คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (5) “เฮียคุเร็นจิโตกุ” (百錬自得)
สวัสดีครับ มาต่อจากคราวที่แล้วนะครับ หลังจากที่ฝึก “ออกกำลังจิต” มาได้เป็นเบื้องตันแล้วก็ต้องมาลองสนามกันต่อไป ซึ่งในที่นี้จะขอยกข้อความใน “ทิพยอำนาจ” ขึ้นมาก่อน แล้วเดี๋ยวจะพูดถึงแนวทางการฝึกตนแบบญี่ปุ่น เพื่อเทียบโยงให้เห็นชัดเจนถึงที่มาและเหตุผล (ว่าทำไมถึงต้องฝึกกันแบบนี้ๆ) ต่อไปนะครับ
ใน “ทิพยอำนาจ” ได้กล่าวถึง “นิมิต” ซึ่งในที่นี้จะขอจำกัดความหมายถึง เครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนดจับเป็นอารมณ์ แล้วพิจารณาจนติดตาติดใจ ซึ่งจะสัมพันธ์กับสมาธิสามระดับ ดังนี้
๑. บริกรรมนิมิต ได้แก่ข้อกัมมัฏฐานที่นำมาเป็นข้ออบรมจิต ปรากฏอยู่ในห้วงนึกคิดของบุคคลเป็นเวลาชั่วขณะจิตหนึ่งแล้วเคลื่อนไป ต้องตั้งใหม่เป็นพักๆ ไป อย่างนี้แลเรียกว่า บริกรรมนิมิต จิตในขณะนี้เป็นสมาธิเพียงชั่วขณะจิตหนึ่ง จึงเรียกว่า ขณิกสมาธิ
๒. อุคคหนิมิต ได้แก่ข้อกัมมัฏฐานนั้นเหมือนกัน ปรากฏอยู่ในห้วงความนึกคิดของบุคคลอย่างชัดเจนขึ้น ด้วยอำนาจกำลังของสติสัมปชัญญะควบคุม และดำรงอยู่นานเกินกว่าขณะจิตหนึ่งจิตไม่ตกภวังค์ง่าย องค์ของฌานปรากฏขึ้นในจิตเกือบครบถ้วนแล้ว อย่างนี้เรียกว่า อุคคหนิมิต จิตในขณะนั้นเป็นสมาธิใกล้ต่อความเป็นฌานแล้ว เรียกว่า อุปจารสมาธิ ถ้าจะพูดให้ชัดอีกก็ว่า เข้าเขตฌานนั่นเอง
๓. ปฏิภาคนิมิต ได้แก่ข้อกัมมัฏฐานที่นำมาอบรมจิตนั่นเอง เข้าไปปรากฏอยู่ในห้วงนึกคิดของบุคคลแจ่มแจ้งชัดเจน ถ้าเป็นรูปธรรมก็เป็นภาพชัดเจนและผ่องใสสวยสดงดงามกว่าสภาพเดิมของมัน ถ้าเป็นอรูปธรรมก็จะปรากฏเหตุผลชัดแจ้งแก่ใจพร้อมทั้งอุปมาอุปไมยหลายหลาก จะเห็นเหตุผลที่ไม่เคยเห็น และจะทราบอุปมาที่ไม่เคยทราบอย่างแปลกประหลาด อย่างนี้แลเรียกว่าปฏิภาคนิมิต จิตใจในขณะนั้นจะดำรงมั่นคง มีองค์ฌานครบถ้วน ๕ ประการเกิดขึ้นในจิต บำรุงเลี้ยงจิตให้สงบสุขแช่มชื่นอย่างยิ่ง จึงเรียกว่า อัปปนาสมาธิ จัดเป็นฌานชั้นต้นที่แท้จริง จิตจะดำรงอยู่ในฌานนานหลายขณะจิต จึงจะเคลื่อนจากฌานตกลงสู่ภวังค์ คือจิตปกติธรรมดา.
