Karoshi Syndrome – – ทำงานจนตาย ใครว่าไม่มีอยู่จริง!
ชาวแดนปลาดิบนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในชนชาติที่จริงจังตั้งใจและค่อนข้างทุ่มเทในเรื่องใดๆ ก็ตามที่ทำอยู่ บ่อยครั้งเราจึง ได้รับรู้เรื่องราววัฒนธรรมการทำงานหนักหักโหมของบรรดาพนักงานออฟฟิศในประเทศนี้ผ่านทางซีรี่ส์หรือภาพยนตร์จนเป็นที่คุ้นตา ดูผ่านๆ ก็ให้ความรู้สึกแวบแรกเหมือนกับว่าเป็นเรื่องดีที่ผู้คนล้วนตั้งใจทำงาน แต่พอดูไปนานๆ นี่กลับกลายเป็นปัญหาสำคัญจนทำให้มนุษย์วัยทำงานหลายคนล้มตายแบบไม่ทันตั้งตัว!
และนี่ละคือภัยเงียบซึ่งถือกำเนิดในญี่ปุ่นที่ชื่อว่า ‘Karoshi Syndrome’

‘งานหนักไม่เคยฆ่าใครตาย’ น่าจะใช้ไม่ได้ในยุคนี้ซะแล้วละ! เพราะปัจจุบันนี้โรคยอดฮิตของคนวัยทำงานชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเรียกว่า คาโรชิ ซินโดรม นั้นได้รับการยอมรับทางการแพทย์แล้วว่าเป็นโรคซึ่งทำให้ผู้คนเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายฉับพลัน เกิดอาการทางหลอดเลือดในสมอง เกิดการขาดสารอาหารและเบื่ออาหารเนื่องจากความเครียด หรือแม้กระทั่งเกิดภาวะกดดันในจิตใจจากการทำงานจนนำไปสู่การฆ่าตัวตายซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่า karōjisatsu ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอาการที่มีสาเหตุหลักจากความเครียดในการทำงานอย่างหักโหมของบรรดามนุษย์เงินเดือนชาวญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศทั่วโลก
ที่สำคัญคือยังมีสถิติผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี!
หลังการต้องเผชิญกับความย่อยยับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นก็ได้พบกับหนทางการเป็นมหาอำนาจในรูปแบบใหม่ ด้วยการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งต้องแลกมาด้วยการทำงานอย่างหนักหน่วงของผู้คนในประเทศ ซึ่งหลายคนในนิยามว่านี่เป็นโรคระบาดในรูปแบบใหม่ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น
มีรายงานจากบทความขององค์การแรงงานระหว่างประเทศในปี ค.ศ.2013 ถึงกรณีตัวอย่างของผู้ป่วยโรค คาโรชิ ซินโดรม 4 แบบ ซึ่งมักพบได้ในประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทแปรรูปอาหารขบเคี้ยวแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องทำงานถึงสัปดาห์ละ 110 ชั่วโมง จนกระทั่งเกิดอาการหัวใจวายเมื่ออายุ 34 ปี, พนักงานขับรถซึ่งต้องทำงานถึงปีละ 3,000 ชั่วโมง โดยต้องทำงานต่อเนื่องสูงสุดถึง 15 วันโดยไม่ได้หยุดพัก ก่อนจะกลายเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในวัย 37 ปี, พนักงานโรงพิมพ์ในโตเกียวที่ต้องทำงานถึงปีละ 4,320 ชั่วโมง โดยบางครั้งต้องทำงานทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน ซึ่งลงเอยด้วยการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดในสมองด้วยวัย 58 ปี ปิดท้ายที่พยาบาลสาววัยเพียง 22 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย หลังจากที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่อง 34 ชั่วโมง ถึง 5 ครั้งต่อเดือน นอกจากนั้นยังพบว่าความเครียดและความกดดันจากการทำงานอย่างหนักยังส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้ และลงท้ายด้วยสิ่งที่ร้ายแรงที่สุดอย่างเช่นการตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง
ผู้ป่วยโรค คาโรชิ ซินโดรม เคสแรก เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ.1969 โดยเสียชีวิตด้วยอาการหลอดเลือดทางสมองในวัย 29 ปี จากการทำงานอย่างหนักในแผนกขนส่งของบริษัทหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งต้องทำงานล่วงเวลาต่อเนื่องสะสมจนทำให้เกิดอาการผิดปกติของร่างกาย แต่แทนที่จะได้รับความเห็นใจ เค้ากลับถูกบังคับให้ทำงานหนักขึ้นจนกระทั่งเสียชีวิตในที่สุด! จึงเกิดคำนิยามเฉพาะที่ใช้เรียกผู้ที่มีอาการป่วยหรือเสียชีวิตจากการทำงานอย่างหนักเกินไปว่า Karoshi ซึ่งมีความหมายในภาษาญี่ปุ่นว่า death by overwork นั่นเอง!
