พระญี่ปุ่นทำมัมมี่ตัวเอง ดับสูญเพื่อคงอยู่นิรันดร์
พระสงฆ์ที่มรณภาพไปแล้ว แต่ร่างกายไม่เน่าเปื่อย กลับกลายเป็นหิน เป็นเรื่องราวที่เราพอจะเห็นผ่านตากันมาบ้าง ในญี่ปุ่นก็มีเรื่องราวลักษณะเดียวกันนี้ ซึ่งความน่าสนใจคือ พระเหล่านี้เปลี่ยนแปลงร่างกายให้เป็นมัมมี่ด้วยตัวเอง และยังมีลมหายใจแม้กระทั่งตอนอยู่ในหลุมศพ
“โซคุชินบุตสึ” ศพที่กลายเป็นพระพุทธรูป
ช่วงที่การทำมัมมี่ตัวเองเป็นที่นิยมมากๆ คือช่วงปี ค.ศ.1600-1800 เหล่าพระสงฆ์นิกายชินงอนและนักบวชลัทธิชูเก็นโด ตั้งใจเตรียมพร้อมร่างกายเป็นปีๆ สู่การตายเป็นพระมัมมี่ ซึ่งร่างกายที่คงอยู่ตลอดไปดั่งพระพุทธรูป เรียกว่า โซคุชินบุตสึ (即身仏)
“โซคุชินบุตสึ” ต่างจากมัมมี่ของอียิปต์ที่จะเอาเครื่องในออกก่อน แล้วเอาศพไปดอง แต่โซคุชินบุตสึคือการที่ร่างกายกลายเป็นมัมมี่ขณะยังมีชีวิต สมอง อวัยวะภายในยังอยู่ครบ
การทำโซคุชินบุตสึที่เก่าแก่ที่สุดนั้นเกิดย้อนไปถึงปี ค.ศ.1363
ต่อมา ช่วง ค.ศ.1600 พระในนิกายชินงอนได้ทำโซคุชินบุตสึสำเร็จ และได้ปฏิบัติสืบทอดกันมา ซึ่งการทำโซคุชินบุตสึ จะต้องมีการเตรียมร่างกายอย่างดี และใช้เวลารวมทั้งหมด 3,000 วัน
อดอาหาร ดื่มยาพิษ บำเพ็ญเพียรทรหด 2,000 วัน
เริ่มด้วยการบำเพ็ญเพียรในป่าบนภูเขา
1,000 วันแรก งดพืช 5 อย่าง ได้แก่ ข้าว ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี ถั่วแดง และถั่วเหลือง
ระหว่างนี้จะกินแค่เปลือกไม้ รากไม้ พืชผัก เห็ดบนภูเขา
หลังจากนั้นก็ลงจากภูเขา ออกเดินบิณฑบาตข้ามจังหวัด หรือเดินทางไปยังวัดต่างๆ ทั่วประเทศ
1,000 วันต่อมา ให้งดพืช 10 อย่าง โดยเพิ่มจากเดิม คือ โซบะ ข้าวโพด หญ้าปล้องละมาน ข้าวฟ่างหางกระรอก และข้าวฟ่างไม้กวาด
ระหว่างเดินทาง อาจจะได้รับบริจาคเงินและอาหาร ซึ่งพระจะนำไปแจกจ่ายให้ผู้ยากไร้ผู้เจ็บป่วย
ขั้นตอนของการงดอาหารและเดินทางไกลเป็นเวลา 2,000 วัน เป็นขั้นตอนเพื่อกำจัดไขมันและน้ำออกจากร่างกาย ให้ร่างกายเข้าใกล้สภาพมัมมี่ และยังทำให้อัตราไนโตรเจนในร่างกายลดลง ลดการเติบโตของแบคทีเรียที่ทำให้ร่างกายเน่าเสียง่าย
ขั้นต่อมา คือการป้องกันไม่ให้อวัยวะภายในเน่าเปื่อยและไม่ให้แมลงเติบโตในร่างกายภายหลัง
พระจะดื่มชาพิษ ที่ทำจากยางของต้นอูรูชิ (ต้นรัก) ซึ่งปกติเอาไว้ใช้เคลือบชามภาชนะ เมื่อดื่มแล้วจะทำให้อาเจียน ช่วยกำจัดของเหลวในร่างกาย และยังช่วยฆ่าหนอนที่อาจทำให้ร่างกายเน่าเปื่อยเมื่อเสียชีวิต บางคนก็ดื่มน้ำจากแหล่งน้ำที่มีสารหนูเจือปน โดยสารหนูจะทำหน้าที่เหมือนเป็นสารกันบูดในร่างกาย
สวดมนต์ในหลุมศพ 1,000 วัน
พระที่บำเพ็ญเพียรและเตรียมร่างกายพร้อมแล้ว จะเข้าไปอยู่ในหลุมฝังศพหิน ขั้นตอนนี้เรียกว่า โดจูนิวโจ (土中入定) หลุมฝังศพหินมีขนาดพอดีตัวสำหรับท่านั่ง อยู่ลึกใต้ดินประมาณ 3 เมตร ด้านในเป็นโลงศพไม้ พระจะลงไปนั่งขัดสมาธิสวดมนต์ในหลุมศพ พร้อมระฆัง 1 ใบ ลูกศิษย์จะปิดผนึกด้านบน รอบกล่องเต็มไปด้วยถ่านไม้ เพื่อดูดความชื้นและขจัดกลิ่น
หลุมศพมีช่องด้านบนเชื่อมกับกระบอกไม้ไผ่ เพื่อให้มีออกซิเจนเข้าไปในหลุมศพ และอีกสาเหตุคือเพื่อส่งเสียงสั่นระฆัง