นิมิตทั้ง ๓ เป็นเครื่องกำหนดหมายของสมาธิทั้ง ๓ ชั้น ดังกล่าวมานั้น ท่านจึงเรียกชื่อเช่นนั้น ผู้ปฏิบัติพึงสำเหนียกไว้เป็นข้อสังเกตขีดขั้นของสมาธิสำหรับตนเองต่อไป
ตามใน “ทิพยอำนาจ” นั้น กล่าวไว้เช่นนี้
สิ่งที่ผมจะกล่าวในวันนี้ก็คือ การฝึกจิตไต่ขึ้นไปตามขีดขั้นที่ว่านี้ ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย ใครๆ ก็ทำได้ และวิธีการก็แสนง่ายด้วย วิธีการที่ว่านี้ก็คือ สั้นๆ นะครับ…
“เฮียคุเร็น” (百錬) ครับ
ฝึกมันเข้าไป เดิมๆ ซ้ำๆ ถ้าเป็นคาราเต้ก็ ฝึกชกหมัดตรงมันเข้าไป ถ้าเป็นเคนโด้ก็ ฝึกหวดลมมันเข้าไป ทำสิ่งซ้ำๆ เดิมๆ ย้ำๆ เป็นร้อยๆ ครั้งสั่งสมมันเข้าไป หวดไป ชกไป แรกๆ อาจจะจดจ่อกับมันแป๊บๆ แว้บๆ ก็ไม่เป็นไร ก็ทำมันต่อไป ทำไปๆ จนถึงจุดหนึ่ง จิตก็จะค่อยๆ เริ่มจดจ่อ เริ่มรู้สึกได้ถึงรายละเอียดต่างๆ มากเข้าๆ รู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย จิตใจจดจ่อกับมัน จนเหมือนแนบสนิทไปกับมัน
พอถึงจุดหนึ่ง ต่อให้เราไม่ได้ออกหมัดหรือหวดดาบจริงๆ แค่หลับตาลงเราก็จะสามารถนึกถึงภาพ นึกถึงอาการที่เราออกหมัดหรือหวดดาบจริงๆ ได้ ถึงจุดหนึ่งที่ละเอียดขึ้น แม้แต่ความรู้สึกของการขยับของกล้ามเนื้อ ก็นึกถึงมันขึ้นมาได้ อาจมีชั่วแวบที่มันแวบเข้ามาในหัวเองว่า “แบบนี้ไม่ดี” “แบนนี้ดีกว่า” สมองอาจประมวลผลให้เรานึกออก เข้าใจ ถึงสิ่งที่บางทีเราถูกสอน หรือได้ยินได้ฟังมาแต่ ณ ตอนนั้นไม่เข้าใจ
เรื่องนี้ สำคัญมากๆ เพราะคนที่เป็นมือใหม่ คนไม่เคยเรียนไม่เคยฝึกกายฝึกจิตนั้น มักเรียนสิบจำได้แค่หนึ่งหรือสอง จึงไม่มีคำสอนหรือคำแนะนำใดที่จะดีไปกว่า “ทำมันต่อไป ฝึกมันต่อไปนั่นแหละ”
มันอาจฟังดูโง่เง่าสำหรับคนสมัยใหม่ที่ต้องคอยมองหาโซลูชั่นนั่นนี่ที่สามารถแก้ปัญหาได้แบบ “ทันใจ” ดังนั้นไอ้การจะให้ทำอะไรไปเรื่อยๆ แบบมองไม่เห็นว่าจะได้ผลที่ต้องการเมื่อไหร่ คงไม่น่าชอบใจนัก แต่ขอให้เชื่อเถอะครับว่า มันคือวิธีที่ดีที่สุดแล้ว มันไม่มีทางลัดอื่น นอกจากเราต้องให้จิตของเรา “จำ” สิ่งนั้นจนสามารถนึกขึ้นมาเป็นภาพหรือความรู้สึกให้ได้ แล้วพอไปถึงจุดที่สมาธิของเราไปได้ลึกพอแล้ว สิ่งต่างๆ มันจะ “คลี่คลายชัดแจ้ง” ขึ้นมาเอง หากไปถึงจุดนั้นแล้ว มันจะไม่แค่เรียนสิบจำได้สิบ แต่อาจสามารถนึกอะไรต่อยอดไปให้เกินสิบ เกิดความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น รู้โดยไม่ต้องมีใครสอนเลยก็ยังได้
นี้เรียกว่า “จิโตคุ” (自得) “ได้แก่ตนเอง”
นี้จึงเป็นที่มาของคำคมสอนใจว่า “เฮียคุเร็นจิโตกุ” (百錬自得)
ว่าแล้วก็ มีนิทานเซน มาเล่าให้ฟังอีกเรื่อง (อีกแล้ว)
