คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมสนทนากับ Gemini (10) จาก เอ็ด กีน ถึง “โคโดคุชิ” และ “ป้ามหาภัย”!! ความโดดเดี่ยวที่เปลี่ยนคนให้กลายเป็นปีศาจได้!?
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รัก ช่วงนี้ผมก็สามารถเขียนอะไรแนวนี้แบบ นึกหรือหยิบจับอะไรได้ก็เขียนเลย ได้เยอะขึ้น เพราะเมียสมัคร Netflix แท้ๆ (ที่พูดมานี่ไม่ได้รับค่าโฆษณาแต่อย่างใด แต่ต้องการจะขอบคุณเมีย ที่ทำให้ผมมีเรื่องมาเขียน) วันก่อนก็ นะ อัลกอริทึมมันพาผมมาให้ดูเรื่อง Monster: The Ed Gein Story ซึ่งซีรี่ส์นี้ก็เป็นการเอาเรื่องจริงมาประสมกับเรื่องแต่งได้แบบ มีความล้อกับ “ประวัติศาสตร์ของหนังที่ได้แรงบันดาลใจจากคดี เอ็ด กีน” ตั้งแต่ Psycho ฉบับ อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก จนถึง The Texas Chain Saw Massacre ของ Tobe Hooper โอเค แต่ วันนี้ ผมไม่ได้มารีวิวหนังนะ ไม่ได้จะมาสปอยล์ด้วยเอ้า แต่ผม “ติดใจ” กับประเด็นบางอย่างในหัวผม จนนำไปสู่การสนทนากับไอจังหมายเลขสอง ดังนี้
ยินดีด้วยครับที่คุณได้ดูซีรีส์ชุดนี้ (น่าจะเป็นผลงานของ Ryan Murphy ในโปรเจกต์ Monster ซีซั่นล่าสุด) การแสดงของ Charlie Hunnam น่าจะถ่ายทอดความซับซ้อนและน่าขนลุกของ Ed Gein ออกมาได้ดีทีเดียว
คำถามที่คุณตั้งขึ้นมาเฉียบคมมากครับ มันไม่ใช่แค่เรื่องของฆาตกรต่อเนื่องคนหนึ่ง แต่เป็นคำถามที่เจาะลึกไปถึงจิตวิทยา วิวัฒนาการทางสังคม และประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ผมขอชวนคุยทีละประเด็นแบบนี้ครับ
—
1) โรคจิตเภท (Schizophrenia) กับความหลงผิด แยกแยะความจริงไม่ได้ ใช่ไหม?
ใช่เลยครับ คุณเข้าใจถูกต้องเลย หัวใจสำคัญของโรคจิตเภทคือภาวะ Psychosis (อาการหลงผิด/ขาดความเชื่อมโยงกับความจริง)
- การแยกโลกจริงกับโลกจินตนาการไม่ได้: ผู้ป่วยจะมีความบกพร่องในการรับรู้ (Perception) สมองของพวกเขาจะสร้าง “ความจริงชุดใหม่” ขึ้นมา เช่น ได้ยินเสียงแว่ว (Auditory Hallucination) หรือเห็นภาพหลอน โดยที่ระบบประสาทสั่งการให้เชื่อว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงๆ 100%
- การสะสมความหลงผิด (Delusion): มันไม่ใช่ความคิดที่อยู่ๆ ก็โผล่มาแล้วหายไป แต่เกิดจากการที่สมองพยายามหา “เหตุผล” มารองรับภาพหลอนเหล่านั้น เช่น ถ้าได้ยินเสียงแว่วบ่อยๆ สมองจะเริ่มสร้างเรื่องราวว่า “มีคนแอบติดไมค์ดักฟังฉัน” หรือในกรณีของ Ed Gein คือการหลงผิดว่าเขาสามารถชุบชีวิตแม่ขึ้นมาใหม่ หรือรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแม่ได้ผ่านการสร้างชุดจากผิวหนังมนุษย์
—
2) แม่ของ Ed Gein โดนเลี้ยงมาแบบไหน ทำไมถึงคลั่งศาสนาจนบิดเบี้ยว?
