คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
ถอดรหัส “รัฐนิยม” (1) “เจแปนโมเดล” เมื่อไทยเราจะเอาญี่ปุ่นเป็นแบบอย่าง (แทนฝรั่ง)
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากที่ผมเคยพูดถึงคำว่า “รัฐนิยม” โดยพูดว่าไม่แน่ว่าแนวคิดที่ปรากฎใน “รัฐนิยม” อาจจะเป็นทางแก้ปัญหาการที่สังคมไทยนั้นเป็น “สังคมแบบชั้นๆ” อันเป็นบ่อเกิดของปัญหาของประเทศไทยในแทบทุกมิติ ทิ้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและจริยธรรม/ศีลธรรม พอดีก็เลยลองไปค้นคว้าโดยใช้อากู๋ และก็พบกับข้อความมากมาย ที่บ้างก็ว่าบุคคลต้นคิดนั้น เป็นพวกบ้าอำนาจ อยากจะเป็นเผด็จการเหมือนฮิตเลอร์หรือมุสโสลินีบ้างล่ะ บ้างก็ว่าเป็นพวกนิยมญี่ปุ่น และสร้าง “รัฐนิยม” ขึ้นมาโดยได้แนวคิดจาก “บูชิโด” บ้างล่ะ ผมในฐานะที่เคยแปล “บูชิโด” ต้นฉบับที่เขียนโดยท่านนิโตเบะ อินาโซ นี่หูผึ่งเลย ว่า เห้ย จริงรึเปล่า (ที่ว่ามันมาจาก “บูชิโด” น่ะ)?
พอไปอ่าน “รัฐนิยม” ๑๒ ฉบับของจริงเข้า ก็รู้สึกว่า มันไม่ได้เป็นอะไรที่สุดโต่งหรือ…อย่างที่ใครๆ พยายามจะพูดให้มันฟังดูเป็นอย่างนั้น เอาจริงๆ มันเป็นแค่ “แนวปฏิบัติ” (practice) ไม่ได้เป็นอะไรลงลึกในระดับขั้นตอนวิธีการ (procedures) เลยด้วยซ้ำ คือแค่พูดว่า เราสมควรทำยังงี้ๆ แต่ไม่ได้ระบุวิธีการเจาะจงอะไรปานนั้น และแนวปฏิบัติหลายๆ อย่าง หากอ่านตาม “ตัวอักษร” เพียวๆ แล้ว ผมมองว่ามันเป็นแนวปฏิบัติที่เขียนขึ้นด้วยเจตนาที่ดี วัตถุประสงค์ที่ดีด้วยซ้ำ (คือถ้าทำได้จริง จะแก้ปัญหาได้หลายอย่าง และสังคมจะน่าอยู่ขึ้น)
สิ่งที่ผมจะขอพูดดังๆ ก็คือ การเขียนคราวนี้ผมชั่งใจพอสมควร เพราะทั้ง “เหตุการณ์” และ “บุคคล” ที่อยู่ในประวัติศาสตร์ช่วงนี้นั้น ล้วนแล้วแต่ถูกหยิบมาเล่าขานด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยเป็นกลางเลย มันถูกหยิบยกเอามาเล่าเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เพื่อสร้างความชอบหรือความชังให้แก่คนบางคน หมู่คณะบางหมู่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคนบางคน เคยเป็นพระเอก แล้วก็ถูกเล่าใหม่เป็นผู้ร้าย แล้วก็โดนเอากลับมาเล่าใหม่เป็นพระเอก เขียนพล็อตเรื่องขึ้นมาใหม่ วนไปวนมาแบบนี้
ไอ้ความไม่เคยเป็นกลางนี่แหละ แม้แต่พวกในรั้วมหาลัยที่อ้างคำว่า “วิชาการ” นำหน้า แต่เนื้อแท้ก็ยังหนีไม่พ้นการเล่าเรื่องแบบ “แต้มสี” ตามแต่อยากจะปั้นให้ใครเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย สุดแท้แต่ว่านักวิชาการคนนั้นจะสมาทานแนวคิดการเมืองแบบไหน “ซ้าย” หรือ “ขวา” ตั้งธงไว้ว่าจะชังหรือจะชอบใคร
บรรดาท่านอาจารย์ นักวิชาการผู้มีวุฒิปริญญา มีตำแหน่งทั้งหลาย โปรดระลึกไว้นะครับท่านผู้อ่าน คนพวกนี้เนื้อแท้ก็ไม่ได้ดีเด่ไปกว่าพวกเราคนธรรมดานักวิชาเกินหรอก ก็เป็นแค่มนุษย์ขี้เหม็นที่ยังเวียนว่ายวนไปมาอยู่กับโลกธรรม ๘ เพียบพร้อมด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานเหมือนกัน บางทีก็อย่าไปเชื่อตามความคิดคนพวกนี้ให้มันมากนัก 555
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตัดสินใจค้นคว้าเรื่องราวประวัติศาสตร์มา “บอกเล่า” โดยโฟกัสที่ “อิทธิพลจากภายนอก” ในที่นี้คือ “ญี่ปุ่น” ที่มีผลความคิด คำพูดและการกระทำของบุคคลในประวัติศาสตร์ที่สร้างแรงขับเคลื่อนให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ แทน โดยจะเขียนแบบเรื่องเล่าเพื่อความบันเทิง เนื่องจากตัวผมเองก็ไม่ใช่นักวิชาการแต่อย่างใด (เป็นแค่ “นักวิชาเกิน” ที่เก็บความมาเล่าก็เท่านั้น)