มีหนุ่มคนหนึ่ง เขาอยากจะเป็นนักฟันดาบที่เก่งกาจ เขาไปหาอาจารย์สอนฟันดาบ ให้ช่วยสอนเขาให้เป็นนักฟันดาบ
เขาถามอาจารย์ว่า จะใช้เวลาสักกี่ปี
อาจารย์ ตอบว่า ประมาณ 7 ปี
เขาชักจะรวนเร เพราะว่า 7 ปี นี้มันเป็นเวลามิใช่น้อย
ฉะนั้น เขาขอร้องใหม่ว่า เขาจะพยายาม ให้สุดฝีมือ สุดความสามารถ ในการศึกษา ฝึกฝน ทั้งกำลังกายกำลังใจ ทั้งหมด ถ้าเป็นเช่นนี้ จะใช้เวลาสักกี่ปี
อาจารย์ก็บอกว่า “ถ้าอย่างนั้น ต้องใช้เวลาสัก 14 ปี” แทนที่จะเป็น 7 ปี กลายเป็น 14 ปี
หนุ่มคนนั้นก็โอดครวญขึ้นมาว่า บิดาของเขาแก่มากแล้ว จะตายอยู่รอมร่อแล้ว เขาจะพยายามอย่างยิ่งให้บิดาของเขาได้ทันเห็นฝีมือฟันดาบของเขาก่อนตาย เขาจะแสดงฝีมือฟันดาบของเขา ให้บิดาของเขาชมให้เป็นที่ชื่นใจแก่บิดา เขาจะพยายาม อย่างยิ่งที่จะแสดงความสามารถให้ทันสนองคุณของบิดา จะต้องใช้เวลาสักเท่าไร ขอให้อาจารย์ ช่วยคิดดูให้ดีๆ
ท่านอาจารย์ก็บอกว่า “ถ้าอย่างนั้นต้อง 21 ปี”
นี้มันเป็นอย่างไร ขอให้นึกดู แทนที่จะลดลงมา มันกลายเป็นเพิ่มขึ้นเป็น 21 ปี หนุ่มคนนั้นจะเล่นงานอาจารย์ อย่างไรก็ไม่ได้ เพราะเป็นอาจารย์ จะทำอย่างอื่นก็ไม่ถูก นึกไม่ออก เพราะไม่มีใครจะเป็นอาจารย์สอนฟันดาบให้ดีกว่านี้ ซึ่งเป็นอาจารย์ของประเทศ ดังนั้นเขาก็ซังกะตาย อยู่ไปกะอาจารย์ ด้วยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีนั่นเอง
หลายวันต่อมา อาจารย์ก็ใช้คนคนนี้ แทนที่จะเรียกไปสอนให้ใช้ดาบ ฟันดาบ กลับให้ทำครัว ให้ทำงานในครัว ให้ตักน้ำผ่าฟืน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เรียกว่า ต้องทำงานในครัว
หลายวันล่วงมา วันหนึ่งอาจารย์ผลุนผลันเข้าไปในครัวด้วยดาบสองมือ ฟันหนุ่มคนนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้สึกตัว อุตลุดเป็นการใหญ่ เขาก็ต้องต่อสู้ ไปตามเรื่องตามราวของเขา ตามที่เขาจะสู้ได้ โดยใช้อะไรแทนดาบ หรือด้วยมือเปล่าๆ หรืออะไรก็สุดแท้ สองสามอึดใจแล้วก็เลิกกัน อาจารย์ก็กลับไป
แล้วต่อมาอีกหลายวัน เขาก็ถูกเข้าโดยวิธีนี้อีก และมีบ่อยๆ อย่างนี้เรื่อยไป ไม่กี่ครั้งเขาก็กลายเป็นนักฟันดาบขึ้นมาได้ โดยไม่รู้สึกตัว (บ้างก็ว่าใช้เวลาไม่ถึงปี) จนกระทั่งอาจารย์บอกว่า กลับบ้านได้ คือจบหลักสูตรแล้ว และปรากฏว่า ต่อมาหนุ่มคนนี้ ก็เป็นนักดาบลือชื่อของประเทศญี่ปุ่นไป
ครับ นั่นแหละครับ