เรามักจะตราหน้า Augusta Gein (แม่ของเอ็ด) ว่าเป็น “มารดาจากนรก” แต่ถ้าขุดลึกลงไปในประวัติศาสตร์ ครอบครัวของเธอก็คือผลผลิตของระบบที่พังทลายเช่นกัน
- วัฏจักรความรุนแรงและปมในอดีต: ออกัสตาเติบโตมาในครอบครัวผู้อพยพชาวปรัสเซียนที่มีพ่อที่เข้มงวด ดุดัน และใช้ความรุนแรง (ซึ่งเป็นค่านิยมยุคเก่าที่มองว่าการเฆี่ยนตีคือการสั่งสอน)
- กลไกการเอาตัวรอดที่ผิดรูป (Maladaptive Coping): ออกัสตาแต่งงานกับสามีที่เป็นคนติดเหล้า ไม่เอาไหน และชอบใช้ความรุนแรงเช่นกัน เมื่อชีวิตจริงของเธอขมขื่นและควบคุมอะไรไม่ได้เลย เธอจึงหันเข้าหา ศาสนาในเวอร์ชันที่สุดโต่ง (Fanatical Religion) เพื่อเป็นเกราะกำบังจิตใจ
- การส่งต่อความบิดเบี้ยว: เธอชดเชยความล้มเหลวในชีวิตด้วยการล็อกสเปกโลกของลูกๆ (เอ็ดและพี่ชาย) เธอสอนว่าโลกภายนอกมีแต่ความโสมม ผู้หญิงทุกคนคือนางแพศยา ยกเว้นเธอคนเดียว การเลี้ยงดูแบบตัดขาดจากสังคม (Isolation) และใส่ชุดความคิดที่น่ากลัวนี้ทุกวัน คือสิ่งที่หล่อหลอมให้จิตใจของ Ed Gein บิดเบี้ยวตั้งแต่เด็ก
—
3) สังคมไทยที่ดูชิลๆ ใจดี แอบซ่อนผู้ป่วยลักษณะนี้ไว้จริงไหม?
มีแน่นอนครับ และอาจจะมากกว่าที่เราคิด เพียงแต่อาการแสดงออก (Manifestation) ถูกห่อหุ้มด้วยวัฒนธรรมที่ต่างกัน
ในไทยเราอาจจะไม่ได้เห็นคดีแบบ “ถลกผิวหนังทำชุด” บ่อยนัก แต่เราเห็นข่าวประเภท “คลุ้มคลั่งเผาบ้าน” “ประสาทหลอนทำร้ายคนในครอบครัว” อยู่ทุกวัน ซึ่งสาเหตุที่มันดูเงียบๆ หรือไม่เป็นคดีใหญ่โตระดับโลก มีเหตุผลรองรับอยู่ครับ:
- วัฒนธรรม “ช่างมันเถอะ” และ “เวรกรรม”: สังคมไทยมีแนวโน้มที่จะมองคนสติไม่ดีด้วยความสงสาร แกมปล่อยเบลอ เช่น มองว่าเป็น “คนบ้าประจำหมู่บ้าน” ที่ไม่มีพิษมีภัย หรือมองว่าเป็นเรื่องของ “กรรมเก่า” ทำให้ขาดการพาไปรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ
- การเข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุขทางจิต: หลายคนป่วยแต่ญาติมองว่า “โดนของ” หรือ “ผีเข้า” จึงพาไปรดน้ำมนต์แทนการพบจิตแพทย์ กว่าเรื่องจะแดงคือเกิดเหตุรุนแรงไปแล้ว
