รวมพลังไม่ให้ล้ม: บทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นสู่สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย (ตอนที่ 3) องค์ประกอบผู้บริหารในมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นและประสิทธิภาพการทำงาน
ในโลกที่ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และประชากรดำเนินไปอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยทั่วโลกต่างเผชิญแรงกดดันให้ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะในญี่ปุ่น ประเทศที่มีอัตราการเกิดลดต่ำลงต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยหลายแห่งเผชิญกับภาวะนักเรียนลดลง ทุนวิจัยจำกัด และการแข่งขันระดับนานาชาติที่เพิ่มสูงขึ้น
หนึ่งในหัวใจสำคัญของการ “อยู่รอด” หรือ “ไม่ล้ม” ของมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น คือ ระบบผู้บริหารและโครงสร้างการจัดการที่มีประสิทธิภาพ
บทความตอนที่ 3 นี้ เราจะมาสำรวจกันว่า… ผู้บริหารระดับสูงในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นมีลักษณะอย่างไร มีบทบาทหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์อย่างไร และสามารถนำมาเป็นบทเรียนสำหรับการปฏิรูปในมหาวิทยาลัยไทยได้อย่างไรบ้าง

1. องค์ประกอบของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น
ในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นโดยทั่วไป โครงสร้างผู้บริหารระดับสูงมักประกอบด้วยบุคคลหลัก 4 ตำแหน่ง ได้แก่
1.1 อธิการบดี (President / 学長 Gakuchō)
ทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย เป็นทั้งผู้นำด้านวิชาการและการบริหาร
งบประมาณ อธิการบดีในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นสมัยใหม่มักไม่ได้เป็นเพียงนักวิชาการอาวุโสเท่านั้น แต่ต้องมีทักษะด้านการจัดการ วิสัยทัศน์เชิงนโยบาย และมีความสามารถในการระดมทรัพยากรจากภาคเอกชน
1.2 รองอธิการบดี (Vice President / 副学長 Fukugakuchō)
แต่ละคนรับผิดชอบเฉพาะด้าน เช่น งานวิจัย งานการศึกษานานาชาติ ความหลากหลาย และการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม รองอธิการบดีเหล่านี้มักเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทั้งในและนอกสถาบัน ไม่จำกัดเฉพาะสายวิชาการ
1.3 กรรมการบริหารมหาวิทยาลัย (University Executives / 理事 Rijji)
มักเป็นผู้แทนจากฝ่ายนโยบายการศึกษา ภาคเอกชน หรือหน่วยงานภายนอกที่เข้ามาร่วมกำหนดทิศทางในฐานะ “Board of Trustees” โดยเปิดรับแนวคิดจากนอกมหาวิทยาลัยมากขึ้นเพื่อสร้างพลวัตทางการบริหาร
1.4 คณบดี/ผู้อำนวยการคณะ (Dean / 学部長 Gakubuchō)
ผู้บริหารระดับหน่วยงานวิชา ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างแนวนโยบายมหาวิทยาลัยกับการปฏิบัติจริงภายในคณะ คณบดีต้องมีบทบาทมากขึ้นในการบริหารงบประมาณ วิจัย และบุคลากร
2. ระบบ “คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย” (University Governance Council)
หลายมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น โดยเฉพาะแห่งที่เป็น National University Corporation ได้จัดตั้ง “University Governance Council” หรือ “Daigaku Uneikai (大学運営会議)”
ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับสูงที่มีหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยทั้งด้านการเงิน การจ้างงาน และการปรับโครงสร้าง
จุดเด่นคือการเปิดให้ ภาคเอกชน หรือบุคคลภายนอกเข้ามามีบทบาทในคณะกรรมการ เพื่อสร้างระบบ ตรวจสอบถ่วงดุล (Check and Balance) และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
ตัวอย่าง: มหาวิทยาลัยโตเกียว (The University of Tokyo) มีคณะกรรมการที่เชิญผู้บริหารจาก Softbank, Sony, และผู้แทนจากกระทรวงมาร่วมกำหนดนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่ “Global University”
3. บทบาทของผู้นำกับประสิทธิภาพการดำเนินงาน
3.1 ผู้นำที่กล้าเปลี่ยนแปลงและเน้นผลลัพธ์
อธิการบดีในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นสมัยใหม่มี KPI ชัดเจน เช่น
- จำนวนผลงานวิจัยที่เข้าสู่ฐานข้อมูลนานาชาติ
- อัตราการจ้างงานบัณฑิต
- รายได้จากอุตสาหกรรม
- National และ International Patents
- และระดับความพึงพอใจของนักศึกษา
3.2 การกระจายอำนาจแบบ “Top-down with feedback”
แม้จะมีลักษณะ “บนสั่งล่างทำ” อยู่บ้าง แต่ผู้นำญี่ปุ่นมักรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการนักศึกษา สมาคมศิษย์เก่า และภาควิชาต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงนโยบาย
3.3 ระบบติดตามและประเมินผล (Evaluation and Accountability)
ผู้บริหารระดับสูงต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อกระทรวงศึกษาธิการและต่อสาธารณชนในรูปแบบ Annual Report พร้อมเปิดเผยข้อมูลทุกด้านอย่างโปร่งใส
4. บทเรียนสำหรับมหาวิทยาลัยไทย
4.1 ระบบบริหารแบบมีประสิทธิภาพ ต้องไม่ยึดติดกับระบบอาวุโส
หลายมหาวิทยาลัยไทยยังเลือกผู้บริหารตามระบบ “อาวุโส” หรือ “สายวิชาการเท่านั้น” ซึ่งอาจขาดมุมมองการบริหารยุคใหม่ จำเป็นต้องเปิดกว้างให้คนที่มีศักยภาพด้านการจัดการ แม้จะไม่ได้มีสายวิชาการโดยตรง
4.2 ควรมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้าร่วมกำหนดทิศทาง
ประเทศไทยควรสร้าง “สภามหาวิทยาลัย” ที่มีบทบาทจริงจังในการกำหนดนโยบายมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เพียงเชิงพิธีกรรม แต่ให้ภาคเอกชน องค์กรนานาชาติ หรือ Alumni ที่มีวิสัยทัศน์ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
4.3 ยกระดับ KPI และระบบประเมินผลงานของผู้บริหาร
ควรออกแบบระบบวัดผลผู้นำระดับอธิการบดีและคณบดีด้วยเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และสะท้อนผลลัพธ์เชิงระบบ เช่น จำนวนความร่วมมือระหว่างประเทศ รายได้จากงานวิจัย หรือความพึงพอใจของนักศึกษาและสังคม
4.4 ใช้แนวปฏิบัติเฉกเช่นบรรพบุรุษและวีรบุรุษในอดีตที่นำพาประเทศชาติพ้นวิกฤต
ข้อนี้ ง่ายๆ ตรงๆ หากนึกไม่ออก ขอให้มองประเทศญี่ปุ่นที่กลายเป็นประเทศผู้แพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศชาติวิกฤตในทุกด้าน ดังนั้น ประชาชนต้องเชื่อมั่นในผู้นำประเทศ ต้องเดินตามกรอบการทำงานที่วางไว้โดยยึดเอาความอยู่รอดและปากท้องของประชาชนเป็นที่ตั้งสำคัญที่สุด มองแบบนี้น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก
การจะ “รวมพลังไม่ให้ล้ม” ของมหาวิทยาลัย ไม่สามารถพึ่งแค่งานวิจัยดี ตีพิมพ์เยอะ คณาจารย์เก่ง หรือโครงสร้างสถาบันเพียงลำพัง แต่ต้องมีกลไกผู้บริหารที่มีคุณภาพ มีวิสัยทัศน์ และมีระบบกำกับตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ
บทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นสะท้อนให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยจะ “อยู่รอด” ในโลกใหม่ได้ ต้องกล้าท้าทายโครงสร้างเก่า และเปิดพื้นที่ให้ผู้นำที่พร้อม “บริหารมหาวิทยาลัยเหมือนการบริหารประเทศ” … ด้วยเป้าหมายเพื่อสร้างคน สร้างปัญญา และสร้างอนาคตครับ
To be continued…
เรื่องแนะนำ :
– รวมพลังไม่ให้ล้ม: บทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นสู่สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย (ตอนที่ 2)
– รวมพลังไม่ให้ล้ม: บทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นสู่สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย (ตอนที่ 1)
– อาหวังแห่งแดนดิจิทัล: ความหวังดี หรือเส้นบางของความหลงใหล?
– Fujii Kaze: สุดยอดศิลปินซอฟพาวเวอร์แห่งแดนอาทิตย์อุทัย
– หลากสีในดินแดนอาทิตย์อุทัย: เสียงแห่งความภาคภูมิใจของ LGBTQ+ ในญี่ปุ่น
#รวมพลังไม่ให้ล้ม: บทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นสู่สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย (ตอนที่ 3) องค์ประกอบผู้บริหารในมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นและประสิทธิภาพการทำงาน #บทเรียนจากญี่ปุ่น