มีอีกสิ่ง ที่ผมจะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ นั่นก็คือ การที่เราเจริญฌานนั้น แรกเริ่มมา การที่เรากำจัดนิวรณ์ ๕ ก็เหมือนกับเราต้องตั้งต้น สตาร์ทมอเตอร์ไซด์ให้ได้ ทีนี้พอขับออกไปได้แล้ว ก็ต้องคอยประคองให้รถมันไปได้ตลอด แต่แน่นอน มันย่อมมีอะไรมาทำให้เรา เขว หรือ สะดุด ได้เรื่อยๆ แต่ก่อนที่จะพูดถึงสิ่งนี้ ผมขอพูดถึงการไต่ลำดับฌานจากหนึ่งไปหาสี่ ซึ่งจะเหมือนกับการยิงกระสวยอวกาศจากพื้นโลก คือถึงจุดหนึ่งก็ต้องปลดถังเชื้อเพลิงแข็งไป ซึ่งมีลำดับดังนี้
๑ ปฐมฌาน มีองค์ฌานทั้ง ๕ คือ วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา
๒ ทุติยฌาน ละ วิตก วิจาร ออก เหลือ ปิติ สุข เอกัคคตา
๓ ตติยฌาน ละ ปิติ ออก เหลือ สุข เอกัคคตา
๔ จตุตถฌาน ละ สุข ออก เหลือ เอกัคคตา
ในการเดินทางตรงนี้ เป็นธรรมดาที่จะมีขวากหนามที่ทำให้ “สะดุด” เหมือนมอเตอร์ไซด์ที่ต้องหยุดกลางคัน ใน “ทิพยอำนาจ” กล่าวไว้ดังนี้ (ขอย่นย่อข้อความบางส่วน)
เสียง เป็นหนามของปฐมฌาน
วิตก =ความคิด วิจาร = ความอ่าน เป็นหนามของทุติยฌาน
ปีติ = ความชุ่มชื่น เป็นหนามของตติยฌาน
ลมหายใจ เป็นหนามของจตุตถฌาน ดังนี้
ในขั้นปฐมฌาน จิตยังสังโยคกับอารมณ์อยู่ อายตนะภายในยังพร้อมที่จะรับสัมผัสอายตนะภายนอกได้อยู่ฉะนั้น เสียง จึงสามารถเสียดแทรกเข้าไปทางโสตประสาทสู่จุดรวมคือใจ แล้วทำใจให้กระเทือนเคลื่อนจากอารมณ์ที่กำลังคิดอ่านอยู่ บรรดาอายตนะภายนอกที่สามารถเสียดแทรกทำความกระเทือนใจในเวลาทำฌานนั้น เสียงนับว่าเป็นเยี่ยมกว่าเพื่อน ยิ่งเป็นเสียงที่กระแทกแรงๆ โดยกะทันหัน ยิ่งเป็นหนามที่แหลมที่สุด สามารถกระชากจิตจากฌานทันทีทันใด แต่ถ้าดื่มด่ำในอารมณ์ของฌานให้มากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณแล้ว เสียงก็จะทำอะไรใจเราไม่ได้ ได้ยินก็เหมือนไม่ได้ยิน ไม่กระเทือนถึงใจนั่นเลย.
ในขั้นทุติยฌาน ความคิดความอ่าน จะกลายเป็นหนามตำจิตขึ้นมาในทันที คือ เมื่อไรดิ่งลงสู่ความสงบเงียบโดยไม่คิดอ่านอะไรเลยนั้น ใจก็จะผ่องแผ้วอยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย ภาพนิมิตในขณะนั้นคือ จิตจะใสแจ๋วเหมือนน้ำใสนิ่งๆ ฉะนั้น แต่ครั้นแล้วเพราะความเคยชิน คือ จิตเคยท่องเที่ยวอยู่ในอารมณ์มานาน หรืออารมณ์เคยคลอเคลียอยู่กับจิตมานาน เมื่อมาพรากกันเช่นนี้ก็จะพรากกันนานไม่ได้ ต้องมาเยือนบ่อยๆ จะค่อยๆ ปุดขึ้นในจิตเหมือนปุดฟองน้ำ ที่ปรากฏขึ้นมาจากส่วนใต้สุดของพื้นน้ำในเมื่อน้ำเริ่มใสใหม่ๆ ฉะนั้น เมื่อความคิดอ่านปุดโผล่ขึ้นในจิต จิตก็ไหวฉะนั้นท่านจึงว่าเป็นหนามของฌานชั้นนี้ วิธีแก้ก็คือ ไม่เอาใจใส่เสียเลย เอาสติกุมใจให้นิ่งๆ ไว้เหมือนแขกมาเยือน เหมือนเราไม่เอาใจใส่ต้อนรับ แขกก็จะเก้อกลับไป และไม่มาอีกบ่อยนักหรือไม่มาอีกเลยฉะนั้น.
