อวสานล่ามและนักแปลภาษาญี่ปุ่น – จริงหรือ?
ประมาณ 3-4 ปีมานี้ตั้งแต่ทั่วโลกเริ่มตื่นตัวกับคำว่า A.I. ในวงคนทำงาน ก็สังเกตได้ว่ากลุ่มของล่ามและนักแปลของทุกภาษาต่างก็แสดงทัศนคติต่อการพัฒนา A.I. เพื่อแปลภาษาอย่างมาก บ้างก็มองเป็นทางบวกว่าจะมาช่วยให้ล่ามและนักแปลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่บ้างก็มองในทางลบว่ามันจะมา disrupt และทำให้อาชีพล่ามและนักแปลต้องถึงคราว “อวสาน” เป็นแน่

ผู้เขียนเองเคยพูดถึง “ปัจจัยสี่แห่งการแปลและล่าม” ไว้ใน การล่ามและการแปลภาษาญี่ปุ่นและภาษาไทย วันนี้จึงจะชวนคุยอีกรอบเกี่ยวกับเรื่องการแปลและล่ามรวมทั้งบทบาทของ A.I. โดยปัจจัยสี่ที่ว่านั้นคือ
“ความสามารถในภาษาต้นทาง + ความสามารถในภาษาปลายทาง + ความรู้เฉพาะทางในแต่ละวงการ + จรรยาบรรณ”
สำหรับ 2 ปัจจัยแรกคือความสามารถในภาษาต้นทาง และ ความสามารถในภาษาปลายทาง ต้องยอมให้เครดิตว่า A.I. “อาจจะ” เหนือกว่าล่ามและนักแปลที่เป็นมนุษย์ “บางคน” ขึ้นกับความสามารถทางภาษาของมนุษย์คนนั้น ๆ อีก อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ใช่การแปลแต่เป็นการล่ามแบบฟังและพูดนั้นมีอุปสรรคอีกมากมายเช่น เสียงพูดของต้นฉบับออกเสียงไม่ชัด, มีเสียงรบกวนบริเวณที่ทำล่าม, อวัจนภาษาที่ต้องอาศัยการ “อ่านอากาศ (空気を読む)” ที่ A.I. ยังไม่สามารถ “เห็นและตีความอวัจนภาษาของผู้ส่งและผู้รับสาร” ได้ ผู้เขียนจึงคิดว่าหากเป็นการแปลนั้น A.I. น่าจะมีแนวโน้มทำได้ดีกว่ามนุษย์ (ยกเว้นการแปลที่เน้นการสร้างความรู้สึกที่มนุษย์ยังทำได้ดีกว่า) แต่หากเป็นการล่ามฟังและพูดนั้นมนุษย์ก็ยังมีภาษีอยู่ไม่น้อย

ปัจจัยที่สามคือความรู้เฉพาะทางในแต่ละวงการ ต้องยอมรับว่า A.I. เหนือกว่ามนุษย์ไปไกลมากแล้วในด้านความรู้เชิงข้อมูล แต่มนุษย์ก็ยังไม่แพ้ในเรื่องข้อมูลเชิงลึกที่ไม่สามารถหาอ่านตามดิจิทัลทั่วไปได้ รวมทั้งการเข้าถึงความรู้เฉพาะทางในแต่ละวงการก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยทักษะแบบมนุษย์เช่น การอ่านอากาศ การอ่านและตีความอวัจนภาษาอยู่ดี รวมทั้งการสานสัมพันธ์อันดี การนัดดื่มกินสร้างมิตรภาพ ฯลฯ ทำให้ยังพูดว่า A.I. ชนะมนุษย์ได้ยาก (A.I. ชวนชาวญี่ปุ่นไปชนแก้วสร้างสัมพันธ์ไม่ได้นี่นา)
ปัจจัยสุดท้ายคือจรรยาบรรณ ซึ่งในข้อนี้มนุษย์ชนะแน่นอน เพราะจรรยาบรรณเป็นเรื่องของวิจารณญาณ แต่ A.I. ไม่มีประสบการณ์ส่วนตัวแบบมนุษย์จึงไม่สามารถมีหรือใช้วิจารณญาณได้ ในประเด็นนี้มนุษย์จึงชนะขาดแน่นอน เพราะมนุษย์มีวิจารณญาณที่ตัดสินใจว่าจะมีหรือไม่มีจรรยาบรรณก็ได้ ในขณะที่ A.I. ไม่มีความสามารถนี้มาตั้งแต่ต้น

