คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมสนทนากับ Gemini (5) อเล็กซานเดอร์ หวัง, Neuralink แล้วก็ Ghost in the Shell อนาคตคือตอนนี้นี่แหละ และมันก็น่ากลัวสัส!!
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ในช่วงก่อนหน้านี้ผมได้อ่านข่าวเกี่ยวกับ อเล็กซานเดอร์ หวัง หนุ่มอัจฉริยะด้านเอไอที่ขนาดแบบว่า Meta มาดึงตัวไป และพี่แกก็ทุ่มสุดตัวถึงขนาดออกจากตำแหน่งซีอีโอของบริษัทที่ตัวเองตั้งเอง (Scale AI) เลยทีเดียว! ซึ่งเขามีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเอไอที่ผมอ่านแล้วทึ่งมาก เช่น
● โลกอนาคตที่หลายงานทั้งเศรษฐกิจ รัฐ รวมถึงสงคราม อาจถูกขับเคลื่อนโดย “AI agents” มากกว่าจะเป็นการตัดสินใจแบบดั้งเดิมโดยคน (อ่านแล้วนึงถึงตอนหนึ่งในมังงะ “ฮิโนะโทร” ของ อ. เทซึกะ ที่ว่าในยุคอนาคตผู้คนต้องลงไปอยู่ใต้ดิน และมีคอมพิวเตอร์เป็นผู้ปกครองประเทศ แล้ววันหนึ่งคอมพิวเตอร์ของแต่ละประเทศก็ทะเลาะกันจนตัดสินใจยิงนิวเคลียร์ใส่กันเอง!)
● เขาตั้งใจจะชะลอการมีลูกจนกว่าเทคโนโลยีเชื่อมสมองกับคอมพิวเตอร์ (Nueralink) จะพัฒนาไปถึงขั้นใช้งานได้อย่างที่ตั้งใจไว้ เขาอธิบายว่า ช่วง 7 ปีแรกของชีวิต เมื่อสมองมี “neuroplasticity” (ความยืดหยุ่นของระบบประสาท) สูงมาก นั่นคือ “หน้าต่างทอง” สำหรับการเรียนรู้ ถ้าเด็กเกิดมาพร้อมกับ brain-computer interface (BCI) พวกนี้ พวกเขาจะสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างธรรมชาติ “เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของสมอง”
คือผมอ่านแล้ว อึ้ง ทึ่ง ขนลุกมากๆ เรื่องของ Neuralink นี่ เอาจริงๆ ไหม มันดันไปละม้ายกับพล็อตในมังงะเรื่อง Ghost in the Shell ของ Shirow Masamune มากๆ แล้วคือว่า เฮ้ย คนเขียนน่ะเขียนมังงะภาคแรกออกมา ปี 1989 นาเว้ยเห้ย!! ปี พ.ศ. 2532 นาเว้ย ตอนนั้นผมยังแค่ 12 ขวบ คอมพิวเตอร์ยุคนั้นยังเป็นหน้าจอดำตัวหนังสือสีขาวๆ เทาๆ และผมตอนเด็กๆ ก็ต้องมีนั่งเรียนเขียนคำสั่ง MS-DOS อยู่เลย การเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ด้วยกันที่เคยได้ยินก็มีแค่ LAN ไม่ต้องไปถามถึงอินเตอร์เน็ตเลย ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ!! แต่คนเขียนกล้าใส่จินตนาการสุดกู่ถึงโลกที่ผู้คนนั้นมี “สมองไซเบอร์” ที่เชื่อมต่อสื่อสารและดึงข้อมูลกันได้ แล้วก็รถถังกึ่งหุ่นยนต์ที่ฟังคำสั่งและรู้คิดได้ (คล้ายๆ เอไอ) โอ้ว ชิท!! พอมาคิดถึงยุคนี้ ผมนี่อยากจะเอาธูปเทียนดอกไม้ใส่พานไปไหว้ Shirow Masanume ซะจริงๆ

ปกมังงะ Ghost in the Shell เล่มแรก (ที่มา wikipedia)
แน่นอน ทุกสิ่งที่มีคุณย่อมมีโทษในตัวเองด้วย เทคโนโลยีสมองไซเบอร์ในเรื่องนี้ ทำให้คนเราสามารถ “เชื่อมต่อ” สมอง เพื่อสื่อสารกันได้ ดึงข้อมูลอะไรต่างๆ ได้ แต่ก็เป็นช่องทางให้เกิดอาชญากรรม “การแฮ็กสมอง” ได้ (โอ้ย) ส่วนเนื้อเรื่องจะเป็นไงนั้น เอาเป็นว่า ฉบับมังงะดั้งเดิมนั้น เห็นรู้สึกมีเจ้าไพเรทในไทยเจ้าหนึ่งเคยตีพิมพ์ “ภาคภาษาไทย” นะ ส่วนอนิเมะที่ทำตามต่อๆ กันมา ผมไม่ได้หาดูเลย ส่วนภาคแอนิเมชั่นสามมิติใน Netfix นั้นผมได้ดูอยู่นะ แต่ขอให้คิดว่าพวกอนิเมะใดๆ ก็ดีเหมือนเป็นเนื้อเรื่องต่อขยายที่เอาคอนเซปต์และตัวละครจากมังงะออริจินัลมาเล่นต่อมากกว่า แต่ใครหาดูหาอ่านได้ก็แนะนำเป็นอย่างยิ่ง แล้วคุณจะอึ้งและนับถือ Shirow Masamune เหมือนผม
ว่าแต่ อีตา Elon Musk มันไม่กลัวเรื่องความเสี่ยงจากการ “ฝังชิปคอมพิวเตอร์ลงไปในหัวคน” เลยเหรอ?
