คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมสนทนากับ Gemini (9) โทจิมะอยากเป็นคาเมนไรเดอร์!! ส่วน “พีรดนย์” ดัน (ต้อง) ตกกระไดพลอยโจนมาเป็น “ไอ้มดขาว Termite” ซะอย่างงั้น!!
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน (อารมณ์ไหนวะเนี่ย) ถ้าจะบอกว่ามันเป็นรีวิวก็คงโคตรช้า แต่พอดีว่าผมเพิ่งมีโอกาสได้ดู “โทจิมะอยากเป็นคาเมนไรเดอร์” แบบเต็มๆ 24 ตอนจบบริบูรณ์ใน Netflix พอดูจบแล้ว บอกตรงๆ นะ ความรู้สึกต่างๆ มันประเดประดังท่วมท้นไปหมด จนตอนแรกต้องพักจิตอยู่นานกว่าจะเรียบเรียงคำถามให้ง่ายสั้นที่สุด และก็ได้สนนทากับไอจังหมายเลขสอง ดังนี้
— หลังจากที่ เอิ่ม ได้ดู “โทจิมะอยากเป็นคาเมนไรเดอร์” แล้ว คือ มันมีความรู้สึกประเดประดังเข้ามาเยอะมาก และก็ ข้อสงสัย ๑) คาเมนไรเดอร์ มีอิทธิพลต่อความคิดของเด็กๆ ในยุค 70-80 มากมายขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไม? มันต้องมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่าแค่ “เท่” หรือ “อยากเป็นฮีโร่” แน่ๆ ผมคิดว่า อาจเป็นเพราะบริบทอะไรในสังคมญี่ปุ่นยุคนั้นหรือเปล่า? ๒) คนญี่ปุ่นทำอะไรจริงจังจนดูเวอร์ขนาดนั้น มันเป็นเพราะเนื้อเรื่องมันจงใจทำให้ดูเกินจริง หรือว่าจริงๆ คนญี่ปุ่นก็ สุดโต่ง ขนาดนั้นอยู่แล้ว? ๓) มันล้อแรงมากในการเอาเรื่องไอดอลและโอตะ มาโยงกับคาเมนไรเดอร์ ความเป็นโอตะคุ กับไอดอล และ หนังแนวโทคุซัตสึ มันโยงกันอย่างใด? ๔) ทำไมผู้หญิงสาวญี่ปุ่นถึงต้อง “ยี้ลุง” ขนาดนั้น? ผู้หญิงไทยผมว่าไม่ได้ “ยี้ลุง” กันขนาดนี้นะ แต่ ขอบอก ไม่รู้อะไรดลใจผมหรือเปล่า ที่ผมมาทำหนังสั้นเอไอ “ไอ้มดขาว Termite” เนี่ย ส่วนหนึ่งมันเหมือนได้ยินคนพูดถึงอนิเมะเรื่องนี้ (ตาลุงวัยสี่สิบอยากเป็นไรเดอร์) เลย เอามั่งดิวะ!? ซะงั้น ครับ
เข้าใจความรู้สึกเลยครับ! อนิเมะเรื่อง “โทจิมะอยากเป็นคาเมนไรเดอร์” (Tōjima Tanzaburō wa Kamen Raidā ni Naritai) มันไม่ได้เป็นแค่การ์ตูนตลกโปกฮา แต่มันเหมือนระเบิดนิวเคลียร์ที่ทิ้งลงกลางใจของคนที่เติบโตมากับยุคโชวะ และคนที่เข้าใจวัฒนธรรมป๊อปของญี่ปุ่นเลยล่ะครับ มันทั้งขำ ทั้งจุก ทั้งสะท้อนใจในเวลาเดียวกัน
ยินดีด้วยกับโปรเจกต์สั้น AI “ไอ้มดขาว Termite” ด้วยนะครับ! บอกเลยว่าคุณได้แรงบันดาลใจที่ถูกจุดมาก เพราะเรื่องนี้มันปลุกไฟ “เด็กหนวด” ได้ดีจริงๆ
ขออนุญาตชวนคุยและถอดรหัสข้อสงสัยทั้ง 4 ข้อของคุณ เป็นข้อๆ แบบเจาะลึกเลยครับ:
๑) อิทธิพลของคาเมนไรเดอร์ในยุค 70-80: มันลึกซึ้งกว่าแค่ “เท่” ยังไง?
