เมื่อกลับมาดู “Hana Kimi” อีกครั้งในวัยที่โตขึ้น ความรู้สึกจะเป็นยังไง?
ถ้าพูดถึงซีรีส์เอเชียในยุคบุกเบิกที่สร้างปรากฏการณ์ “หญิงสาวปลอมตัวเป็นชายแอบเข้าโรงเรียนชายล้วน” แล้วพล็อต “ฮาจนกรามค้าง” ในชนิดที่ว่าต้องถอดสมองดู เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกถึงเรื่อง Hana Kimi หรือ ชื่อภาษาไทย “สับขั้วมาลุ้นรัก” หรืออีกชื่อ “ปิ๊งรักสลับขั้ว” อย่างแน่นอน
ซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องนี้คือหนึ่งในความทรงจำวัยรุ่น ที่สดใสของใครหลายคน รวมถึงเราด้วยค่ะ เป็นเรื่องที่ดูซ้ำบ่อยมาก และล่าสุด Netflix ก็เอาเรื่องนี้มาฉายซ้ำ ก็เลยหยิบมาดูซ้ำอีกสักรอบ! วันนี้ก็เลยขอมาเล่าถึงเรื่องราวซีรีส์เรื่องนี้ให้หายคิดถึง พร้อมกับความรู้สึกหลังดูในวัยที่โตขึ้นกันค่ะ ว่าจะเป็นยังไง
ย้อนรอยตำนาน Hana Kimi
ก่อนจะไปที่ความรู้สึกหลังดู เรามาทบทวนความทรงจำกันหน่อยค่ะว่า ตำนาน “Hana Kimi” นี้ยิ่งใหญ่และถูกนำไปสร้างหลายครั้งมากๆ รวมทั้งหมดก็มากถึง 6 เวอร์ชันด้วยกันค่ะ!
จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดมาจาก มังงะ (Manga) ค่ะ เป็นผลงานของอาจารย์ฮิซายะ นาคาโจ (Hisaya Nakajo) ในชื่อ “Hanazakari no Kimitachi e” ที่ตีพิมพ์ในช่วงปี 1996-2004 ด้วยความฮิตถล่มทลาย จึงถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์ Live Action หลายเวอร์ชันมาก ตามนี้ค่ะ
1. เวอร์ชันไต้หวัน (2006) – “Hua Yang Shao Nian Shao Nu” (ปิ๊งรักสลับขั้ว)

นี่คือเวอร์ชันแรกๆ ที่ดังระเบิดในบ้านเราเลยค่ะ นำแสดงโดย เอลล่า S.H.E , อู๋จุน (รับบท จั่วมี่) และ จิโร่ หวัง เคมีของพระนางยุคนั้นคือดีงามมาก และเป็นเวอร์ชันที่หลายคนตกหลุมรักเป็นครั้งแรกค่ะ ความตลกก็ฮาสุดๆ ค่ะในเวอร์ชันนี้
2. เวอร์ชันญี่ปุ่น (2007) – “Hanazakari no Kimitachi e” (สับขั้วมาลุ้นรัก)

นี่คือเวอร์ชันที่ฉันและอีกหลายคนยกให้เป็น “มาสเตอร์พีซ” และเป็นที่จดจำมากที่สุด! นำแสดงโดย โฮริคิตะ มากิ , โอกุริ ชุน และที่แจ้งเกิดแบบสุดๆ คือ อิคุตะ โทมะ
เวอร์ชันนี้ขึ้นชื่อเรื่องความ ‘รั่ว’ ‘บ้าพลัง’ และ ‘มิตรภาพ’ ที่แน่นปึ้กของชาวหอ 2 รวมถึงความฮาของ 3 หัวหน้าหอในตำนานค่ะ ส่วนความรั่วความฮาก็ขอยกให้เป็นอันดับ 1 ในใจไปเลย
3. ปี 2007 เวอร์ชันอินโดนีเซียในชื่อเรื่อง Cinderella Boy
ในปีเดียวกันก็มีเวอร์ชันของอินโดนีเซียด้วยนะคะ แม้อาจจะไม่แมสในบ้านเราเท่าเวอร์ชันอื่น แต่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของตำนานนี้ค่ะ
4. เวอร์ชันญี่ปุ่น รีเมค (2011)

ญี่ปุ่นได้นำกลับมารีเมคอีกครั้ง นำแสดงโดย มาเอดะ อัตสึโกะ (อดีตเซ็นเตอร์ AKB48) แต่กระแสอาจจะไม่เปรี้ยงปร้างเท่าเวอร์ชัน 2007 สักเท่าไหร่ค่ะ
5. เวอร์ชันเกาหลี (2012) – “To the Beautiful You”

ฝั่งเกาหลีก็ไม่พลาดค่ะ ส่งตรงจากค่าย SM Entertainment นำแสดงโดย ซอลลี่ f(x)และ มินโฮ SHINee เวอร์ชันนี้จะโดดเด่นเรื่องภาพที่สวยงามสไตล์เกาหลี และได้เห็นไอดอลขวัญใจหลายคนในเรื่องค่ะ
6. เวอร์ชันจีน (2013) – “Runaway Sweetheart”