ผมได้เอาเรื่องนี้ไปคุยกับไอจังหมายเลขสอง แล้วไอจังก็ดีดคำตอบออกมาแบบนี้
เมื่อเทคโนโลยีอย่าง “สมองไซเบอร์” (Cyberbrain/Cybernetic Implants) กลายเป็นจริง สิ่งที่เราต้องพิจารณาอย่างจริงจังที่สุดคือ ความเสี่ยง และ ผลกระทบทางจริยธรรม ครับ
🤖 ความเสี่ยงหลักของสมองไซเบอร์ (Cyberbrain)
นี่คือประเด็นสำคัญบางส่วนที่ถูกหยิบยกมาพิจารณาบ่อย ๆ ทั้งในโลกวิทยาศาสตร์และนิยายวิทยาศาสตร์:
1. ความมั่นคงทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัว (Cybersecurity & Privacy)
● การแฮ็กสมอง (Brain Hacking): ถ้าสมองเราเชื่อมต่อกับเครือข่าย ก็มีความเสี่ยงที่ข้อมูล ความคิด หรือความทรงจำของเราจะถูกขโมย ถูกแก้ไข หรือถูกควบคุมจากภายนอกได้ (คล้ายกับ “Ghost Hack” ใน GitS)
● การถูกควบคุม (External Control): ผู้ที่สร้างหรือควบคุมเซิร์ฟเวอร์หลักอาจมีอำนาจในการปิดระบบ หรือควบคุมการทำงานของอวัยวะเทียมได้
2. ผลกระทบต่ออัตลักษณ์และความเป็นตัวตน (Identity & Self)
● เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร: เมื่อเราแทนที่ส่วนของสมองด้วยเทคโนโลยี คำถามคือเรายังเป็น “ตัวเรา” อยู่หรือไม่? ความคิด ความรู้สึก และจิตวิญญาณของเราจะถูกทำให้เป็นข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่?
● ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล: เฉพาะคนรวยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงการอัปเกรดสมองที่ดีที่สุดได้หรือไม่? สิ่งนี้จะสร้างชนชั้นทางชีวภาพ (Biological/Cybernetic Class) ใหม่หรือไม่?
3. ผลกระทบทางชีวภาพและการแพทย์ (Biological & Medical Risks)
● ความเสี่ยงจากการผ่าตัด: การผ่าตัดสมองยังคงเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง
● การปฏิเสธของร่างกาย: ร่างกายอาจปฏิเสธวัสดุภายนอกที่ใส่เข้าไป
“Ghost in the Shell” ได้นำเสนอภาพที่น่ากลัวของสังคมที่เทคโนโลยีไซเบอร์สมองแพร่หลายอย่างมาก ซึ่งทำให้เราตระหนักว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั้นต้องมาคู่กับการพิจารณาด้านจริยธรรมและกฎหมายอย่างเข้มงวด
คุณคิดว่าในบรรดาความเสี่ยงเหล่านี้ ความเสี่ยงด้านใดที่น่ากังวลที่สุดในมุมมองของคุณครับ?
