โรนิน: ทางเลือกของนักเรียนญี่ปุ่นที่ไม่ผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในครั้งแรก
เพิ่งผ่านการประกาศผล TCAS กันไป ‘จารย์ชาร์ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนในสาขาต่างๆ ด้วยครับ ส่วนน้องๆ ที่ยังไม่ได้สาขาตามที่ต้องการ ‘จารย์ชาร์จะบอกว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตครับ ชีวิตล้มได้ก็ลุกได้ดั่งตุ๊กตาลุ้มลุกหรือ ดะรุมะ นะครับ ยิ่งชีวิตเราผ่านความพยายามมากขนาดไหน โอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนก็จะยิ่งมากขึ้นครับ

สำหรับนักเรียนประเทศญี่ปุ่น การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในการสอบที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในโลก เนื่องจากระบบการศึกษาของญี่ปุ่นนั้นให้ความสำคัญกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก การสอบติดมหาวิทยาลัยในคณะและสาขาที่ต้องการ ไม่เพียงแค่เป็นหนทางสู่อาชีพการงานที่มั่นคงในอนาคตเท่านั้น แต่ยังถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจของครอบครัวอีกด้วย ดังนั้น นักเรียนชาวญี่ปุ่นจึงต้องเผชิญกับความกดดันอย่างหนักในการเตรียมตัวสอบ ซึ่งนำไปสู่วัฒนธรรม “โรนิน” ที่เป็นเอกลักษณ์ของวงการการศึกษาญี่ปุ่น
คำว่า “โรนิน” (浪人) ในภาษาญี่ปุ่น แปลตรงตัวว่า “คนคลื่น” หรือ “ซามูไรไร้นาย” เป็นคำเรียกซามูไรในสมัยก่อนที่ไม่มีนายจ้างหรือผู้อุปถัมภ์ แต่ในปัจจุบัน คำว่าโรนินถูกนำมาใช้เรียกนักเรียนที่ไม่ผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในครั้งแรก และต้องใช้เวลาหนึ่งปีหรือมากกว่านั้นในการเตรียมตัวสอบใหม่ หรือกรณีนักเรียนที่สอบผ่านแล้วแต่ไม่พอใจกับมหาวิทยาลัยหรือคณะที่สอบติด และต้องการลาออกเพื่อสอบใหม่เช่นกัน โดยในแต่ละปี มีนักเรียนญี่ปุ่นราว 600,000 คนที่สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่มีเพียงราว 76% ที่สามารถสอบผ่านและเข้าเรียนในสถาบันที่ต้องการได้ทันที ขณะที่นักเรียนอีกกว่า 1 แสนคนต้องกลายเป็นโรนิน และใช้เวลาอีกหนึ่งปีหรือมากกว่านั้นในการเตรียมสอบใหม่ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของผู้สมัครสอบทั้งหมดในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม จำนวนนี้ยังไม่นับรวมนักเรียนที่สอบผ่านมหาวิทยาลัยระดับรองแล้ว แต่ตัดสินใจสละที่เรียนเพื่อสอบเข้าสถาบันที่ดีกว่า ซึ่งมีสัดส่วนอีกราว 5-10% ของผู้สมัครสอบแต่ละปี