เพื่อความเข้าใจตรงกัน ผมขอประกาศ “การปฏิเสธความรับผิด” ดังนี้
การปฏิเสธความรับผิด (Disclaimer)
บทความในซีรี่ส์นี้ ที่ท่านจะได้อ่านต่อไป เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงในการสนองความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับ “อิทธิพลของแนวคิดและวัฒนธรรมญี่ปุ่น” ที่มีผลต่อการสร้างและใช้ “รัฐนิยม” ๑๒ ฉบับ และเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องในห้วงเวลาดังกล่าวเท่านั้น ผม Lordofwar Nick จะไม่รับผิดต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการนำเนื้อหาของบทความที่เขียนนี้ ไปแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง โดยการปลุกปั่นยุยงให้เกิดความเกลียดชังใดๆ หรือในการสนับสนุน/อ้างความชอบธรรมในการดำเนินการใดๆ ที่สร้างผลกระทบต่อการเมืองและสังคมของไทยทั้งสิ้น
อนึ่ง ในการเขียนบทความในซีรี่ส์นี้ ผมได้อาศัยวิทยานิพนธ์ เรื่อง “ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ในสงครามมหาเอเชียบูรพา พ.ศ. 2484-2488” โดย สมโชค สวัสดิรักษ์ (2524) เป็นเส้นเรื่อง (storyline) ในการเล่าเรื่องราวในครั้งนี้ โดยหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นๆ ในอินเตอร์เน็ตประกอบ
เริ่มเลยนะครับ
“เจแปนโมเดล” เราจะเอา “ญี่ปุ่น” มาเป็นแบบอย่างแทน “ฝรั่ง”
การบุกเข้ามาของชาติมหาอำนาจตะวันตกทำให้บรรดาผู้บริหารบ้านเมืองทั้งหลายในประเทศแถบตะวันออกต้อง “คิดใหม่ทำใหม่” รีบปรับตัว ทำตัวเองให้ “ทันสมัย” (modernization) เพื่อไม่ให้ฝรั่งมันชี้หน้าด่าเราได้ว่าเป็นพวกป่าเถื่อนแล้วก็ยึดเป็นอาณานิคมซะ
เหตุการณ์ประมาณนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ในห้วงเวลานั้น ถ้าเป็นเรื่องของไทยก็เริ่มกันมาตั้งแต่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ แต่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงเด่นชัดจริงๆ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งก็ดันไปตรงกับรัชสมัยของพระจักรพรรดิเมจิพอดี แน่นอนว่า บรรดาคนในประเทศตะวันออกล้วนเห็นว่า “ฝรั่งเจริญ” (กว่าเรา) ฉะนั้นถ้าอยากจะเจริญ ก็ต้องเดินในแนวเดียวกับฝรั่ง อะไรที่ฝรั่งมีฝรั่งทำ เราก็ต้องทำตาม ตั้งแต่เรื่องการปกครอง รวมศูนย์อำนาจ (ไทยก็ ยกเลิกประเทศราช ควบดินแดนประเทศราชเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรซะ ญี่ปุ่นก็ ยุบแคว้นตั้งจังหวัด (廃藩置県) ไม่ต้องมีแล้วไดมงไดเมียว 555) เทคโนโลยีการสัญจรและสื่อสาร รถไฟต้องมี ไปรษณีย์ต้องมา และยังมีอะไรอื่นๆ อีกเพียบสุดจะจาระไนได้หมด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ การทำให้ทันสมัย (modernization) ในอีกมุมนึงก็ดันกลายเป็นการทำให้เป็นฝรั่งตะวันตก (westernization) ไป
ครับ แต่แน่นอน ทุกอย่างย่อมมีจุดเปลี่ยน และผู้ที่มาเป็น “ผู้เปลี่ยนเกม” ในบูรพทิศก็คือ “ญี่ปุ่น” ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย นี่แหละ
ทำไม “ญี่ปุ่น” ถึงกลายเป็น “ผู้เปลี่ยนเกม” (game changer) ไปได้?