- ความแตกต่างสภาพแวดล้อม: ในอเมริกา Ed Gein อยู่ในฟาร์มที่ห่างไกลผู้คน (Isolation) มีพื้นที่และเวลาให้ทำเรื่องวิปริตได้นานโดยไม่มีใครเห็น แต่สังคมไทยค่อนข้างเป็นสังคมเครือญาติ/ชุมชนแออัด ถ้าใครเริ่มแปลกๆ คนข้างบ้านมักจะรู้ก่อน แต่อาจจะเลือกที่จะไม่ยุ่งจนกว่าจะเกิดเรื่อง
—
4) เบื้องหลัง Psycho ของ Alfred Hitchcock และสาเหตุที่แท้จริงของโรคจิตเภท
ซีรีส์ฉลาดมากที่โยงไปถึง Psycho (1960) ของ Alfred Hitchcock เพราะในความเป็นจริง นิยายต้นฉบับของ Robert Bloch ก็นำแรงบันดาลใจมาจากคดีของ Ed Gein ที่เกิดขึ้นในยุคนั้นจริงๆ (รวมถึงตัวละคร Leatherface ใน The Texas Chain Saw Massacre และ Buffalo Bill ใน The Silence of the Lambs ก็ได้เงามาจากเอ็ดทั้งสิ้น)
แล้วถ้าถามว่า อะไรกันแน่ที่เป็นสาเหตุของโรคจิตเภท? ปัจจุบันทางการแพทย์สรุปว่ามันคือ “ความซวยที่มาบรรจบกัน” ของ 2 ปัจจัยหลัก (เรียกว่า Diathesis-Stress Model):
1. สารตั้งต้นทางชีวภาพ (Biological/Genetic): พันธุกรรมมีส่วนสูงมาก โครงสร้างสมองของผู้ป่วยจิตเภทมักมีความผิดปกติในการหลั่งสารสื่อประสาท เช่น โดปามีน (Dopamine) สูงเกินไป รวมถึงโครงสร้างสมองบางส่วนฝ่อลง ซึ่ง Ed Gein น่าจะมีแนวโน้มทางพันธุกรรมนี้อยู่แล้ว
2. ตัวจุดชนวนจากสิ่งแวดล้อม (Environmental Trigger): ต่อให้มีเชื้อสายจิตเภท แต่ถ้าโตมาในสิ่งแวดล้อมที่ดี โรคอาจจะไม่กำเริบ แต่สำหรับเอ็ด เขาเจอทั้ง แม่ที่กดขี่ทางจิตวิทยาอย่างรุนแรง (Psychological Abuse) และ ความโดดเดี่ยวขั้นสุด เมื่อแม่และพี่ชายตายไป เขาก็ไม่มีเบรกคอยดึงสติอีกต่อไป สมองจึงสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาเพื่อหนีจากความเหงาและความจริงอันโหดร้าย
มันน่าทึ่งและน่ากลัวในเวลาเดียวกันใช่ไหมครับ ที่ความคิดบิดเบี้ยวของชายในฟาร์มห่างไกลคนหนึ่ง จะกลายมาเป็นรากฐานของภาพยนตร์สยองขวัญยุคใหม่ของโลกชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งเลย
“ความโดดเดี่ยว” (โคโดคุ 孤独) งั้นเหรอ??
ท่านผู้อ่านคงพอเดาได้สินะครับ ว่าสมองผมจะคิดอะไรต่อ และไอจังหมายเลขสองก็มีการโต้ตอบดังนี้….