ต่อมาในช่วงปี ค.ศ.1980 และ ค.ศ.1990 เกิดภาวะฟองสบู่แตกในประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้มีการลดจำนวนพนักงานครั้งใหญ่ ในขณะที่ปริมาณงานยังคงมหาศาลเท่าเดิม ทำให้พนักงานที่ได้ไปต่อต้องแบกรับภาระการทำงานอย่างหนักหน่วงเอาไว้ เพื่อรักษาหน้าที่การงานให้ยังคงอยู่
แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะพยายามออกกฎหมายเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการใช้งานพนักงานหนักเกินไป แต่ในปัจจุบันก็ยังคงพบเห็นเรื่องราวเหล่านี้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ระบุให้พนักงานทำงานตั้งแต่เช้าจนถึง 4 ทุ่มทุกวัน โดยมีสวัสดิการเป็นเบนโตะอาหารเย็นให้ หรือพนักงานโรงงานที่ได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน แต่กลับต้องขับรถไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาด้วยตนเอง เนื่องจากบริษัทแจ้งว่าเป็นเหตุที่เกิดจากความประมาทส่วนบุคคล เพื่อปกป้องประวัติด้านความปลอดภัยในการทำงานของบริษัทเอาไว้ ในบางเคสของพนักงานหญิงที่เจอ นอกจากเธอจะต้องทำงาน 60 – 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ตลอดเวลาแล้ว เธอยังต้องกดดันกับการที่ผู้บริหารในบริษัทแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปร่างหรือน้ำหนักของเธอตลอดเวลา เนื่องจากต้องการรักษาภาพลักษณ์ของบริษัทซึ่งดำเนินกิจการเกี่ยวกับเจ้าสาวและการแต่งงาน นอกจากนั้น ยังต้องเจอกับเจ้านายผู้ชายที่พยายามพูดติดตลกเพื่อให้พวกเธอเปลื้องผ้าในงานปาร์ตี้ หรือในบางบริษัทใช้วิธีปรับนาฬิกาเพื่อให้พนักงานทำงานเกินเวลาโดยไม่ต้องจ่ายเงิน OT อีกด้วย
เรื่องราวของ คาโรชิ ซินโดรม อยู่คู่กับวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นมาเนิ่นนาน จนเมื่อปี ค.ศ. 2015 เรื่องราวของโรคนี้ได้กลับมาเป็นที่พูดคุยกันอีกครั้ง หลังเกิดเหตุการณ์ที่มนุษย์เงินเดือนชาวญี่ปุ่นนามว่า Matsuri Takahashi วัย 24 ปี ได้ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองเนื่องจากความเครียดและเหนื่อยล้าจากการต้องทำงานล่วงเวลาหลายสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ และก่อนที่จะเสียชีวิต เธอทวีตข้อความว่า “ฉันทำงานประมาณ 20 ชั่วโมงต่อวัน แต่ฉันไม่รู้ว่าตัวเองมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร และมันทำให้ฉันหัวเราะ”
รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามจัดตั้งโครงการทดสอบความเครียดสำหรับพนักงานในบริษัททั่วไป แต่โครงการนี้กลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก เนื่องจากพนักงานแต่ละคนมักจะประเมินความเครียดของตนเองต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้ผลการสำรวจที่ได้เกิดความผิดพลาดค่อนข้างสูง ในระยะหลังๆ จึงมีการนำ AI เข้ามาใช้ในการช่วยประเมินผล ซึ่งทำให้พนักงานที่เข้าร่วมการประเมินมีความกล้าในการกรอกข้อมูลตามความเป็นจริงมากขึ้น เนื่องจากจะมีการแจ้งผลลัพธ์จากการประเมินแบบส่วนบุคคลโดยไม่เปิดเผย ส่งผลให้ผู้ประเมินสามารถเสนอโปรแกรมทางเลือกในการบำบัดความเครียดได้อย่างตรงจุด
ในปี ค.ศ.2017 รัฐบาลญี่ปุ่นมีการประกาศแคมเปญ Premium Friday โดยขอให้บริษัทต่างๆ เลิกงานได้ในเวลา 15.00 น. ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน แต่จากการสำรวจของหนังสือพิมพ์ธุรกิจ Nikkei กลับพบว่ามีบริษัทถึง 45% ที่ไม่มีแผนจะดำเนินการตามแคมเปญนี้ ในขณะที่บริษัทใหญ่ๆ หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Toyota Motor เริ่มจำกัดการทำงานล่วงเวลาเอาไว้ที่ 360 ชั่วโมงต่อปี Nissan มีนโยบายให้พนักงานทำงานจากสถานที่นอกออฟฟิศเพื่อจะได้มีเวลาดูแลครอบครัวเพิ่มขึ้น บางบริษัทเริ่มกำหนดให้พนักงานออกจากออฟฟิศทันทีเมื่อถึงเวลาเลิกงาน หรือ Mitsubishi UFJ Trust & Banking ซึ่งเป็นแผนกย่อยของกลุ่มธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นก็อนุญาตให้พนักงานกลับก่อนเวลาได้ถึง 3 ชั่วโมง ตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 เป็นต้นมา แต่ตามสถิติเมื่อปี ค.ศ.2009 กลับมีพนักงานเพียง 34 คน จาก 7,000 คนที่ลงชื่อเพื่อขอใช้สิทธิ์นี้!