เมื่อเปรียบมวยดูแล้ว ก่อนอื่นต้องพูดว่าอาชีพล่ามและนักแปลยังไม่ถึงกาลอวสาน แต่ระดับความสามารถที่ต้องการนั้นจะสูงขึ้นอีกมาก ตระหนักไว้เลยว่าหากรู้ภาษาญี่ปุ่นแค่ N2-N5 นั้น สู้ใช้ A.I. ค่ายที่ยอมจ่ายค่าบริการก็น่าจะทำได้ดีกว่ามนุษย์มากนัก หากจะเป็นล่ามและนักแปลมืออาชีพ ควรจะต้องมีอย่างน้อย N1 บวกกับปัจจัยสี่แห่งการแปลและล่าม คือมีความรู้เฉพาะทางเสริมจากความสามารถทางภาษา และมีจรรยาบรรณอีกด้วย และต้องมีทักษะการใช้ A.I. ให้รับใช้เราเอง ไม่ใช่ทำตัวเองให้กลายเป็นเบี้ยล่างของ A.I.
ผู้เขียนเองจึงมองด้วยประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเองว่า ในอดีตที่ผ่านมาเราจะมีคนประกอบอาชีพล่ามจริง ๆ ที่เรียนสายภาษาญี่ปุ่นมาโดยตรง แล้วหาความรู้เฉพาะทางในแต่ละวงการเพิ่ม แล้วมาประกอบอาชีพล่าม เป็นลักษณะของ Japanese + Other skills แต่ในยุคหลังจากนี้เป็นต้นไปจะมีแนวดังกล่าวน้อยลงแล้ว คือไม่ใช่เรียนสายภาษาญี่ปุ่นมาโดยตรง แต่เป็นการเรียนคณะอื่นมาเลยที่มาเพิ่มความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นแทนแบบ Other skills + Japanese กันมากขึ้น
แต่ยังคงสนับสนุนให้ทุกคนเรียนรู้ภาษาต่างประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะการรู้ภาษาต่างประเทศหมายถึงการเปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ ไม่ใช่ว่าจะต้องประกอบอาชีพล่ามและนักแปลเสมอไปนี่นา
ติดตามผลงานเขียนทั้งหมดของวีรยุทธได้ที่ >> https://www.facebook.com/Weerayuths-Ideas
เรื่องแนะนำ :
– โชจู (Shochu) และโซจู (Soju) นั้นต่างกันไฉน?
– จากนักร้องคัฟเวอร์โนเนมสู่นักร้องชื่อดัง: Uru
– คาราเต้ค่อย ๆ กลายเป็นศาสตร์เพื่อสุขภาพไปทีละนิด
– คนญี่ปุ่นแต่งงานเพราะความรักมากขึ้น แต่งงานผ่านพิธีดูตัวน้อยลง และแต่งงานเพราะรู้จักกันในเน็ตเพิ่มอย่างรวดเร็ว
– ประวัติศาสตร์ของคำศัพท์เรียกอาหารเส้นของญี่ปุ่น: โซบะ, นานกิงโซบะ, ชินะโซบะ, ชูกะโซบะ, และ ราเม็ง
ขอบคุณรูปภาพจาก
https://zoom-japanese-interpreter.com/contact/
https://conference-interpretation.asia/japanese-interpreter/
#อวสานล่ามและนักแปลภาษาญี่ปุ่น – จริงหรือ? #ล่ามญี่ปุ่น