คุณมองเห็นภาพใหญ่ที่น่าขนลุกและเฉียบคมมากครับ มันไม่ใช่ความกลัวประเภท “ผีหลอก” หรือ “ฆาตกรโรคจิตแอบใต้เตียง” แต่มันคือ ความกลัวเชิงโครงสร้าง (Structural Horror) ที่เราเห็นเลยว่าสังคมกำลังหล่อหลอมให้เกิดระเบิดเวลาเดินได้อยู่รอบตัวเรา
สิ่งที่คุณวิเคราะห์มา ตรงกับสิ่งที่นักจิตวิทยาและนักสังคมวิทยายุคปัจจุบันกำลังหวาดกลัวที่สุดเลยครับ ยุคนี้เรามีคำศัพท์ที่เรียกปรากฏการณ์นี้เลยว่า “The Loneliness Epidemic” (โรคระบาดแห่งความเหงา)
—
1. ความโดดเดี่ยว คือ “สารเร่งปฏิกิริยา” ของความบ้าคลั่ง
ในอดีต มนุษย์เราอยู่กันเป็นชนเผ่า เป็นชุมชน หรือเป็นครอบครัวขยาย ข้อดีของมันคือ “การช่วยตรวจสอบความจริง” (Reality Check) ถ้าวันหนึ่งคุณเริ่มมีความคิดแปลกๆ เช่น “ข้างบ้านกำลังส่งคลื่นกระแสจิตมาโจมตีฉัน” แล้วคุณเดินไปบอกเพื่อนหรือญาติ พวกเขาจะเบรกคุณทันทีว่า “เฮ้ย ไม่ใช่แล้ว คิดมากไปเปล่า” เสียงของคนรอบข้างจะช่วยดึงสติคุณกลับมาสู่โลกความจริง
แต่พอคนเราอยู่ตัวคนเดียว เป็นโสด อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมในคอนโด หรือเล่นแต่โซเชียลมีเดียที่อัลกอริทึมป้อนแต่สิ่งที่ตัวเองอยากเห็น:
- ขาดเสียงสะท้อนจากโลกจริง: เมื่อไม่มีใครคอยเบรก ความคิดบิดเบี้ยวเล็กๆ จะค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นความจริงแท้ในหัว
- Ed Gein ในเวอร์ชันดิจิทัล: เอ็ด กีน ต้องถูกตัดขาดจากโลกภายนอกด้วยฟาร์มที่ห่างไกล แต่คนยุคนี้สามารถตัดขาดจากโลกภายนอกได้ง่ายๆ แค่ปิดประตูห้องแล้วสิงอยู่ในโลกออนไลน์ ซึ่งสร้างภาวะแยกตัวทางจิตใจ (Psychological Isolation) ได้รุนแรงไม่แพ้กัน
2. จากเคส “รถไฟฟ้าสายสีแดง” ถึงสังคมเมืองที่บีบคั้น
กรณีที่คุณยกตัวอย่างเรื่องพนักงานรถไฟฟ้า หรือข่าวคนคลั่งรายวันที่เราเห็นในไทยตอนนี้ มันสะท้อนว่า “ขีดจำกัดในการรับความเครียด (Stress Tolerance) ของคนในสังคมต่ำลงจนถึงขีดสุด”
สังคมเมืองสมัยใหม่ของไทย (โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่) มีปัจจัยเร่งเยอะมาก:
- ความเหลื่อมล้ำและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ: ปากกัดตีนถีบ ทำงานหนักแต่เงินไม่พอใช้ นอนน้อย
- ความสัมพันธ์ที่ฉาบฉวย: เราเจอคนวันละเป็นร้อยบนรถไฟฟ้า แต่เราไม่รู้จักใครเลย และไม่มีใครสนใจเรา ความรู้สึก “โดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คน” (Lonely in a Crowd) เป็นความเจ็บปวดที่กัดกินจิตใจอย่างรุนแรง
เมื่อสมองล้าถึงขีดสุด (Burnout) เจอความเหงาสะสม และไม่มีกลไกจัดการความเครียดที่ดีพอ “ระบบกลไกการยับยั้งชั่งใจ” (Prefrontal Cortex) จะชัตดาวน์ลงทันที ส่งผลให้เกิดอาการ “คลั่ง” (Amok) หรือหลุดเข้าไปในโลกแห่งภาวะวิกลจริต (Psychosis) ได้ง่ายมาก