นักเรียนโรนินส่วนใหญ่มักจะใช้ชีวิตหนึ่งปีหลังจากจบมัธยมศึกษาตอนปลายไปกับการเข้าเรียนตามสถาบันกวดวิชา หรือที่เรียกว่า “โยบิโกะ” (予備校) เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบใหม่ในปีถัดไป บางคนอาจเลือกไปเรียนที่โยบิโกะเต็มเวลา โดยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 500,000 เยน (ประมาณ 135,000 บาท) ไปจนถึง 2 ล้านเยนต่อปี (ประมาณ 540,000 บาท) ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงและคุณภาพของโยบิโกะ นอกจากนั้น ยังมีตัวเลือกอื่นๆ เช่น การเรียนหลักสูตรออนไลน์ หรือการเรียนด้วยตนเองผ่านหนังสือและชุดข้อสอบ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด การใช้ชีวิตแบบโรนินก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียเวลา ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น รวมถึงความเครียดและความกดดันที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ถึงกระนั้น ก็มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ยอมเสี่ยงเป็นโรนินเพื่อลุ้นสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำให้ได้ เพราะนอกจากความภาคภูมิใจแล้ว การได้เข้าเรียนในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง ยังเป็นตัวกำหนดอนาคตการทำงานและรายได้ของพวกเขาอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการแข่งขันที่สูงเช่นนี้ ทำให้อัตราความสำเร็จของนักเรียนโรนินโดยเฉลี่ยตกอยู่ที่ราว 20-30% เท่านั้น โดยเฉพาะหากต้องการลุ้นเข้าสถาบันการศึกษาขั้นสูงอย่างมหาวิทยาลัยโตเกียวหรือเกียวโต
ในด้านของการเลือกสถาบันการศึกษา นักเรียนญี่ปุ่นมักให้ความสำคัญกับการเลือกมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่ตนสนใจเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นสถาบันในท้องถิ่นหรือต่างแดน แม้กระนั้น เมื่อพิจารณาในภาพรวม นักศึกษาส่วนใหญ่ยังคงเลือกเรียนต่อในมหาวิทยาลัยแถบบ้านเกิดหรือภูมิภาคตนเอง โดยมีสัดส่วนประมาณ 70% ขณะที่อีกราว 30% เลือกออกไปศึกษาต่อนอกภูมิภาคเดิม ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นการย้ายไปเรียนในเมืองใหญ่อย่างเขตปริมณฑลโตเกียวหรือโอซาก้า ที่มีสถาบันการศึกษาชั้นนำและโอกาสในการทำงานสูงกว่า

เช่นเดียวกับประเด็นเรื่องการเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยของรัฐหรือเอกชน ซึ่งข้อมูลสถิติแสดงให้เห็นว่า นักเรียนญี่ปุ่นราว 80% มักเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเอกชนเป็นหลัก ในขณะที่มีเพียง 20% ของนักเรียนทั้งหมดเท่านั้นที่มุ่งเป้าไปที่มหาวิทยาลัยของรัฐ ทั้งนี้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยเอกชนมีทั้งจำนวนและความหลากหลายของคณะวิชามากกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐ แม้นักเรียนส่วนใหญ่ยังเล็งเห็นความสำคัญของการเรียนในระดับอุดมศึกษา แต่ใช่ว่าทุกคนจะมุ่งแข่งขันเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำเสมอไป
โดยสรุปแล้ว ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นที่มีการแข่งขันสูงนี้ ได้นำไปสู่ปรากฏการณ์ “โรนิน” ที่เห็นได้ทั่วไปในสังคม ซึ่งนักเรียนนับแสนต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากและกดดัน โดยต้องเสียสละทั้งเงินและเวลาเป็นอย่างมาก เพื่อเตรียมตัวสอบใหม่ให้ได้เข้าเรียนในคณะและสถาบันการศึกษาในฝัน อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของพวกเขาถือเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ในขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา
แต่เส้นทางที่เลือกเดินกลับมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเรียนในสถาบันใกล้บ้าน การไปศึกษาต่อที่เมืองใหญ่ หรือการเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนแทนที่จะมุ่งแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐเพียงไม่กี่แห่ง แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อระบบการศึกษาของคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ท่ามกลางยุคสมัยที่ผันผวน และตลาดแรงงานที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ
เรื่องแนะนำ :
– โกลเด้นวีค ตอนที่ 2: นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติช่วงวันหยุดโกลเด้นวีค
– โกลเด้นวีค ตอนที่ 1: กิจกรรมยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นในช่วงวันหยุดโกลเด้นวีค
– 6 คำแนะนำเรื่อง “การแต่งงาน” จากพี่สาวญี่ปุ่น!
– เอ้า! 6 เรื่องผิดแผนสุดฮาจากญี่ปุ่น 555
– สำเร็จมั้ย? : การทดลองพิศวงของ 2 เด็กญี่ปุ่น
ขอบคุณภาพประกอบจาก
https://howtojapan.net/2023/10/06/
https://www.nippon.com/en/features/jg00032/
https://www.erin.jpf.go.jp/en/lesson/05/let-us-see/
#โรนิน: ทางเลือกของนักเรียนญี่ปุ่นที่ไม่ผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในครั้งแรก


