วิชายุทธ วิถีเซน by Lordofwar Nick
ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (10) ตีน้ำเต้าน้อยบนน้ำ
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน อยากจะบอกว่า มินิซีรี่ส์ “ฟุโดจิ” ในคราวนี้ เราก็มากันได้ครึ่งทางแล้วนะครับ (จะจบในเดือนเมษายนนี้) เอาล่ะ ต้องสาวเท้าให้เร็วขึ้นกันหน่อยแล้ว
ข้อความต้นฉบับ
一 水上に打胡芦子(ころし)、捺着すれば即轉と。胡芦子はふくべ(瓢)也。捺着すとは手を持て押す事也。 ふくべを水へ沈てをせばひよつと脇へのき、おせばのき、何としても一所にとまらぬもの也。至りたる人のこころは、そつとも物にとまらぬ事也。水上のふくべを おすがごとし。
๑ การตีน้ำเต้าน้อย (胡芦子 โคโรชิ) บนน้ำ หากกดลงก็จะกลิ้ง น้ำเต้าน้อยคือน้ำเต้า กดลงนั้นคือเอามือกด ถ้าจุ่มน้ำเต้าลงไปในน้ำ มันก็ไปทางข้าง พอกด ไมว่าอย่างไรก็ไม่หยุดอยู่สักที่ จิตของคนที่ถึงแล้ว ย่อมไม่หยุดที่สิ่งใดแม้แต่น้อย เหมือนดั่งกดน้ำเต้าบนน้ำ
一 應無所住而生其心(おうむしょじゅう にしょうごしん)。此文を訓に讀て見候えば、 應無所住而生其心(まさにじゅうするところなくしてそのこころをしょうず)、と讀也。万のわざをするに、 せふと思ふ心が生ぜねば、手も不ㇾ動、心生れば、又其所作に心が留る也。然る間止る所なくして心を生ずべしとなり。
“ควรที่จะไร้สิ่งดำรงและบังเกิดจิต (นั้น)” (โอมุโชะจู นิโชโกะชิน) หากอ่านดูประโยคนี้เป็นเสียงคุน (เสียงญี่ปุ่น) อ่านได้ว่า “มาสะนิ จูสุรุ โทโกโระ นาคุชิเตะ โซโนะ โคโคโระ โวะ โชซุ” ในการทำกระบวนท่าทั้งหลาย หากไม่เกิดจิตที่นึกว่าจะ (ต้องเป็น) เช่นนั้น มือก็ไม่ขยับ หากเกิดจิต จิตก็จะหยุดที่การกระทำนั้นอีก ควรเกิดจิตโดยไม่มีที่ที่หยุดอยู่ระหว่างกลางเช่นนั้น
心が生ずれば生ずる所に止まる。生ぜざれば、手もうごかず、行ばそこに留る心を生じて、其わざをなしながら留る所なきを諸道の名人と云也。佛法にて、此留る心から執着心が起り、輪廻も是より起るなり。此留る心は諸道に悪鋪候。此心止らざれば諸道が心のままに成也。生死のきづなにても候也。花紅葉を見ても、 花もみぢと見る心が生じながら、そこに止らざるこころを専とする也。
หากเกิดจิตก็จะหยุดที่ที่เกิด หากไม่ให้ (จิต) เกิด มือก็จะไม่ขยับ หากไป จะเกิดจิตหยุดที่นั่น แม้สำแดงกระบวนท่านั้น ต้องไม่มีที่ค้าง เรียกว่า เป็นยอดในวิถีทั้งปวง ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อจิตที่ยึดติดเกิดจากจิตที่ค้างนี้ วัฏสงสารก็จักเกิดจากสิ่งนี้ จิตที่ค้างนี้ เป็นสภาพการณ์อันเลวในวิถีทั้งปวง หากจิตนี้ไม่หยุด วิถีทั้งปวงย่อมสำเร็จดังใจ แม้ในสายสัมพันธ์ของความเป็นความตายก็เป็นเช่นนั้น แม้จะมองใบไม้แดง (ใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง) แม้เกิดจิตว่าเห็นใบไม้แดง จิตที่ไม่หยุดอยู่ตรงนี้ เป็นเรื่องใหญ่สำคัญ
การตีความและอภิปราย