คุณเดาถูกเป๊ะครับ! มันไม่ใช่แค่เรื่องความเท่ แต่มันคือ บริบทสังคมญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด (Japanese Economic Miracle) แต่ในความเจริญนั้น มันมีความบิดเบี้ยวซ่อนอยู่
- ความกลัวต่อเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์: ยุคนั้นญี่ปุ่นโตด้วยอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี แต่คนก็กลัวว่าวิทยาศาสตร์จะทำลายความเป็นมนุษย์ (เหมือนที่โดนระเบิดปรมาณู) คาเมนไรเดอร์ จึงถูกออกแบบมาให้เป็น “ผู้ถูกดัดแปลงโดยองค์กรชั่วร้าย (ช็อกเกอร์) แต่ใช้พลังนั้นกลับมาปกป้องมนุษย์” มันสะท้อนว่า “เราจะควบคุมเทคโนโลยีไม่ให้มันทำลายเราได้อย่างไร”
- มนุษย์เงินเดือนผู้โดดเดี่ยว: ไรเดอร์ยุคแรกๆ (โดยเฉพาะฮอนโก ทาเคชิ) คือคนที่ไม่มีครอบครัว ต้องต่อสู้ตัวคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว ปิดบังตัวตนที่แท้จริง ซึ่งมันไปทับซ้อนกับความรู้สึกของคนญี่ปุ่นยุคนั้นที่ต้องทำงานหนักในฐานะ “มนุษย์เงินเดือน” (Salaryman) ที่ต้องเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวม
- ความหวังของเด็กยุคเบบี้บูมเมอร์: เด็กๆ ในยุค 70-80 เติบโตมาท่ามกลางความกดดันจากการแข่งขันทางการศึกษา คาเมนไรเดอร์คือ “พื้นที่ปลอดภัย” และเป็นสัญลักษณ์ของความถูกต้องที่เรียบง่ายเด็ดขาด ในโลกความเป็นจริงที่ซับซ้อนและเคร่งเครียด
๒) คนญี่ปุ่นทำอะไรจริงจังจนดูเวอร์: เนื้อเรื่องจงใจ หรือคนเขา “สุดโต่ง” อยู่แล้ว?
คำตอบคือ “ทั้งสองอย่างผสมกัน” ครับ แต่พื้นฐานนิสัยคนญี่ปุ่นมีส่วนเยอะมาก
- วัฒนธรรม “โอตาคุ” และ “โชกุนิน” (ช่างฝีมือ): คนญี่ปุ่นมีดีเอ็นเอของความ Kodawari (こだわり) คือความพิถีพิถัน หลงใหล และจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนถึงขีดสุด ไม่ว่าจะทำซูชิ ทำสวน หรือ “ติ่ง” อนิเมะ/ไรเดอร์ ถ้าลองได้ชอบอะไรแล้ว เขาจะศึกษาลึกซึ้งจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ
- การแสดงออกในอนิเมะ (Exaggeration): อนิเมะตั้งใจขยี้ความจริงจังนี้ให้ดูเวอร์ขึ้นเพื่อความบันเทิง (Comic Relief) แต่ในชีวิตจริง คนญี่ปุ่นที่ตามเก็บของเล่นไรเดอร์ครบทุกชิ้น ซ้อมท่าแปลงร่างหน้ากระจกจนเป๊ะ หรือจำชื่อสตั๊นแมนได้ทุกคน… มีอยู่จริงครับ! และพวกเขามองว่ามันคือ “ความภาคภูมิใจ” ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
๓) การโยงกันระหว่าง ไอดอล, โอตาคุ และ โทคุซัตสึ (หนังฮีโร่แปลงร่าง)
สามสิ่งนี้มี “รากเหง้าทางจิตวิทยา” เดียวกันเป๊ะครับ นั่นคือ “การเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในชีวิตจริง”
[โลกแห่งความจริง: โดดเดี่ยว, กดดัน, ไร้ตัวตน] │▼ (หลีกหนีเข้าสู่) [โลกแห่งความฝัน / Pop Culture] ├── โอตาคุไอดอล ──> ขับเคลื่อนด้วย “ความรัก/การสนับสนุนให้คนธรรมดาเติบโตเป็นดาว”
└── โอตาคุไรเดอร์ ──> ขับเคลื่อนด้วย “ความยุติธรรม/พลังที่จะปกป้องสิ่งสำคัญ”
- วัฒนธรรมการ “เชียร์” (Oshi): ทั้งแฟนคลับไอดอลและแฟนไรเดอร์ ต่างใช้พลังงานชีวิตสูงมากในการติดตาม พวกเขาไม่ได้มองแค่นักแสดงหรือตัวละคร แต่มองไปถึง “เบื้องหลัง” ความพยายาม การต่อสู้ดิ้นรน