3. “สารตั้งต้น” มีอยู่แล้ว แค่รอ “ตัวลั่นไก” (Trigger)
ถ้าเปรียบเทียบว่าพันธุกรรมหรือความเครียดคือ “ดินปืน” ความโดดเดี่ยวทางจิตใจนี่แหละครับที่เป็น “ตัวลั่นไก” (Trigger) ที่ทรงพลังที่สุด
น่าคิดนะครับว่า ในอนาคตเราอาจจะไม่ต้องรอให้มี “แม่ที่คลั่งศาสนาแบบสุดโต่ง” มาสร้างฆาตกรแบบ Ed Gein อีกต่อไปแล้ว เพราะระบบเศรษฐกิจ สังคมเมือง และความโดดเดี่ยวที่เรากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ มันทำหน้าที่แทนแม่ของเอ็ด กีน ได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่แพ้กันเลย มันสามารถผลิตคนที่จิตใจเปราะบาง หลงผิด และพร้อมจะ “หลุด” จากความเป็นจริงได้ทุกเมื่อ
ท่านผู้อ่านครับ มาถึงตรงนี้ ให้ตายสิ ผมนึกถึงเรื่อง “ตายอย่างโดดเดี่ยว” (โคโดคุชิ 孤独死) ขึ้นมาเลย เราหันมาดูสังคมญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันดีกว่า แต่เอาจริงๆ ผมว่า สังคมญี่ปุ่นมันก็โน้มไปทางนั้นมานานละ ผมเองเคยไปอยู่ที่นั่นมาสามปีก็ซาบซึ้งถึงทรวงอยู่เหมือนกัน
ญี่ปุ่นคือประเทศที่เดินทางไปถึงจุดยอดของ “สังคมโดดเดี่ยว” ก่อนเราหลายสิบปี จนเกิดคำศัพท์เฉพาะทางสังคมศาสตร์มากมาย เช่น Hikikomori (引きこもり คนที่ขังตัวเองอยู่ในห้อง), Kodokushi (孤独死 การตายอย่างโดดเดี่ยว), หรือ Amae (甘え ความคาดหวังที่จะได้รับความรัก) ซึ่งสิ่งที่คุณตั้งข้อสังเกตว่า “คนต่างไม่สนใจใครหรือไม่ไว้ใจใครเลย” ในญี่ปุ่น มันคือกลไกการเอาตัวรอด (Coping Mechanism) ของพวกเขาครับ
แล้วถ้าถามว่า กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ในไทย กำลังเดินตามรอยนั้นใช่ไหม? คำตอบคือ “ใช่ครับ และอาจจะน่ากลัวกว่าในบางมิติด้วยซ้ำ” โดยเราสามารถเทียบความเหมือนและความต่างที่กำลังเกิดขึ้นได้แบบนี้ครับ:
—
1. ความเหมือน: การเปลี่ยนผ่านสู่สังคม “ตัวใครตัวมัน”
เมื่อก่อนสังคมไทยขึ้นชื่อเรื่อง “ความเห็นอกเห็นใจ” (Empathy) และ “ความใจดี” แต่พอเปลี่ยนเป็นสังคมเมืองหลวงเต็มรูปแบบ ปัจจัยที่ทำให้คนไทยเริ่มปิดประตูหัวใจ ไม่สนใจใคร และไม่ไว้ใจใคร เหมือนคนญี่ปุ่น มีดังนี้ครับ:
- กำแพงแห่งความระแวง (The Trust Deficit): ยุคนี้คนเมืองหลวงถูกกระหน่ำด้วยข่าวแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คนโกง มิจฉาชีพในคราบคนน่าสงสาร หรือคนจิตหลุดตามท้องถนน จนสมองเราสั่งการว่า “การใจดีหรือการเข้าไปยุ่งเรื่องคนอื่น = ความเสี่ยง” เราจึงเริ่มสร้างหน้ากากเฉยชา (Urban Indifference) ขึ้นมาใส่เวลาเดินในเมืองหลวงเหมือนคนโตเกียว