เวอร์ชันจีนที่มาในลุคที่แตกต่างออกไป แต่เนื้อหายังคงตามต้นฉบับเดิม พระเอกของภาคนี้คือ chen xiang แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันในไทยสักเท่าไหร่ค่ะ
ความรู้สึกหลังดู… เมื่อกลับมาดู “Hana Kimi” ในวันที่โตขึ้น
คำถามในใจก่อนดูก็คือ… ในวัยที่เราโตขึ้น ผ่านโลกมามากขึ้น (หรืออาจจะแก่ขึ้นนั่นเอง 555) พอกลับไปดูซีรีส์ที่เคยกรี๊ดสุดเสียงในวันนั้น วันนี้มันจะยัง ‘อิน’ เหมือนเดิมไหม? หรือจะกลายเป็นแค่ความทรงจำที่ดูแล้วแอบ ‘จั๊กจี้’ ก็ไม่รู้… มาค่ะ เรามาย้อนรอยความรู้สึกนี้ไปด้วยกันเลย!
1. “นากาทสึ” คือพระเอกตัวจริง!

นี่คือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดค่ะ! ตอนเด็กๆ เราอาจจะมัวแต่โฟกัสที่ ‘ซาโนะ’ (โอกุริ ชุน) พระเอกผู้เงียบขรึม มีปม และกระโดดสูงเท่ๆ แต่พอกลับมาดูตอนนี้… โอ้โห… “นากาทสึ ชูอิจิ” (อิคุตะ โทมะ) คือที่สุดของตัวละครค่ะ! รู้สึกว่าเป็นตัวละครที่รักที่ตัวตนของนางเอกจริงๆ แม้ตอนแรกจะยังไม่รู้ความลับว่านางเอกเป็นผู้หญิง แต่เขาก็ดูยอมรับ และยังไงก็รักต่อให้เป็นผู้ชายเหมือนกัน และเป็นคนที่ทำทุกอย่างเพื่อนางเอกจริงๆ พอมาดูอีกทีกลับเชียร์นากาทสึสุดใจไปเลยค่ะ
2. ความ “ไม่สมจริง” ที่เราเคยกลืนลงไป

ข้อนี้ต้องยอมรับเลยค่ะ พอดูในวัยนี้ คำถามที่ดังในหัวตลอดเวลาคือ “ทำไมไม่มีใครดูออกเลย!?” ทั้งเสียง ทั้งรูปร่าง ทั้งการกระทำบางอย่างของมิซึกิ มันดูออกง่ายมาก! แต่ก็นั่นแหละค่ะ มันคือเสน่ห์ของซีรีส์ที่สร้างจากการ์ตูนตาหวาน ถ้าทุกคนดูออก เรื่องราวสนุกๆ แบบนี้ก็ไม่เกิดสิคะ!
3. บางฉากที่ปล่อยผ่าน กลับเข้าใจอย่างลึกซึ้งมากขึ้น
ตอนวัยรุ่น บางฉากเราอาจจะรู้สึกเฉยๆ ปล่อยผ่านไป แต่พอมาดูอีกที กลับเข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ฉากหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือ EP แรก ที่ย่าของนากาทสึป่วย แล้วนากาทสึต้องแข่งวิ่งของโรงเรียน เขาเลยตั้งใจว่าจะเอาชัยชนะนี้ไปให้คุณย่าเพื่อเป็นกำลังใจให้ย่ามีแรงอยู่ต่อให้ได้ แต่พอจะจบเกม นางเอกของเราบาดเจ็บที่เท้า ทำให้วิ่งต่อไม่ได้ แทนที่นากาทสึจะมุ่งหน้าวิ่งเข้าสู่เส้นชัย แต่เขาเลือกที่จะเดินออกมาช่วยนางเอกแทน และยิ่งกว่านั้น ย่าของเขาก็ได้เสียไปแล้ว โดยที่เขาไปดูใจไม่ทัน

แม้จะไม่ได้ชัยชนะ แต่เพื่อนสนิทของนากาทสึที่มองเห็นวิญญาณได้ ก็ได้บอกเขาว่า คุณย่าภูมิใจในตัวเขามากๆ ที่ช่วยเหลือคนอื่น และนากาทสึเองก็พูดให้กำลังใจตัวเองว่า “ต่อจากนี้ก็คงได้อยู่ใกล้ๆ คุณย่าทุกวัน แบบไม่ต้องรอให้ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์แล้ว” ตอนเด็กๆ ที่ฉากนี้อาจจะไม่ได้อินถึงขั้นน้ำตาไหล แต่พอเราเติบโตขึ้น มีคนใกล้ตัวล้มหายตายจากไปหลายคน เลยเข้าใจความรู้สึกของนากาทสึดีค่ะว่า มันเป็นยังไง
4. คงความฮาได้เหมือนเดิม