ในขั้นตติยฌาน ปีติ = ความชุ่มชื่น ซึ่งเป็นทิพยาหารในฌานที่ ๑-๒ นั้น จะเกิดเป็นหนามของฌานชั้นนี้ทันที จะคอยทำให้จิตใจฟองฟูอยู่บ่อยๆ เหตุผลก็เหมือนในขั้นทุติยฌานนั่นเอง คือปีติเคยเป็นทิพยาหารของใจมานานแล้ว เมื่อมาพรากไปเสียเช่นนี้ ก็อดจะคิดถึงและมาเยือนไม่ได้ วิธีแก้ก็ต้องใช้สติกุมใจให้วางเฉย ไม่เอาใจใส่ถึงอีกเลย มันก็จะหายหน้าไป ถ้าไม่เรียก มันก็จะไม่มาอีก.
ในขั้นจตุตถฌาน ลมหายใจ ซึ่งเป็นเครื่องปรุงแต่งกายสืบต่อชีวิตนั้น เป็นที่ตั้งของสุขทุกข์และโสมนัสโทมนัส เมื่อมาปรากฏในความรับรู้ของจิตอยู่ตราบใด สุขโสมนัส และทุกขโทมนัส ซึ่งอาศัยอยู่กับมัน ก็จะปรากฏทำการรบกวนจิตอยู่ตราบนั้น เพราะลมหายใจเป็นพาหนะของมัน ลมหายใจมีอยู่ได้โดยธรรมดาเอง แม้จิตไม่เข้าไปเป็นเจ้าการ ก็คงมีอยู่เหมือนเวลานอนหลับ แต่ในความรู้สึกของคนตื่นอยู่ คล้ายกะว่ามันเป็นอันเดียวกันกับจิต จนไม่อยากวางธุระในมัน เข้าไปเป็นเจ้าการกับมันอยู่เรื่อยไป ผู้เข้าฌานไม่เหมือนคนหลับ ตรงกันข้ามเป็นคนตื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ลมหายใจจึงคอยแหลมเข้าไปหาจิตบ่อยๆ เมื่อแหลมเข้าไปเมื่อไรจิตใจก็มักจะสัมปยุตต์กับมัน หรือมิฉะนั้นก็สะเทือน จึงชื่อว่าเป็นหนามของจตุตถฌาน วิธีการแก้ก็คือ เอาสติกุมจิตให้วางเฉยที่สุด ไม่ใส่ใจถึงส่วนหนึ่งส่วนใดของกายอีกเลย ลมหายใจก็ไม่ปรากฏในความรับรู้ของจิต ทั้งจะกลายเป็นลมละเอียดนิ่งเต็มตัว ไม่มีอาการเคลื่อนไหวไปมา และเวลานั้นจะรู้สึกประหนึ่งว่า ตนนั่งอยู่ในกลุ่มอากาศใสๆ สงบนิ่งแน่อยู่ เหมือนนั่งเอาผ้าขาวสะอาดโปร่งบางคลุมตัวตลอดศีรษะฉะนั้น.
ทำไมผมถึงอ่านตรงนี้แล้ว นึกถึงสองคำนี้ขึ้นมาก็ไม่รู้
ไม่หวั่นไหว (ฟุโด้ 不動)
กับ
หุ่นไล่กาในนากลางเขา
ดังคำที่ว่า
心ありてもるとなけれど小山田に徒ならぬかかしなりけり
แม้มิได้ มีจิต คิดป้องกัน หุ่นไล่กา ในนาน้อย กลางเขานั่น ก็มิได้ เสียหลายเลย
จังเลย ก็ไม่รู้…
วันนี้ก็เนื้อหามามาแน่นๆ เลย พบกันใหม่สับปดาห์หน้านะครับสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (4) ยืน เดิน นั่ง นอน
– Last Samurai Standing: ผมว่าผมเห็น “ส่วนเสี้ยวหนึ่ง” ของ “ตัวผมเอง” ในพระเอกของเรื่องนี้นะ
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (3) คุณวางร่มไว้ตรงไหน?
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (2) สู้ดิวะ กัมบัตเต๊ะ (頑張って) !
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (1) พลังเทพนั้น อยู่ในตัวเราทุกคน
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (5) “เฮียคุเร็นจิโตกุ” (百錬自得)