- Apathy เป็นเเครื่องบดบังจริยธรรม: การแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น แกล้งหูทวนลม เวลาเห็นคนทะเลาะกันหรือคนแปลกๆ บนรถไฟฟ้า ไม่ใช่เพราะคนไทยใจดำขึ้น แต่เพราะความเครียดส่วนตัวก็ล้นมืออยู่แล้ว สมองเลยตัดระบบการรับรู้เรื่องคนอื่นออกไปเพื่อเซฟพลังงานตัวเอง
—
2. ความต่างที่น่ากลัว: ญี่ปุ่นมี “ระเบียบ” แต่ไทยมี “ความยืดหยุ่นที่ไร้ทิศทาง”
แม้ญี่ปุ่นจะโดดเดี่ยวและอมทุกข์ แต่สังคมเขาถูกกำกับด้วย “ระเบียบวินัยขั้นสุดและกรอบวัฒนธรรม (Meiwaku 迷惑 การไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น)”
- ญี่ปุ่น: เวลาคนญี่ปุ่นจิตหลุดหรือเครียดขั้นสุด ส่วนใหญ่พวกเขาจะเลือก “ทำร้ายตัวเอง” หรือเก็บตัวเงียบๆ จนตายไปเอง (สะท้อนผ่านสถิติการฆ่าตัวตายและคนขาดการติดต่อ) มีน้อยเคสมากที่จะลุกขึ้นมาไล่แทงคนในรถไฟ (แม้ระยะหลังจะเริ่มมีถี่ขึ้น)
- ไทย: สังคมไทยไม่ได้มีกรอบเรื่อง “ความเกรงใจสาธารณะ” เข้มข้นเท่าญี่ปุ่น วัฒนธรรมเรามีความเป็นปัจเจกสูงและขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มากกว่า (Impulsive) ดังนั้น เวลาคนไทย “จิตหลุด” จากความโดดเดี่ยวและความเครียด มันจึงมักจะระเบิดออก “ภายนอก” กลายเป็นการปะทะ คลุ้มคลั่ง หรือทำร้ายคนอื่นแบบที่เราเห็นในข่าวบ่อยๆ
อะไรจะบังเอิญปานนี้ พอผมตอนกลางคืนนั่งดู Monster: The Ed Gein Story แล้วนอน ตื่นเช้ามาวันรุ่งขึ้น เห้ย มันมีข่าวจากทีวี เรื่อง “ป้ามหาภัยสายไหม” ที่โคตรจะ ไซโค โรคจิตสัสๆ ตำรวจเขาไปล้อมหน้าบ้านเพราะได้รับแจ้งว่ามีคนเดือดร้อนหลายรายจากการกระทำอันสุดแสนจะ… ผลคือตำรวจโดนไซโค สงครามจิตวิทยาประสาทแดก ด้วยการเปิดเสียงซ้ำๆ ผ่านกล้องวงจรปิดหน้าบ้านว่า “คุณกำลังถูกจับตามอง!” โคตรจิตอ่ะ ต้องมี mindset แบบไหนถึงทำอะไรแบบนี้ได้?
นี่คือตัวแทนของคนที่มีโครงสร้างทางจิตใจบิดเบี้ยว และหลุดออกไปจากกรอบกติกาของสังคมอย่างสิ้นเชิง คำถามของคุณที่ว่า “ต้องมี Mindset แบบไหนถึงทำตัวล้ำเส้นได้ขนาดนี้?” ในทางจิตวิทยาและอาชญาวิทยาสามารถอธิบายเบื้องหลังพฤติกรรม “ไซโคตำรวจผ่านกล้อง” ได้เป็นฉากๆ แบบนี้ครับ
—
1. Mindset แบบ “ฉันคือศูนย์กลางของจักรวาล” (Grandiosity & Narcissism)
คนกลุ่มนี้จะมีกรอบความคิดที่ปักหมุดไว้ว่า “ฉันถูกเสมอ และฉันมีสิทธิ์เหนือคนอื่น” (Entitlement)
- สร้างความจริงในหัวเพื่อปกป้องอีโก้: ในมุมของป้าคนนี้ เธออาจจะไม่ได้มองว่าตัวเองเป็น “ตัวร้าย” แต่ในหัวของเธอคิดว่าตัวเองคือ “ผู้บริสุทธิ์ที่กำลังถูกกลั่นแกล้ง” สมองของเธอจะบิดเบือนความจริงทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องยอมรับความผิด
