเผยแพร่ข่าวที่ทำให้เสียไมตรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น (เป็นการปฏิเสธโดยนัยว่า ไอ้ที่จะคิดเป็นอื่นกับญี่ปุ่นน่ะ ไม่จริ๊งไม่จริง เป็นเรื่องที่ผู้ไม่หวังดีใส่ไคล้ทั้งนั้น) แถมนายกฯ ใหม่ยังไปคุยกับแม่ทัพญี่ปุ่นเองด้วยจน อ่ะ เชื่อใจก็ได้
แผนขั้นที่ ๒ ออกจดหมายเชิญนายทหารไทยมางานเลี้ยง ปรากฎว่านายทหารไทย 400 นาย มากันพรึ่บ! ญี่ปุ่นก็หาเหตุไม่ได้อีก
แผนขั้นที่ ๓ ท่านนายกฯ คนใหม่ รับปากว่า จะไปเยือนญี่ปุ่น แต่ “ไม่สบโอกาสเสียที” รอไปรอมา ญี่ปุ่นแพ้สงครามพอดี
งานนี้บอกได้คำเดียวว่า ญี่ปุ่นรู้จักคนไทยน้อยไปแล้ว “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”
อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องที่กองทัพญี่ปุ่นกู้เงินรัฐบาลไทย จนจะไม่มีให้กู้แล้ว คิดไปคิดมา หากไปปฏิเสธหักกับทหารญี่ปุ่นตรงๆ ว่า ไม่มีเงิน ไม่ให้กู้ ประเดี๋ยวญี่ปุ่นจะโกรธแล้วปลดอาวุธจนได้ ก็เลย อ่ะ เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการคลังของญี่ปุ่นมา กางรายละเอียดตัวเลขต่างๆ ให้ดู แล้วก็ย้อนถามว่า ถ้าเป็นแบบนี้ ท่านคิดว่าจะให้กู้ไหวไหม? ญี่ปุ่นเองก็ต้องยอมจำนนด้วยเหตุผลทั้งปวง ก็ไม่อาจถือเอาเรื่องนี้มาเป็นเหตุได้
“รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”
(ภูมิปัญญาไทย พาสุนทรภู่ไปไกลถึงระดับ “กวีเอกของโลก”)
กระนั้นก็ตาม สงครามครั้งนี้ทำให้เศรษฐกิจไทยเจ็บตัวหนักมาก อย่างที่ได้กล่าวแล้วในตอนที่แล้ว ขายของได้แค่กับญี่ปุ่น (ขายให้ฝรั่งไม่ได้) ไหนจะลดค่าเงินบาท ผลคือการพิมพ์แบงค์กันอุตลุดจนเงินเฟ้อ ญี่ปุ่นใช้เงินบาทแบบมือเติบ คือจ่ายเยอะๆ เพื่อทุ่มซื้อ เช่น ที่เมืองกาญจน์ปกติขายวัวตัวละ 80 บาท ญี่ปุ่นบอกอั๊วให้เลย 300 (อารมณ์เดียวกับคนจีนมาทุ่มเงินจ่ายค่าเช่าตึกแถวแบบจ่ายแพงๆ จนคนไทยไม่สู้ราคา) ดัชนีค่าใช้จ่ายในกรุงเทพฯ ณ ปี พ.ศ. 2587 ตอนญี่ปุ่นกำลังจะแพ้สงครามนั้น คิดเป็น 1065.59% (โดยใช้ปี พ.ศ. 2581 เป็นปีฐาน) พูดแบบบ้านๆ คือ ราคาข้าวของในปี พ.ศ. 2587 แพงกว่าปี พ.ศ. 2581 ถึง 10 เท่า!