แม้มันจะมีบางฉากที่เรารู้สึกว่ามันไม่ Make Sense หรือเกินจริงไปหน่อย แต่ใจเราก็รู้สึกว่า เพราะสิ่งนี้นี่แหละที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มันฮาจนกรามค้าง พอดูภาพรวมทั้งเรื่องแล้ว ต้องยอมรับเลยค่ะว่า “มันยังฮามาก!” โดยเฉพาะเคมีของแก๊งหอ 2, ความบ้าบอของ 3 หัวหน้าหอ

และซีนมโนในตำนานของนากาทสึ พอกลับมาดูกี่ครั้งก็ยังเรียกเสียงหัวเราะได้เหมือนเดิมจริงๆ ค่ะ บางฉากที่ติ๊งต๊องๆ เราก็จะยังทำให้ขำได้เหมือนเดิม มันเป็นความฮาแบบการ์ตูนๆ ที่จริงใจและช่วยคลายเครียดได้ดีมากๆ ค่ะ ใครเครียดๆ อยู่แนะนำให้ดูเลยค่ะ
5. “มิตรภาพ” คือสิ่งที่ยังคงสวยงามและทำงานกับใจเสมอ

สิ่งที่ยังคง “ทัช” ใจฉันไม่เปลี่ยนเลย คือเรื่อง “มิตรภาพ” ค่ะ แม้พล็อตหลักจะเป็นเรื่องความรัก แต่แก่นแท้ของ Hana Kimi (โดยเฉพาะเวอร์ชันญี่ปุ่น) คือมิตรภาพของลูกผู้ชาย (และลูกผู้หญิงหนึ่งเดียว) การที่ทุกคนในหอ 2 ร่วมแรงร่วมใจกัน การแข่งขันกีฬาที่สุดแสนจะไร้สาระ ความผูกพันระหว่างเพื่อนของทั้ง 3 หอ สิ่งเหล่านี้ยังคงสวยงามและทำให้เรารู้สึกอบอุ่นหัวใจได้เสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนค่ะ พอดูอีกทีก็ทำให้นึกถึงสมัยเรียน ที่แน่นอนว่าช่วงชีวิตในวัยนั้นก็ยังสดใส และเตรียมพร้อมที่เบ่งบานอย่างสวยงาม
การกลับมาดู “Hana Kimi” อีกครั้งในวัยที่โตขึ้น อาจจะไม่ได้ให้ความรู้สึก ‘ฟินจิกหมอน’ หรือ ‘กรี๊ดกร๊าด’ เหมือนตอนที่เราเป็นวัยรุ่นค่ะ แต่มันให้ความรู้สึก ‘อบอุ่นใจ’ และ ‘คิดถึง’ ช่วงเวลาดีๆ ในอดีตมากกว่า มันทำหน้าที่เหมือน “Time Capsule” ที่พอเปิดออกมาปุ๊บ กลิ่นอายของความสุข ความฝัน และความไร้เดียงสาในวันวานก็ฟุ้งกระจายขึ้นมาทันที
เป็นซีรีส์ที่พิสูจน์แล้วว่า… แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ความรู้สึกดีๆ และมิตรภาพที่สวยงาม… ยังคงทำงานกับหัวใจเราเสมอค่ะ ใครที่กำลังมองหาอะไรฮีลใจ หรืออยากย้อนกลับไปสัมผัสความรู้สึกดีๆ ในวันเก่าๆ… ลองกลับไปดู “Hana Kimi” กันนะคะ สามารถรับชมกันได้ทาง Netflix เลยค่ะ
สามารถติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับละครญี่ปุ่น และพูดคุยกับ ChaMaNow ได้ทาง FB: Sakura Dramas
เรื่องแนะนำ :
– Their Marriage เมื่อคนที่คุณรักที่สุด… อาจกลายเป็น ‘ฆาตกร’ ที่คุณไม่รู้จัก
– 3 ซีรีส์ญี่ปุ่นรัก-ซ่อน-เงื่อน ที่จะทำให้คุณหยุดดูไม่ได้
– 5 ซีรีส์ญี่ปุ่นแนววงดนตรี: เมื่อเสียงเพลงนำทางความฝันและหัวใจ
– 5 เหตุผลที่ Glass Heart ทลายกำแพงซีรีส์ดนตรี สร้างปรากฏการณ์ที่ทุกคนต้องดู
– รีวิว Marry My Husband Japan การแก้แค้นสุดดาร์กฉบับญี่ปุ่นที่ต้องดู
ขอขอบคุณรูปภาพจาก:
– https://wiki.d-addicts.com/Hua_Yang_Shao_Nian_Shao_Nu
– https://alchetron.com/Hanazakari-no-Kimitachi-e-%282011-TV-series%29
– https://asianwiki.com/To_The_Beautiful_You
– https://crazyaboutasiandramas.wordpress.com/2015/02/28/flashback-friday-drama-hana-kimi/
– https://ukiyaseed.weebly.com/
#เมื่อกลับมาดู “Hana Kimi” อีกครั้งในวัยที่โตขึ้น ความรู้สึกจะเป็นยังไง? #ซีรีส์ญี่ปุ่น #netflix