- อาการหลงผิดคิดว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่า: การที่เธอกล้าใช้กล้องวงจรปิดเปิดเสียงด่าทอ ไซโค และปั่นประสาทตำรวจที่มาล้อมบ้าน มันสะท้อน Mindset ที่คิดว่า “พวกแกทำอะไรฉันไม่ได้หรอก ฉันฉลาดกว่าพวกแก” ซึ่งเป็นพฤติกรรมท้าทายอำนาจรัฐแบบคนที่สูญเสียการยับยั้งชั่งใจไปแล้ว
2. อาการ “หลงผิดแบบระแวงแค้น” (Persecutory Delusion)
เคสประเภทนี้มักจะมาพร้อมกับความระแวงขั้นสุด (Paranoia) มองคนรอบข้างข้างบ้าน หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐเป็นศัตรูทั้งหมด
- เมื่อคนเรามีความระแวงแค้นสะสม สมองจะสั่งการให้เข้าสู่โหมด “สู้หรือหนี” (Fight or Flight) ตลอด 24 ชั่วโมง
- พอไม่มีใครคอยเบรก (ไม่มีเสียงสะท้อนจากความจริงแบบที่คุณว่า) เธอก็จะสร้างอาณาจักรเล็กๆ ของเธอขึ้นมาในบ้าน ล็อกประตู ตัดขาดจากโลกภายนอก แล้วใช้กล้องวงจรปิดเป็น “อาวุธ” ในการโจมตีคนอื่น ความโดดเดี่ยวทำให้อาการระแวงนี้เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นความคุ้มคลั่งในเวอร์ชันที่ไม่ได้ถือมีดไล่ฟันคน แต่เป็น “ความคุ้มคลั่งเชิงสงครามประสาท”
3. การล้ำเส้นเพราะ “กลไกควบคุมทางสังคม” (Social Control) มันพังทลาย
ทำไมคนทั่วไปถึงไม่ทำแบบนี้? เพราะคนปกติมี “เบรก” 3 ชั้นครับ:
1. เบรกในใจ (Internal Control): ความละอายใจ ความกลัวผิดกฎหมาย
2. เบรกจากคนรอบข้าง (Social Binding): กลัวเมียว่า กลัวลูกอาย กลัวเพื่อนเลิกคบ
3. เบรกจากกฎหมาย (External Control): กลัวติดคุก
แต่สำหรับเคสป้ามหาภัยสายไหม รวมถึง Ed Gein หรือคนคลั่งคนอื่นๆ เบรกชั้นที่ 1 และ 2 ของพวกเขาพังไปนานแล้วครับ พออยู่ตัวคนเดียว นานวันเข้าก็ไม่สนใจหน้าตาทางสังคม ไม่เหลือความสัมพันธ์กับใครให้ต้องแคร์ สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือเบรกชั้นที่ 3 (กฎหมาย) ซึ่งพอกล้าล้ำเส้นท้าทายตำรวจแบบในข่าว ก็เท่ากับว่าเบรกทุกอย่างในชีวิตได้หลุดไปหมดแล้ว
ผมขอเตือนไว้ตรงนี้เลย ไอ้พวกที่ชอบอวดโอ่ แพร่ค่านิยมในโซเซียลว่า “เป็นโสดสิดี เป็นโสดแล้วเป็นอิสระ ชีวิตที่ไม่ต้องแชร์อะไรกับใคร” มันไม่ใช่แค่ “องุ่นเปรี้ยว” แต่คุณกำลังหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการเพาะสร้าง “คนโรคจิต” ขึ้นมามากๆ เอาให้เยอะๆ แล้วสักวันคุณก็จะได้รับผลจากการกระทำนั้นเอง (คือต้องเสี่ยงภัยในสังคมที่คนรอบตัวเต็มไปด้วยพวกที่พร้อมจะคลั่งเมื่อไหร่ก็ได้ สังคมแห่งคนโรคจิต)
กรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นเมืองที่ทุกคนก้มหน้ามองจอ ใส่หูฟังไร้สาย เพื่อตัดขาดจากโลกความจริงรอบตัว เราอยู่ใกล้กันทางกายภาพ (เบียดกันบนรถไฟฟ้า) แต่ระยะห่างทางจิตใจไกลกันเป็นกิโลเมตร ซึ่งนี่คือสารตั้งต้นของความโดดเดี่ยวที่จะผลิตคนแบบ “ป้ามหาภัย” หรือคนจิตแปลกๆ ออกมาสู่สังคมมากขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่เราคุยกันมาตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ มันทำให้เห็นภาพชัดเจนเลยครับว่า “มนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว”
เอาตรงๆ นะ ในโลกโซเซียล ผมไม่เห็นมีใคร ตั้งคำถามว่า เราจะสร้างสิ่งแวดล้อมที่ขจัดความโดดเดี่ยว ออกไปยังไง? ซึ่งเอาจริงๆ นะ มันง่ายมากๆ ก็แค่ทำตามวิถีดั้งเดิม แค่ออกจาก “อาณาเขตที่ตัวเองกางไว้” ไป “เข้ากิจกรรม” เข้าไปใน “จุดนัดพบ” ที่มันได้สัมผัสสัมพันธ์กับผู้คน ง่ายที่สุดก็เล่นกีฬานี่แหละ แต่ กลับไม่มีคนคิดอะไรที่เป็นการแก้ปัญหาอย่าง “ตรงไปตรงมา” เดินออกไปพาเพื่อนร่วมกิจกรรม (mate) เลย มีแต่คำแก้ต่าง จำพวก “องุ่นเปรี้ยว” (เป็นโสดสิดี ไอ้คนมีผัวมีเมียมีลูกนี่ มันพูดซะเหมือนเป็นไอ้โง่ไปเลย หรือไม่ก็ ไม่มีใครรัก เราก็จงโอบกอดตัวเอง) หากผมเชื่อตามที่ผมได้ยินพ่อผมพูดบ่อยๆ ว่า “คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัว” ล่ะก็ ผู้คนในยุคนี้ก็คงมีคนจัญไรอยู่เยอะ เพราว่าพวกเขาใช้เวลาและพลังงานไปกับการประดิษฐ์ถ้อยคำ สรรหาเหตุผล สร้างวาทกรรม เพื่อ “แก้ตัว” ให้สิ่งที่ตัวเองทำหรือหาเหตุผลให้มัน “ดูดี” แทนที่จะยอมรับตรงๆ แบบง่ายๆ ว่ามันเป็น “ปัญหา” ที่ต้อง “แก้ไข” แล้วก็ไปหาทางแก้ไขมันซะ!!
เราจะทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดยั้งภัยที่จะเกิดแก่สังคม ซึ่งมันอาจจะวนมาถึงตัวเราสักวัน หรือ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างปัญหาสังคม สร้างเงื่อนไขให้มันเกิดมีคนแบบ Ed Gein หรือ “ป้ามหาภัย” ออกมา อีกเยอะๆ
จะเอาแบบไหน!? คุณเลือกเอง!!
ผมว่าผมได้ไอเดียมาเขียนอีกเรื่องหนึ่งละ มันจะเป็นยังไงก็โปรดติดตามกันนะครับสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (10) ข้าคือคลื่นหย่ายยย
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (9) โทจิมะอยากเป็นคาเมนไรเดอร์!! ส่วน “พีรดนย์” ดัน (ต้อง) ตกกระไดพลอยโจนมาเป็น “ไอ้มดขาว Termite” ซะอย่างงั้น!!
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (9) หยินกับหยาง
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (8) วิถีเดินเดี่ยว
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (7) การ “ดัดจริต”
เมื่อผมสนทนากับ Gemini (10) จาก เอ็ด กีน ถึง “โคโดคุชิ” และ “ป้ามหาภัย”!! ความโดดเดี่ยวที่เปลี่ยนคนให้กลายเป็นปีศาจได้!?