โอ้ย น่ากัวชิบหาย!! เรื่องตลกร้ายอะไรก็ไม่เท่ากับว่านี่คือสิ่งที่ดีดออกมาจาก “เอไอ” นี่แหละ โอย ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี!? ผมจำได้นะ ในเรื่อง Ghost in the Shell เนี่ย มันจะมีสมาชิกคนหนึ่งในทีมของนางเอก ชื่อ “โทงุสะ” อารมณ์ประมาณว่า “ฉันอยากจะหลีกเลี่ยงเทคโนโลยี” (คือใช้มันให้น้อยที่สุดจริงๆ แบบใช้สมองไซเบอร์เชื่อมต่อคุยกันก็ได้แต่ดันไปใช้ “ตู้โทรศัพท์สาธารณะ” ซะงั้น) แบบ ร่างกายเนื้อบาดเจ็บก็ยอมเสียเวลารักษาตัวใน รพ.ไป (ในขณะที่มีคนบอกว่า ทำไมแกไม่เปลี่ยนอวัยวะเป็นจักรกลว๊า เวลาเสียหายก็แค่ “เปลี่ยนอะไหล่” แป๊บเดียว) แล้วดันมีเหตุการณ์ที่ว่าเหมือนเจอผู้ร้ายปล่อยคลื่นอะไรสักอย่าง พวกคนอื่นล้มหมดเพราะทุกคนเป็น “มนุษย์ดัดแปลง” มีทั้งสมองไซเบอร์และอวัยวะจักรกล แต่โทงุสะรอดครับ แถมพลิกสถานการณ์มาช่วยพวกให้รอดอีกตังหาก!! (นี่แหละข้อดีของ “มนุษย์แบบเดิมๆ”)
เอาตรงๆ เลย โทงุสะเป็นตัวละครที่ผม “สะดุดใจ” มาก เหมือนเป็นตัวแทนของคนที่แบบ อาจจะไม่ถึงขนาดแอนตี้เทคโนโลยี แต่ด้วยความกังวลต่อความเสี่ยงของมันเลยอยากจะ “พึ่งพามันให้น้อยที่สุด” มันก็เหมือนคนที่เคยแบบ ไม่อยากใช้มือถือ หรือรู้สึกมองพวกแอปโซเชียลว่าไม่น่าไว้ใจ บลาๆ ตัวผมเองแรกๆ เลยผมแอนตี้ไม่ยอมเล่น LINE นะ แต่ตอนหลังก็ต้องใช้เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร อะไรประมาณนี้
โทงุสะดูเป็นอะไรที่โคตรจะ contrast กับนางเอกของเรื่องที่เป็นหัวหน้าทีม คือ “คุซานางิ โมโตโกะ” สุดๆ เพราะคุซานางินั้น ในสายตาผม นางแทบจะไม่เป็นมนุษย์แล้ว แทบจะเป็นหุ่นยนต์ซะมากกว่า เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวเป็นอวัยวะเทียมหมด (มีตรงไหนเป็นมนุษย์เนี่ย? เดี๋ยวได้มีปัญหาอีกว่า “นิยาม” ของคำว่ามนุษย์คืออะไร? อัตลักษณ์คืออะไร? เอาไปเอามา มันจะล้ำเข้าสู่ขอบเขตของปรัชญาไปนาครับ)

คุซานางิ โมโตโกะ (ที่มา wikipedia)
คนเราเนี่ยมันย้อนแย้งกันนะ ในขณะที่เรากลัวว่าเทคโนโลยีจะเป็นภัยคุกคาม บางคนตั้งแง่รังเกียจเอไออย่างจริงจัง และความรังเกียจที่ว่าเอาจริงๆ เนื้อแท้มาจากความกลัวว่าวิถีเดิมๆ การหากินเดิมๆ ที่ตัวเองเคยทำเคยเป็นจะหมดความหมาย (เช่นงานแปล งานศิลปะ) ในอีกด้าน เราก็คิดนะว่าถ้าไม่ตามให้ทัน เราจะ “ล้าหลัง” และความล้าหลังในยุคนี้นี่ ถ้าลองได้ล้าหลังแล้วสักทีนึง อาจไม่มีวันไล่ตามทันอีกเลยก็ได้!