นอกจากการพยายามออกกฎหมายมาควบคุมเรื่องการใช้แรงงานแล้ว ยังมีการจัดตั้งสายด่วน Karoshi ขึ้นมา เพื่อให้ผู้คนซึ่งทำงานหนักเกินไปได้มีที่ปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่พวกเค้ารู้สึกอัดอั้นตันใจ แต่สิ่งที่ได้กลับมาจากการบันทึกสถิติของสายด่วนสายนี้ กลับเป็นว่าผู้ที่โทรมาปรึกษาเรื่องต่างๆ มักกลายเป็นบรรดาภรรยาของผู้ที่เสียชีวิตหรือมีความเสี่ยงจาก คาโรชิ ซินโดรม ซะมากกว่า
ในปัจจุบัน หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งจึงเริ่มหันมาทำอาชีพซึ่งเรียกว่า Freeters โดยจะทำงานแลกกับเงินค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงมากกว่าการเป็นพนักงานประจำในบริษัทใดๆ
ดูเหมือนว่าในทุกวันนี้ ปัญหาสุขภาพจาก คาโรชิ ซินโดรม ในญี่ปุ่น กำลังได้รับการตระหนักรู้และใส่ใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันวัฒนธรรมการทำงานหนักก็ยังคงไม่เลือนหายไปจากประเทศนี้ หลายคนที่เคยไปญี่ปุ่นจึงอาจจะเคยเห็นเหล่าบรรดา Salary Man ซึ่งมักใช้การดื่มสังสรรค์เป็นทางออกในการผ่อนคลายหลังเลิกงาน นอนหลับสิ้นสภาพอยู่ข้างถนนหรือแม้กระทั่งบนรถไฟในชุดสูทจนกลายเป็นภาพชินตา
ท้ายสุดของการหยิบยกเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง เราแค่หวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นเหมือนกระจกคอยส่องให้คุณได้หาจุดบาลานซ์ของตัวเองให้ได้ เพราะการทำงานก็สำคัญ แต่สุขภาพร่างกายก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้อีกเช่นกัน
อย่าลืมมองหา Work Life Balance เพื่อความสมดุลย์ในการใช้ชีวิตและการทำงานให้เจอ!
เรื่องแนะนำ :
– ‘Seijokankidan’ ขนมหวาน 1,000 ปี ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น!
– Harikuyo – มาจัดงานศพให้เข็มเย็บผ้ากัน!
– เมื่อผู้คนในดินแดนแห่งอุตสาหกรรม AV กลับหันหลังให้ SEX มากขึ้นทุกทีในชีวิตจริง!
– 10 พิกัด Hiking ดูใบไม้เปลี่ยนสีในญี่ปุ่นแบบฉ่ำๆ ให้หนำใจ!
– Kanazawa – เมืองที่นำพาทองคำเปลวสู่การเป็นมรดกโลก!
– อัพเดท 11 แอพพลิเคชั่นปี 2024 – – มีติดไว้ เที่ยวญี่ปุ่นง่ายขึ้นแน่นอน!
อ้างอิงข้อมูลและรูปภาพจาก:
https://blog.gaijinpot.com/stories-about-toxic-work-environments-in-japan/
https://en.wikipedia.org/wiki/Karoshi
https://www.weforum.org/stories/2024/10/japan-karoshi-overwork-crisis-innovation/
https://blog.gaijinpot.com/stories-about-toxic-work-environments-in-japan/
https://www.weforum.org/stories/2024/10/menopause-womens-health-equality-workplace/
#Karoshi Syndrome – – ทำงานจนตาย ใครว่าไม่มีอยู่จริง!