ทุกวัน ลูกศิษย์จะตีระฆังในเวลาที่กำหนด ถ้าพระในหลุมศพสั่นระฆังตอบ แปลว่ายังมีชีวิตอยู่ เมื่อใดที่ไม่มีเสียงระฆังตอบกลับมา (หลังจากเข้าไปในหลุมศพราว 1 สัปดาห์) ลูกศิษย์จะนำกระบอกไม้ไผ่ออก และปิดตายหลุมฝังศพ นั่นแปลว่า พระในโลงศพที่มืดมิดได้ค่อยๆ กลายเป็นมัมมี่ด้วยตัวเองขณะที่ยังมีลมหายใจ
แต่ไม่ใช่ว่าพระทุกรูปที่บำเพ็ญเพียรตามขั้นตอนเหล่านี้จะกลายเป็นโซคุชินบุตสึ บางรูปก็เน่าเปื่อยไปตามธรรมชาติ กว่าจะรู้ผล คือ 1,000 วันต่อมา
หลังจากพระเข้าไปในหลุมศพ 1,000 วัน จึงจะมีการขุดขึ้นมา หากพบโซคุชินบุตสึ ก็จะนำมาประดิษฐานในวัด เป็นที่เคารพบูชา ซึ่งพระที่กลายเป็นโซคุชินบุตสึ มักจะอยู่ในท่าขัดสมาธิ พนมมือสวดมนต์ แต่หากพบว่าศพเน่าเปื่อยไป ก็จะจัดพิธีรำลึกให้ในฐานะพระไร้ญาติ
โซคุชินบุตสึที่หลงเหลือมาจนปัจจุบัน
โซคุชินบุตสึที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ พระชินเนียวไค มีอายุถึง 96 ปี (เป็นเรื่องเหลือเชื่อมากที่อายุยืนขนาดนี้ในยุคสมัยนั้น) และกลายเป็นโซคุชินบุตสึในปี ค.ศ.1783
ปัจจุบันร่างยังประดิษฐานอยู่ที่วัดไดนิจิโบ บนภูเขายูโดโนะ จ.ยามากาตะ ซึ่งเป็นภูเขาที่พระหลายรูปไปบำเพ็ญเพียรเพื่อกลายร่างเป็นมัมมี่ มีหลักฐานว่าบ่อน้ำพุในพื้นที่นี้มีสารหนูในปริมาณสูง เป็นตัวช่วยที่ทำให้เหล่าพระสงฆ์ทำมัมมี่ตัวเองได้สำเร็จ
การบำเพ็ญเพียรเพื่อเป็นโซคุชินบุตสึ ถูกสืบทอดสู่ลูกศิษย์ลูกหา จนในปี ค.ศ.1880 รัฐบาลญี่ปุ่นออกกฎหมายห้ามการฆ่าตัวตายและการขุดหลุมฝังศพ เท่ากับห้ามการทำโซคุชินบุตสึ นั่นเอง
ซึ่งหลังจากนั้นก็ยังมีพระที่แอบทำโซคุชินบุตสึอยู่ และมีการขุดหลุมศพหลังครบ 1,000 วันอย่างลับๆ โดยผู้ศรัทธา ซึ่งพระที่กลายเป็นโซคุชินบุตสึรูปสุดท้าย ถูกขุดขึ้นมาในปี ค.ศ.1903
โซคุชินบุตสึที่ถูกค้นพบและหลงเหลือให้เยี่ยมชมได้ในทุกวันนี้มีอยู่เพียง 17 แห่ง ซึ่งก็อาจจะมีพระอีกหลายรูปที่ไม่ได้ถูกขุดพบ รวมถึงมีพระอีกมากมายที่พยายามบำเพ็ญเพียร แต่ไม่สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม นับได้ว่าพระทุกรูปที่พยายามฝึกตนให้กลายเป็นโซคุชินบุตสึ ล้วนได้ช่วยเหลือผู้คนในตอนมีชีวิต และมีปณิธานแรงกล้าที่อยากช่วยเหลือผู้คนให้พ้นจากความทุกข์ยาก ถึงได้ตัดสินใจฝึกตนให้กลายเป็นพระพุทธรูป เพราะจะได้ประทานพรให้ผู้คนที่มาอธิษฐานและเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้ผู้คนไปได้ตลอดกาล
เรื่องแนะนำ :
– ป่าอาโอกิงาฮาระ (Aokigahara) หลุมศพหมู่สุดหลอน
– ห้างดังโตเกียวจัดเทศกาลซากุระ
– 5 อันดับประเทศที่ญี่ปุ่นส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด
– JR East เปิดตัวชินคันเซ็นรุ่นใหม่
– JAL เปิดตัวเครื่องบินลายกันดั้ม!
ที่มาและรูปภาพ :
https://www.driveplaza.com/trip/michinohosomichi/ver102/index.html
https://tabi-mag.jp/yg0224/
https://www.nippon.com/ja/japan-topics/g02008/
https://niigata-kankou.or.jp/blog/373
http://syakeassi.xsrv.jp/3533
#พระญี่ปุ่นทำมัมมี่ตัวเอง ดับสูญเพื่อคงอยู่นิรันดร์