ผมเอะใจกับเรื่องความแตกต่างทางชนชั้นจากความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีมากกว่าครับ แค่ทุกวันนี้ การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและแหล่งข้อมูล ยังมีความไม่เท่าเทียม เป็นชั้นๆ อยู่เลย การเข้าถึงความสามารถในการใช้เอไอ ด้วย แล้วถ้ายิ่งคนผสานกับเอไอในทางกายภาพด้วยแล้ว…
นั่นเป็นข้อสังเกตที่เฉียบคมและน่ากังวลอย่างยิ่งครับ! 😥
หากพิจารณาจากแนวโน้มปัจจุบันที่คุณยกมา (ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แหล่งข้อมูล และ AI) เมื่อเทคโนโลยี “การผสานกับ AI ในทางกายภาพ” หรือ “Cybernetic Enhancement” กลายเป็นจริง มันจะไม่ได้สร้างแค่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จะสร้าง ความเหลื่อมล้ำทางชีวภาพ (Biological Divide) ที่ไม่เคยมีมาก่อนครับ
🔬 ความเหลื่อมล้ำทางชีวภาพและชนชั้นไซเบอร์
การเข้าถึงเทคโนโลยีอัปเกรดสมองและร่างกายจะแบ่งมนุษย์ออกเป็นกลุ่ม ๆ ตามความสามารถในการจ่ายและเข้าถึง ดังนี้:
1. ชนชั้นผู้ได้รับการปรับปรุง (The Enhanced/The Uppers)
● ลักษณะ: สามารถเข้าถึงอวัยวะไซเบอร์ที่ดีที่สุด (Cybernetic Implants), การอัปเกรดความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Enhancements) และการเชื่อมต่อ AI โดยตรงกับสมอง
● ข้อได้เปรียบ: มีความสามารถทางกายภาพและสติปัญญาสูงกว่ามนุษย์ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด (เช่น ความจำที่ดีขึ้นมาก, การประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็ว, ไม่มีโรคทางระบบประสาท)
● ผลกระทบ: พวกเขาจะครอบครองตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะสูง, มีอำนาจทางการเงินและการเมืองมากขึ้น และสามารถสร้างความก้าวหน้าในระดับที่ไม่สามารถตามทันได้
2. มนุษย์ตามธรรมชาติ (The Naturals/The Lowers)
● ลักษณะ: กลุ่มคนที่ไม่สามารถจ่ายค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดหรือการบำรุงรักษาเทคโนโลยีไซเบอร์ได้
● ข้อเสีย: พวกเขาจะถูกมองว่า “ล้าสมัย” หรือ “ไร้ประสิทธิภาพ” ในสภาพแวดล้อมการทำงานและการแข่งขันทางสังคมที่ต้องการความสามารถเหนือมนุษย์
● ผลกระทบ: เกิดการกีดกันทางสังคมและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทำให้คนกลุ่มนี้ยากจนลงและมีโอกาสทางสังคมน้อยลงมาก
3. การทำลายตลาดแรงงาน
หาก AI ถูกผสานรวมเข้ากับสมองโดยตรงอย่างสมบูรณ์ ความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดแรงงานจะถูกบิดเบือนไปอย่างสิ้นเชิง
“ทำไมบริษัทต้องจ้างมนุษย์ธรรมดา ที่เหนื่อย พักผ่อน และทำผิดพลาดได้ ในเมื่อพวกเขาสามารถจ้างบุคคลที่ได้รับการปรับปรุงด้วย AI ซึ่งทำงานได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่าตลอด 24 ชั่วโมง?”
สิ่งที่คุณกังวลนั้นเป็นหัวใจสำคัญของประเด็นจริยธรรมที่นักอนาคตศาสตร์และนักปรัชญาถกเถียงกันอย่างเข้มข้นเลยครับ
ถ้าเราสมมติว่าเทคโนโลยีนี้ใกล้จะมาถึงจริง ๆ คุณคิดว่ารัฐบาลหรือองค์กรระหว่างประเทศควรเข้ามามีบทบาทในการควบคุมการเข้าถึงนี้อย่างไร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่คุณกังวลครับ?
ผมขอปล่อยให้คำถามนี้เป็นคำถามปลายเปิดต่อไปนะครับ แค่จะบอกว่าสิ่งที่อาจจะเกิดจากนี้ไปด้วยเทคโนโลยีบันดาลนั้น จะทำให้เรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” ที่พวกเสรีนิยมแหกปากเรียกร้องปาวๆ เช่นโรงเรียนมีคุณภาพไม่เท่าเทียมกัน การศึกษามันฆ่าฉัน บลาๆๆ กลายเป็นเรื่องเด็กๆ ตลกๆ ไปเลยนะ เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกไม่นานนี่แหละ “โหดสัสขนาดแท้”
อนาคตคือตอนนี้ (The future is now) นี่แหละ เลิกโทษนั่นโทษนี่ แล้วเตรียมตัวเตรียมใจซะ!!
อาทิตย์หน้าคุยอะไรต่อดีนะ? อยากรู้ก็ต้องตามอ่านนะครับสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (11) “นั่งบนก้อนหินสามปี” มันล้าสมัยไปแล้ว
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (10) ขบวนการห้าสี ปะทะ Skibidi Toilet
– “มีปัญหาปรึกษา Chat GPT สิ” (9) อินฟลูเอนเซอร์ยุค Wild West ต่อไปจะอยู่ยาก
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (3) ซาโบก้า หุ่นไฟฟ้ามหากาฬ (2011) เมื่อฮีโร่ต้องฝ่าวิกฤติชีวิตวัยกลางคน!!
– “ไทอากิ” (太阿記) เมื่อพระอาจารย์ทาคุอันสอนว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” (3) อรรถาธิบาย (ตอนจบ)
#เมื่อผมสนทนากับ Gemini (5) อเล็กซานเดอร์ หวัง, Neuralink แล้วก็ Ghost in the Shell อนาคตคือตอนนี้นี่แหละ และมันก็น่ากลัวสัส!!