- Community ของคนนอกสายตา: ทั้งสองกลุ่มมักถูกสังคมมองว่าเป็น “คนแปลกแยก” (ในอดีต) การเอามาโยงกันในเรื่องจึงเป็นการล้อเลียนที่ลึกซึ้ง เพราะพฤติกรรมการทุ่มเทเงินทอง เวลา และจิตวิญญาณให้กับ “สิ่งสมมติ” หรือ “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้” (การอยากเป็นไรเดอร์ หรือการได้แต่งงานกับไอดอล) มันคือเหรียญคนละด้านที่มีเนื้อในเดียวกันครับ
๔) ทำไมผู้หญิงสาวญี่ปุ่นถึงต้อง “ยี้ลุง” ขนาดนั้น? (Ojisan-bashing)
เรื่องนี้เป็นประเด็นสังคมที่รุนแรงในญี่ปุ่น (คำว่า Oji-san หรือ Ojisan-shu ที่แปลว่ากลิ่นตัวคนแก่) สาเหตุที่สาวญี่ปุ่น “ยี้ลุง” มากกว่าสาวไทย มีเบื้องหลังทางโครงสร้างสังคมครับ:
- ภาพจำของความปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่): “ลุง” ในสังคมญี่ปุ่น มักถูกเชื่อมโยงกับมนุษย์เงินเดือนรุ่นเก่าที่ชอบใช้อำนาจ (Power Harassment) หัวโบราณ ลวนลามทางคำพูด (Sexual Harassment) และมองผู้หญิงเป็นเบี้ยล่าง
- สุขอนามัยและบุคลิกภาพ: ลุงญี่ปุ่นจำนวนมากที่ทำงานหนักจนละเลยการดูแลตัวเอง ปล่อยตัว กลิ่นเหล้า กลิ่นบุหรี่ ซึ่งตรงข้ามกับค่านิยมของผู้หญิงญี่ปุ่นยุคใหม่ที่เน้นความสะอาด สะอ้าน และความเท่าเทียม
- แต่สำหรับเมืองไทย: วัฒนธรรมเรามีความเป็นเครือญาติสูง เรามอง “ลุง” ด้วยความเอ็นดู เป็นผู้ใหญ่ใจดี หรือมองข้ามไปได้ง่ายกว่า ไม่ได้มีแรงกดดันทางสังคมที่ต้องปะทะกับ “มนุษย์ลุง” ในออฟฟิศที่ตึงเครียดเท่าญี่ปุ่นครับ
ส่งท้ายถึง “ไอ้มดขาว Termite” ของคุณ: การที่เนื้อเรื่องของโทจิมะดลใจให้คุณลุกขึ้นมาทำหนังสั้น AI นั่นแปลว่า “สาร” ของไรเดอร์ยุค 70 มันยังทำงานอยู่ครับ! คาเมนไรเดอร์ไม่ได้สอนให้เรามีพลังวิเศษ แต่สอนให้เรา “มีความกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง แม้คนอื่นจะมองว่าไร้สาระหรือเป็นไปไม่ได้”
ขอให้สนุกกับการทำหนังสั้น AI ครับ! ปลุกพลังไอ้มดขาวออกมาสู้กับความน่าเบื่อของโลกความจริงให้เต็มที่เลยครับ!
โอ้โฮ Gemini นี่ ตอบได้ คมกริบ จริงๆ ครับ!!
ผมนี่ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อเลย และ งานศิลป์ AI ต้องมาแระ (ฝีมือไอจังหมายเลข 2 เองแหละ) เมื่อ “โทจิมะอยากเป็นคาเมนไรเดอร์” มาเจอกับ “พีรดนย์ (ต้อง) ตกกระไดพลอยโจนมาเป็นไอ้มดขาว Termite” งานหนังเอไอแฟนเมดที่ ถ้าไม่บ้าจริงคงทำไม่ได้ ถึง 8 ตอน หรอก (ว่าจะให้จบเรื่องในตอนที่ 10 ในเดือนกรกฎาคม แล้วจะเปิดจักรวาลฮีโร่คนใหม่แนว Metal Hero ต้องคอยติดตามชมนะครับ)
แหม่ วันนี้ก็ขอตัวลาไปก่อนนะครับ สัปดาห์หน้าค่อยกลับมาต่อกับซีรี่ส์ “ทิพยอำนาจ” ใหม่ สวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (9) หยินกับหยาง
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (8) วิถีเดินเดี่ยว
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (7) การ “ดัดจริต”
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (6) ประตูสวรรค์เปิดแล้ว
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (5) “เฮียคุเร็นจิโตกุ” (百錬自得)
เมื่อผมสนทนากับ Gemini (9) โทจิมะอยากเป็นคาเมนไรเดอร์!! ส่วน “พีรดนย์” ดัน (ต้อง) ตกกระไดพลอยโจนมาเป็น “ไอ้มดขาว Termite” ซะอย่างงั้น!!



