ญี่ปุ่น ความพ่ายแพ้ในเอเซี่ยนคัพ
ภาพประกอบโดย WALK on CLOUD
เหตุการณ์ช็อคโลกเมื่อฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นพบกับความพ่ายแพ้ในศึกเอเซี่ยนคัพ 2023 รอบแปดทีมสุดท้าย ถูกอิหร่านพลิกแซงในครึ่งหลังด้วยสกอร์ 2-1 แถมญี่ปุ่นเสียจุดโทษในนาทีบาปด้วย
เต็งหนึ่งอย่างญี่ปุ่น ผู้มี FIFA ranking อันดับ 17 (ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2023) พ่ายแพ้ให้กับ อิหร่าน ผู้มี FIFA ranking อันดับ 21 (ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2023)
แม้นอันดับไม่ได้ต่างกันมาก ทุกคนคงมีภาพจำกับญี่ปุ่นที่สามารถโค่นเยอรมันและสเปนในฟุตบอลโลกรอบล่าสุดช่วงรอบแบ่งกลุ่ม และสามารถผ่าน group of death เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้
แต่มาวันนี้ญี่ปุ่นที่แลดูแข็งแกร่งกับพ่ายแพ้ไป สถานการณ์ได้กลับตาลปัตร ญี่ปุ่นกลายเป็นทีมแกร่งที่ผู้คนคาดหวังสูง กลับเจอทีมที่แลดูขุมกำลังด้อยกว่าอย่างอิหร่านเอาชนะได้
บรรยากาศหลังเกมจบ ผู้เล่นอิหร่านร้องไห้ด้วยความรู้สึกว่าพวกเขาได้กำราบยักษ์ใหญ่ทางลูกหนังของทวีปเอเชียลงสำเร็จได้ ด้วยดีกรีผู้เล่นของญี่ปุ่นนั้นไปค้าแข้งอยู่ในยุโรปเป็นจำนวนมาก อยู่ในพรีเมียร์ลีก บุนเดสลีกา และ ลาลีกา
ส่วนผู้เล่นส่วนใหญ่ของอิหร่านยังค้าแข้งอยู่ในลีกอิหร่าน มีหนึ่งคนที่ค้าแข้งในพรีเมียร์ลีก กับอีกหนึ่งคนเล่นในซีรี่ย์ A ที่เหลือมีเล่นในลีกของกรีก,รัสเซีย
แต่ฟุตบอลทีมชาตินั้น ประเด็นอยู่ที่ผู้เล่นไม่ได้อยู่เข้าค่ายร่วมกันนานๆ พวกเขาถูกเรียกมารวมตัวกันเฉพาะกิจให้กับภารกิจทีมชาติ มันขึ้นอยู่กับว่า ในบอลทัวร์นาเมนต์นั้น จะปรับจูนผู้เล่นที่เล่นฟุตบอลต่างระบบในสโมสรของตัวเอง, ให้มาเล่นร่วมกันในเวลาสั้นๆ ด้วยแผนการเล่นแบบไหนได้
ญี่ปุ่นที่นำ 1-0 ในช่วงครึ่งแรก แต่ครึ่งหลังเจอการปรับแผนของอิหร่านโดนบอมบ์ด้วยลูกโยนยาว ญี่ปุ่นมิอาจต่อต้านแผนการนี้ได้จึงโดนลงโทษไป
ความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในเอเชี่ยนคัพนี้ เป็นเพียงหนึ่งใน”กระบวนการ” ที่ญี่ปุ่นต้องเรียนรู้ในฐานะที่ทีมเป็นตัวเต็งและคู่แข่งผู้ที่เงยหน้ามองญี่ปุ่นในที่สูง คิดวิเคราะห์มาว่าจะต้องต่อกรกับราชันลูกหนังแห่งเอเชียได้อย่างไร
ความพ่ายแพ้นี้เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน
ญี่ปุ่นชนะเอเซี่ยนคัพครั้งแรกเมื่อปี 1992 หลังจากนั้นมีการจัดเอเซี่ยนคัพ 10 ครั้ง ญี่ปุ่นชนะเลิศรวมทั้งหมด 5 ครั้ง ซึ่งการตกรอบแปดทีมสุดท้ายมีเพียงสองครั้ง เมื่อปี 1996 เป็นสมัยที่ญี่ปุ่นยังไม่มีความแข็งแกร่งพอ ส่วนอีกครั้งเมื่อปี 2015 ที่ญี่ปุ่นแพ้การดวลจุดโทษหลังต่อเวลาเล่นไปถึง 120 นาที ก่อนเตะจุดโทษเรียกว่าเล่นได้ดีกดคู่แข่งได้ขาดแต่เพียงประตูชัยเท่านั้น
แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ที่เอเซี่ยนคัพ 2023 นั้นแลดูยิ่งใหญ่กว่านั้นนัก อย่างที่กล่าวข้างต้นว่า ญี่ปุ่นเต็มไปด้วยผู้เล่นระดับแพรวพราวในลีกยุโรป ซึ่งนักข่าวชาวญี่ปุ่นรู้สึกว่า ความผิดพลาดนี้อยู่กับที่ผู้จัดการทีมชาติญี่ปุ่น โมะริยะสุ ฮะจิเมะ เปลี่ยนตัวสำรองออกมาช้าเกินไป
นักข่าวญี่ปุ่นบอกว่า ผู้จัดการ โมะริยะสุ อาจจะไม่มีปรัชญาการทำทีมที่ชัดเจน สิ่งที่คงอยู่กับปากเขาในตอนรับงานคุมทีมชาติคือ “จากการป้องกันที่ดีเปลี่ยนเป็นการรุกที่ดี” หรือ offensive transition นี่เอง แต่สิ่งที่เป็นปัญหาต้องแก้ไขที่เห็นได้จากเอเซี่ยนคัพครั้งนี้คือ “หากเสียบอลแล้วจะป้องกันได้อย่างไร“ หรือ defensive transition นั่นเอง
เมื่อมองลึกกลับไปในอดีต ญี่ปุ่นก็เคยแพ้แบบโดนชาวบ้านยิงแซง ในสมัยฟุตบอลโลกปี 2006 กับออสเตรเลียด้วยสกอร์ 1-3, ในสมัยฟุตบอลโลกปี 2014 กับโกตดิวัวร์ด้วยสกอร์1-2, ในสมัยฟุตบอลโลกปี 2018 กับเบลเยี่ยมด้วยสกอร์ 2-3 (ญี่ปุ่นนำก่อน 2-0)
แน่นอนว่าเราไม่อาจจะหยิบยกเหตุการณ์บางอย่างแล้วเหมารวมไปว่า ฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่น มีนิสัยเสียที่ ”นำก่อนแล้วรักษาความได้เปรียบไว้ไม่ได้” เราเหมารวมแบบนั้นไม่ได้
ฟุตบอลลูกกลมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่งั้นแล้วเราจะดูฟุตบอลทำไมกัน
ความฝันของนักเตะชาวญี่ปุ่นที่จะคว้าแชมป์สมัยที่ 6 ได้ส้ินสุดลง พวกเขาต่างแยกย้ายกลับสโมสรของตนเอง กลับไปวิถีธุรกิจแบบปรกติ (business as usual)
ก้าวต่อไปของพวกเขาคือฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกนัดต่อไป เพื่อสัญญาปี 2050 ที่จะก้าวไปเป็นแชมป์โลกเวิร์ลคัพ
ความพ่ายแพ้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่อาจจะต้องก้าวผ่าน กลับมาทบทวนแล้วหาทางต่อไป ดูว่าอะไรที่พวกเขาเหล่านั้นจะส่งอิทธิพลต่อเกมฟุตบอลได้ เพื่อให้ผลลัพธ์จะได้ตามมา
ภาพประกอบ WALK on CLOUD
เรื่องแนะนำ :
– คนต่างชาติหางานในญี่ปุ่น
– คนต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ญี่ปุ่นได้ไหม
– ญี่ปุ่นกับกระแสฟุตบอลเอเชียนคัพ
– พาสปอร์ตญี่ปุ่นทรงพลัง
– อากาศสะอาดที่ญี่ปุ่น
อ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/2023_AFC_Asian_Cup_squads
https://sportiva.shueisha.co.jp/clm/football/jfootball/2024/02/04/post_35/?page=4
#คนต่างชาติหางานในญี่ปุ่น