อันนี้บอกเลย เจอของแข็งเข้าแล้ว ไม่นึกว่าจะแอดวานซ์ขนาดนี้ “ควรที่จะไร้สิ่งดำรงและบังเกิดจิต” (應無所住而生其心) วลีนี้ มาจาก “วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร” ครับ ถ้าไม่ได้อาศัยเนื้อหาที่ปรากฎไว้ ในนี้ คงยากที่จะแปลในส่วนนี้ออกมาได้ (ต้องขอบพระคุณท่านผู้เขียน มากๆ ครับ)
是故須菩提,諸菩薩摩訶薩,應如是生清淨心,不應住色生心,不應住聲香味觸法生心,應無所住而生其心。
“เพราะฉะนั้นแล สุภูติ ! ปวงพระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ พึงบังเกิดจิตสะอาดบริสุทธิ์เช่นนี้ ไม่ควรดำรงรูปบังเกิดจิต ไม่ควรดำรงเสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ๖ บังเกิดจิต แต่ควรที่จะไร้สิ่งดำรงและบังเกิดจิตต่างหาก
อ่านแล้วอาจจะงงกับศัพท์แสงแบบมหายาน เอาแบบ ขอเขียนโดยใช้ถ้อยคำใหม่ เอาแบบพุทธศาสนาแบบไทยๆ ละกันนะครับว่า
เมื่อใด เธอเมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อฟังเสียงก็สักแต่ว่าฟัง เมื่อรับรู้อารมณ์ที่ได้รับรู้ก็สักแต่ว่ารับรู้ เมื่อรู้แจ้งธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งก็สักแต่ว่ารู้แจ้ง เมื่อนั้น เธอก็จะไม่มี เมื่อใด เธอไม่มี เมื่อนั้น เธอก็จะไม่ยึดติดในสิ่งนั้น
เมื่อใด เธอไม่ยึดติดในสิ่งนั้น เมื่อนั้น เธอจักไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอื่น ไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้เป็นที่สุดแห่งทุกข์
พระสุตตันตปิฎก (พาหิยสูตร)
ผมนี่ อึ้ง อึ้งเลยนะ ไม่คิดว่าพระอาจารย์ทาคุอันจะเอาธรรมะระดับนี้มาสอน
โดยส่วนตัว ผมมองว่า ทางเดินในการศึกษาขั้นแรกของผม คือ “คัมภีร์ห้าห่วง” นั้น บนสุดของคัมภีร์ห้าห่วง (คือ “คัมภีร์แห่งอากาส”) นั้น อารมณ์ยังเป็นเพียง “ประตู” ที่จะเปิดไปหาธรรมะขั้นที่ยิ่งกว่า คือการเอาจิตของตนไปให้พ้นจากการไปข้องติดกับปรากฎการณ์ทั้งหลายในโลก โอ ไม่น่าเชื่อเลย ว่าจะได้มาพบกับอะไรแบบนี้ มันยอดมากจริงๆ
นี่ครึ่งทางยังขนาดนี้ แล้วไปถึงปลายทางจะเป็นยังไงเนี่ย? อยากรู้ ต้องอ่านต่อสัปดาห์หน้านะครับสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (9) โอกาสแห่งหินเหล็กไฟ
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (8) ในช่องว่างไม่มีเส้นผม
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (7) หลัก กับ การ
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (6) หุ่นไล่กาในนากลางเขา
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (5) ไร้จิตไร้นึกคิด
#ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (10) ตีน้ำเต้าน้อยบนน้ำ