เพราะ “ญี่ปุ่น” ไม่ได้แค่ “รักษาเอกราช” รอดจากการเป็นอาณานิคมได้เท่านั้น แต่ยังทะยานขึ้นเป็น “มหาอำนาจใหม่” ได้ด้วย! การพัฒนาที่เน้นอุตสาหกรรมหนักทำให้ไม่ยากที่จะต่อยอดไปอยู่ความเข้มแข็งในทางกำลังทหาร (มีเหล็ก มีเรือ มีปืน) ความก้าวหน้าของกองทัพญี่ปุ่นหลังปฏิรูปเมจินั้นเป็นที่โจษขานกันในบรรดาประเทศในตะวันออก แน่นอน กองทัพไทยก็ด้วย
ปี พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้ง “กรมทหารเรือ”
ปี พ.ศ. 2448 มีโครงการจะส่งนักเรียนนายเรือ 8 นาย ไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่น แต่เนื่องจากข้อตกลงต่างๆ ไม่ลงตัว โครงการจึงพับไป
ปี พ.ศ. 2454 มีการส่งนักเรียนนายเรือไทยไปเรียนเรื่องการใช้ตอร์ปิโดที่ญี่ปุ่น
ไม่นับเรื่องการที่ไทยนั้นซื้อเรือรบและยุทโธปกรณ์ต่างๆ จากญี่ปุ่นตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกรมทหารเรือ
อะไรไม่สำคัญเท่ากับที่ว่า ช่วงปี พ.ศ. 2447-2448 นั้นเป็นช่วงสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ผลจากการโฆษณาไปทั่ว่า ญี่ปุ่นชนะรัสเซียได้ นี่มันแบบ เปลี่ยนความรู้สึกของคนแถวนี้ได้จริงๆ จากที่แต่ก่อนเกรงกลัวฝรั่ง พอบอกว่าญี่ปุ่นชนะฝรั่งได้นี่ มัน หูย มันคงจะเป็นอะไรที่สุดจะบรรยายแล้วในความรู้สึกของคนยุคนั้น ญี่ปุ่นที่ชนะรัสเซียได้คือ มันแบบ หล่อมาก เท่ฝุดๆ ฮีโร่ตัวจริง
และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ “ญี่ปุ่น” ดูหล่อเท่ขึ้นไปอีก ก็คือ “ความเป็นชาตินิยม”
ท่านที่เคยได้อ่าน “บูชิโด” ที่กระผม Lordofwar Nick แปล ก็คงจะเห็นได้ถึงแนวคิดของความรักชาติ ความเชิดชูรักหวงแหนวัฒนธรรมค่านิยมอันดีงามของชาติญี่ปุ่น ที่ปรากฎอยู่ในงานเขียนดังกล่าวเป็นแน่ “ความรักชาติ ความสำนึกถึงความเป็นชนชาติเดียวกัน” นี่แหละที่ถูกมองว่าเป็น key factor เลยในการที่ญี่ปุ่นสามารถผลักดันตัวเองจนเป็น “ฮีโร่แห่งเอเชียตะวันออก” ได้
นี่แหละครับ คนหล่อ คนเท่ มีความองอาจมาดฮีโร่แบบนี้แหละ ใครเห็นก็ต้องอยากเอาเป็นแบบอย่าง
อ่ะ สุดท้ายก่อนจะจากกัน ขอฝากวิดีโอสั้นแบบเท่ๆ ซะหน่อยนะครับ เอาภาพที่เอไอสร้างเมื่อตอนนั้นที่เคยเอามาลงไป คราวนี้เอามาทำใหม่เป็นวิดีโอ เฟี้ยวกว่าเดิม
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– ว่าด้วย “ชาตินิยมใหม่” (Neo-nationalism) กับปรากฎการณ์ล่าสุดในญี่ปุ่นและไทย
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (2) การกลับมาของ “นีโอคลาสสิก” ใน Gen Alpha
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (1) ว่าด้วยเรื่อง “ความซาบซึ้งกับชีวิตวัยรุ่น”
– SIAM CUP BJJ Summer Edition 2025 ลาก่อนชีวิตวัยรุ่นของฉัน (さようなら青春)
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (8) อยากกลับไปอ่าน GTO ขึ้นมาแล้วสิ
#ถอดรหัส “รัฐนิยม” (1) “เจแปนโมเดล” เมื่อไทยเราจะเอาญี่ปุ่นเป็นแบบอย่าง (แทนฝรั่ง)