และตอนช่วงปลายสงคราม พ.ศ. 2587-88 คนไทยที่อยู่ตามในเมืองก็เจอพวกสัมพันธมิตรทิ้งบอมม์ใส่อีก “โกโบริ” ก็ตายตอนนั้นแหละ มันกลายเป็นว่า จากที่เคยฝันว่าไทยจะยิ่งใหญ่ มาตอนนี้แย่แล้ว ไฟสงครามมันมาถึงบ้านแล้ว
ยิ่งใกล้แพ้สงคราม ทุกอย่างก็ยิ่งแย่ เศรษฐกิจปากท้องของประชาชนก็แย่ และการใกล้แพ้สงคราม ความเร่งรีบในภาวะสงคราม ทำให้เกิดสิ่งที่เป็น “ความผิดพลาด” อีกอย่าง
นั่นก็คือความล้มเหลวในการ “ปฏิรูป” วัฒนธรรมไทยผ่าน “รัฐนิยม” จากการรีบเร่งเกินไปในตอนท้าย
ในช่วงที่ไทยยังไม่เข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพา คือไม่ไปเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 นั้น แนวทางตรงนี้ยังใช้วิธีแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” คือค่อยๆ สร้างจิตสำนึกและความตื่นตัว ซึ่งก็พ้องกับบริบทที่ตอนนั้นเพิ่งได้ดินแดนอินโดจีนมา แต่พอไทยไปเซ็นสัญญากับญี่ปุ่น เลยพยายามจะ “เร่งโต” เร่งเร้ารีบเร่งให้เป็นไปไวๆ จนกลายเป็นบังคับไป จึงกลายเป็น “แผล” ที่ทำให้แนวคิดต่างๆ ที่ถูกสื่อในรัฐนิยม กลายเป็นถูกคนรุ่นหลังดูหมิ่นเหยียดหยาม ด้อยค่า บางคนก็ฟังต่อๆ กันมาโดยไม่เคยอ่านตัวคำประกาศจริงๆ แล้วก็เอาไปเล่าขยายความเลยเถิด เอาไปผูกว่ามันคือเผด็จการแล้วก็ด่ากันสนุกปาก กลายเป็นมองข้าม “เจตนาอันดี” ที่จะทำให้คนไทย สังคมไทยและประเทศไทยดีขึ้นกว่าเดิม ไปเสียจนหมดสิ้น
ญี่ปุ่นยอมจำนนต่อสัมพันธมิตรโดยไม่มีเงื่อนไข เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2488
เป็นอันจบสิ้นสงครามมหาเอเชียบูรพา
และการเอาประวัติศาสตร์ในตอนนี้มาเล่า ก็คงจะต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้
เรามาอ่านรัฐนิยมสองฉบับสุดท้ายกันเถอะครับ
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยรัฐนิยม ฉะบับที่ ๑๑
เรื่อง กิจประจำวันของคนไทย
ด้วยรัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า การรู้จักปฏิบัติกิจประจำวันเป็นข้อสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งเกี่ยวแก่การผะดุงส่งเสริมวัฒนธรรมของชาติ อันจะเป็นผลให้ประชาชนพลเมืองไทยทั่วไปมีสุขภาพแข็งแรงมั่นคง เป็นกำลังของประเทศชาติสืบไป คณะรัฐมนตรีจึ่งได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ประกาศเป็นรัฐนิยมไว้ ดั่งต่อไปนี้
๑.ชนชาติไทยพึงแบ่งเวลาในหนึ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ ปฏิบัติงานที่เป็นอาชีพส่วนหนึ่ง ปฏิบัติกิจส่วนตัวส่วนหนึ่ง และพักผ่อนหลับนอนอีกส่วนหนึ่ง ให้เป็นระเบียบ และมีกำหนดเวลาอันเหมาะสมจนเกิดเป็นนิสสัย
๒.ชนชาติไทยพึงปฏิบัติกิจประจำวันตามปกติ ดั่งต่อไปนี้
ก.บริโภคอาหารให้ตรงตามเวลาไม่เกิน ๔ มื้อ
ข.นอนประมาณระหว่าง ๖ ถึง ๘ ชั่วโมง
๓.ชนชาติไทยพึงตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ประกอบกิจการงานของตนโดยไม่ท้อถอยและหลีกเลี่ยง กับควรหยุดเพื่อรับประทานอาหารและพักกลางวันไม่เกิน ๑ ชั่วโมง เมื่อพ้นกำหนดเวลาทำงานเวลาเย็น ควรออกกำลังกายโดยเล่นกิฬากลางแจ้งวันหนึ่งอย่างน้อย ๑ ชั่วโมง หรือประกอบงานอื่น เช่น ทำสวนครัว เลี้ยงสัตว์ หรือปลูกต้นไม้ เป็นต้น เมื่อชำระล้างร่างกายแล้ว รับประทานอาหาร
๔.ชนชาติไทยพึงใช้เวลาว่างเวลากลางคืนทำการงานอันจำเป็นที่คั่งค้างอยู่ให้เสร็จ หรือสนทนาปราศรัยกับบุคคลในครอบครัว มิตรสหาย ศึกษาหาความรู้โดยการฟังข่าวทางวิทยุกระจายเสียง อ่านหนังสือ หรือในการมหรสพ หรือศิลปกรรม แล้วแต่โอกาส
๕.ชนชาติไทยพึงใช้เวลาในวันหยุดงาน ให้เป็นประโยชน์แก่ร่างกายและจิตต์ใจ เช่น ประกอบกิจในทางสาสนา ฟังเทศน์ ทำบุญ ศึกษาหาความรู้ ท่องเที่ยว เล่นกิฬา หรือพักผ่อน เป็นต้น
ประกาศมา ณ วันที่ ๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๔
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยรัฐนิยม ฉะบับที่ ๑๒
เรื่อง การช่วยเหลือคุ้มครองเด็ก คนชรา หรือคนทุพพลภาพ
ด้วยรัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า ในการอยู่ร่วมกันแห่งชุมนุมชนนั้น ความมีใจเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในเยาว์วัย คนชรา หรือคนทุพพลภาพ เป็นวัฒนธรรมอันหนึ่งซึ่งบุคคลจักต้องปฏิบัติ
คณะรัฐมนตรีจึงได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ประกาศเป็นรัฐนิยมไว้ ดังต่อไปนี้
๑.ในที่สาธารณสถานหรือในถนนหลวง ให้บุคคลทำการช่วยเหลือคุ้มครองโดยลักษณะที่จะยังความปลอดภัยให้แก่เด็ก คนชรา หรือคนทุพพลภาพ ในการสัญจรไปมา หรือในการหลบหลีกภยันตราย
๒.ผู้ใดสามารถกระทำการช่วยเหลือคุ้มครองดังกล่าวในข้อ ๑ ถือว่า ผู้นั้นเป็นผู้มีวัฒนธรรม ควรได้รับความนับถือของชาวไทย
ประกาศมา ณ วันที่ ๒๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๘๕
เนื้อหาของสิ่งที่เขาต้องการให้ทำ ถ้าทำได้จริง มันดีต่อคนไทย สังคมไทยและประเทศไทย หรือไม่ ท่านใดเป็นวิญญูชนก็ขอจงตรองดูให้ดีเถิด อย่าได้ติดอยู่กับการ “โจมตีบุคคล” (Ad Hominem) อันเป็น “ตรรกะวิบัติ” ชนิดหนึ่งเลย ส่วนใครที่อยากรู้ว่า “ตรรกะวิบัติ” มันคืออะไร และจะป้องกันความคิดของตัวเองไม่ให้ตกหลุมตรรกะวิบัติได้อย่างไร ขอเชิญอ่าน ที่นี่ ได้นะครับ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะครับ สวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– ถอดรหัส “รัฐนิยม” (5) พันธมิตรของเรา เล่นเอาเศรษฐกิจแย่
– ถอดรหัส “รัฐนิยม” (4) เราจะไม่มี “พม่าไทใหญ่” ถ้าเราได้มี “สหรัฐไทยเดิม”
– ถอดรหัส “รัฐนิยม” (3) “วงไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา” Will Make Thailand Great Again
– ถอดรหัส “รัฐนิยม” (2) “ญี่ปุ่นมหามิตร” เพื่อเพื่อน น้อยกว่านี้ได้ยังไง
– ถอดรหัส “รัฐนิยม” (1) “เจแปนโมเดล” เมื่อไทยเราจะเอาญี่ปุ่นเป็นแบบอย่าง (แทนฝรั่ง)
#ถอดรหัส “รัฐนิยม” (6) ยามเมื่อลมเปลี่ยนทิศ จนสิ้นสุดสงคราม


