ญี่ปุ่นยังคงลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง
หลายปีมานี้สังคมไทยเริ่มรับรู้ว่าเงินทุนจากจีนหลั่งไหลเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้นไม่หยุดจนญี่ปุ่นเริ่มมีบทบาทในไทยน้อยลง กระทั่งหลายคนก็มองว่าญี่ปุ่นหมดยุครุ่งเรืองในไทยไปแล้ว บ้างก็ว่าญี่ปุ่นถอนทุนจากไทยแล้วย้ายไปประเทศอื่นก็มี วันนี้เลยชวนผู้อ่านลองมาดูตัวเลขกันจริง ๆ ว่าเป็นอย่างไรกันแน่สัก 3 ปีย้อนหลัง (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)

ในปี 2566 พบว่าเงินลงทุนจากต่างชาติที่มากที่สุดอันดับ 1 คือญี่ปุ่น โดยลงทุน 20.5% ของเงินลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด

ต่อมา ปี 2567 เงินลงทุนจากต่างชาติที่มากที่สุดอันดับ 1 ก็ยังเป็นญี่ปุ่น คือลงทุน 27% ของเงินลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด

ปี 2568 ข้อมูล 3 เดือนแรกคือตั้งแต่มกราคมถึงมีนาคม พ. ศ. 2568 ก็ยังคงเป็นญี่ปุ่นที่ครองอันดับ 1 คือลงทุน 21% ของเงินลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากดูที่ตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้วจะพบว่าตั้งแต่ปี พ. ศ. 2566 นั้น จีนครองอันดับมากกว่าญี่ปุ่นไปแล้ว ทำให้เป็นที่ถกเถียงกันได้ว่า จริง ๆ แล้วจีนหรือญี่ปุ่นที่ลงทุนในไทยมากกว่ากันแน่ ผู้เขียนเองมีความเห็นส่วนตัวว่าแนวทางการลงทุนของจีนและญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างต่างกัน โดยจีนจะมีแนวโน้มเอียงไปทางการลงทุนผ่านบริษัทคนจีน เอเย่นต์คนจีน จ้างพนักงานคนจีน ทุกอย่างเป็นจีนแบบต้นน้ำถึงปลายน้ำ เงินเลยไม่ค่อยหมุนเข้าระบบไทยเท่าไร ในขณะที่ญี่ปุ่นแม้จะมีการลงทุนผ่าน BOI พอสมควร แต่ก็ยังลงทุนตาม พ. ร. บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ. ศ. 2542 ครองอันดับ 1 อยู่ดีเมื่อเทียบกับเงินทุนจากต่างชาติทั้งหมด
แต่เมื่อพิจารณายอดคงค้างเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI Stock) จะพบว่าญี่ปุ่นครองแชมป์อันดับ 1 มาหลายปีติดกัน (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) โดยแต่ละแหล่งข้อมูลมีตัวเลขที่ต่างกันไปบ้างขึ้นกับเดือนใดและปีใดที่สรุปข้อมูล ต้องไป Double-check กันอีกรอบว่าแหล่งไหนเว็บไหนคำนวณตัวเลขตัวใดบ้าง
แต่สิ่งที่สรุปได้คือ เงินทุนจากจีนดูเหมือนจะหวือหวา แต่ระยะยาวยังต้องจับตามอง ในขณะที่เงินทุนจากญี่ปุ่นค่อนข้างมองไทยเป็นตลาดที่น่าลงทุนมาหลายทศวรรษ แม้ว่าเงินทุนจีนผ่าน BOI จะแซงญี่ปุ่นไปแล้ว แต่ระยะยืนยาวยังต้องจับตามอง คิดว่าการสร้างสมดุลย์ระหว่างทุนจีนและทุนญี่ปุ่นให้ดีนั้นน่าจะเกิดประโยชน์ต่อไทยมากกว่าเลือกข้างใดข้างหนึ่งระหว่างจีนและญี่ปุ่น และสรุปว่าการรู้ภาษาญี่ปุ่นนั้นยังคงทำมาหากินต่อไปได้อย่างแน่นอน
ติดตามผลงานเขียนทั้งหมดของวีรยุทธได้ที่ >> https://www.facebook.com/Weerayuths-Ideas
เรื่องแนะนำ :
– สาเหตุที่คาราเต้และกังฟูอยู่รวมกันได้ในภาพยนตร์ Karate Kid: Legends
– ชื่อคณะแปลก ๆ ในมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น
– การทำกระบวนการ ‘ชินโต (浸透)’ ในบริษัทเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กร
– ประเทศญี่ปุ่นมีอาชีพ ‘นักสู้’
– จำนวนผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นเริ่มลดลงทั้งในไทยและต่างประเทศ
#ญี่ปุ่นยังคงลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง


