คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (1) พลังเทพนั้น อยู่ในตัวเราทุกคน
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากที่ได้เกริ่นนำไปในตอนที่แล้ว ตอนนี้ก็จะขอเข้าเนื้อหานะครับ
ขึ้นชื่อว่า “นักรบ” แล้ว ย่อมมีบทบาทหน้าที่หลักคือ “การต่อสู้” กับศัตรู สู้เพื่อ ๑) เอาชีวิตรอด ๒) เอาชัยชนะ
ในการที่จะต่อสู้ให้ได้นั้น จำเป็นต้องมี “พลัง” ขั้นพื้นๆ สุดก็คือ “พลังกาย” ต่อมาก็คือ “พลังจากวิชา” (เทคนิค กระบวนท่า) ขึ้นต่อมาอีกก็คือ “พลังจิต” พลังใจ
เพื่อเพิ่มพลังจิตพลังใจ สาระอย่างหนึ่งที่ไม่ได้ต่างกันเลยระหว่างนักรบไทยกับนักรบญี่ปุ่นก็คือ การเข้าหาอำนาจลี้ลับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อำนาจของทวยเทพ ตำนานเรื่องเล่าของกำเนิดสำนักวิชาดาบของญี่ปุ่นยังมีเรื่องทำนองว่า “มีเทพมาบอกวิชาให้ในฝัน” (อย่างเรื่องของ ฮายาชิซากิ ชิเงะโนบุ ปฐมาจารย์แห่งวิชาดาบอิไอ) หรือย้อนไปถึงตำนานเรื่องของมินาโมโตะ โนะ โยชิทสึเนะ ที่ว่าได้วิชาดาบเก่งกาจกว่าใครเพราะมีเท็งงุมาสอนให้ ส่วนนักรบไทยก็เข้าอำนาจลี้ล้บผ่านการบริกรรมคาถา เครื่องรางของขลังลงอักขระเลขยันต์ แนวคิดความเชื่อเช่นนี้ มีมาก่อนการเข้ามาของพุทธศาสนา
อย่างไรก็ดี แม้พุทธศาสนาจะเข้ามาภายหลัง แต่ก็มิได้ปฏิเสธเรื่องของอำนาจลี้ลับ หรือเรื่องของ “พลังอำนาจอย่างเทพ” แบบปัดตกแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับผนวกเอาเรื่องพวกนี้เข้ามาอยู่ในพุทธศาสนาแบบเนียนๆ โดยชี้ว่า อำนาจใดก็ตามที่เรามองว่าเป็นอำนาจจากเทพนั้น ที่แท้มันก็มาจากตัวเรา คือมาจากจิตของเรา
กล่าวคือ เมื่อเพ่งอารมณ์จนเกิดสมาธิจนเข้าใกล้ “ฌาน” นี่แหละ ซึ่งจะใช้กลวิธีใดก็ตาม อย่างการที่คนญี่ปุ่นเน้นทำอะไรซ้ำๆๆๆๆ อย่างหวดดาบให้ได้เป็นร้อยๆ รอบ แบบไม่ต้องสนไม่ต้องคิดอะไรหวดมันเข้าไป หรือการบริกรรม พุทโธๆๆๆ สิ่งที่ต้องการจะชี้ให้เห็นก็คือ สิ่งที่เรียกว่า “พลังเทพ” น่ะ จริงๆ แล้วมันก็อยู่ในตัวของเราเองนี่แหละ
แล้วพุทธศาสนายังให้แนวคิดเสริมเข้าไปอีกว่า การฝึกหรือการใช้อำนาจพวกนี้ จำเป็นต้องมีคุณธรรมมากำกับ มิให้เอาพลังอำนาจพวกนี้ไปใช้ทำชั่ว ถึงที่สุดแล้ว ก็ต้องเตือนสติตัวเอง ให้มองให้ดีๆ ว่าของพวกนี้ก็ไม่ต่างไปจากสิ่งต่างๆ ในโลก มีได้ก็เสื่อมได้ ควรจะมองให้เห็นความจริงของโลกนี้ที่ไม่มีอะไรตั้งมั่นยั่งยืน แล้วถอนจิตเราออกจากความยึดติดร้อยรัดเสียดีกว่า เพื่อบรรลุซึ่ง “อิสระเสรีที่แท้” ในตัวเราเอง หรือที่เรียกว่า “พ้นทุกข์”
พูดอีกอย่างก็คือ ถึงหลายคนอาจจะเข้าหามาทางนี้เพื่อให้ได้อำนาจวิเศษ อยากเก่ง อยากชนะก็ตาม หากศึกษาไปสักพัก จิตใจก็จะถูกกล่อมเกลาให้มองเห็นความจริง ที่จะทำให้เราถอนจิตออกจากความวึดติดร้อยรัดที่พัวพันวุ่นวาย จาก “ชนะในการต่อสู้” เป็น “อยู่เหนือพ้นไปจากการต่อสู้”
นี่แหละ คือ “พุทธศาสนา” จะของไทย หรือญี่ปุ่น สาระหลักก็ไม่ได้ต่างกัน
“พุทธศาสนา” ที่แท้ ไม่ได้สอนเราต้องบูชา “เทพเจ้า” หรือยำเกรง “พระเจ้า” แบบสยบยอม อะไรที่พระเจ้าสั่งมาต้องทำหมด ถึงขึ้นที่เรียกตัวเองว่าเป็น “บ่าว” ของพระเจ้า แต่กลับสอนให้เราตระหนักถึง “พลัง” “ศักยภาพ” “ความเป็นไปได้” (คะโนเซย์ 可能性) ในตัวเราเองต่างหาก ว่า…
พลังเทพนั้น มีอยู่ในตัวเราทุกคน
แต่การที่จะดึงเอา “พลังเทพ” (หรือจะเรียกว่า ศักยภาพ ก็ได้) ในตัวเราออกมานั้น พุทธศาสนาก็บอกวิธีไว้ให้แล้ว ว่าต้องฝึกจิตให้ได้ฌาน เสียก่อน
แล้วคำว่า “ฌาน” น่ะ จีนกลาง อ่านเป็น “ฉาน” ญี่ปุ่น อ่านเป็น “เซน”
“เซน” ก็คือ “ฌาน” “ฌาน” ก็คือ “เซน” นั่นแหละ
ดังนั้น การที่คนเข้ามาอยากศึกษาเรื่องของฌาน ก็เพราะอยากได้อำนาจจิต พลังของจิต จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่นักรบ นักดาบญี่ปุ่น เดินเข้ามาศึกษาในแนวทางของ “เซน” ก็เพราะพวกเขาอยากเข้าถึงพลังอำนาจที่ได้จาก “ฌาน”
ทีนี้มาพูดถึง อารมณ์ของฌาน ที่ได้บรรยายไว้ในหนังสือ “ทิพยอำนาจ” ละกันนะครับ
อารมณ์ในที่นี้ ประมาณว่าอะไรคือสิ่งที่เราไปเพ่งกับมัน ในหนังสือท่านยกมาว่า มีอย่าง
อสุภฌาน มีอสุภะเป็นอารมณ์
เมตตฌาน มีเมตตาเป็นอารมณ์
สติปัฏฐานฌาน มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์
อนุสสติฌาน มีอนุสสติเป็นอารมณ์
เป็นต้น
ถ้าสำหรับคนที่เดินอยู่ใน “วิถีนักรบ” นั้น ตัวผมมองว่า อารมณ์ที่จะไปด้วยกันได้วิถีนักรบก็มีหลักๆ คือ อนุสสติสามอย่าง ได้แก่
มรณานุสติ
อานาปาณสติ
กายคตาสติ นี่แหละครับ
เพราะชีวิตการเป็นนักรบ นักสู้ มันต้องคลุกเคล้ากับเรื่องลมหายใจ ความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เลือดออก กระดูกหัก เนื้อฉีก (ไม่ต้องอะไรมากแค่ผมซ้อมบนเบาะ กลิ่นตัว เหงื่อไคล บางทีเลือดกระเซ็นนิดหน่อย เจ็บข้อ ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อยหายใจไม่ทัน) สิ่งที่ประสบในชีวิตประจำวันนี่แหละ จับมาเป็นอารมณ์ให้ระลึกถึงมันได้ ผมคิดว่าถ้าทำบ่อยๆ มันก็ไปต่อยังจุดที่เรียกว่า กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน (มีสติรู้เท่าทันกาย) ได้ ยกระดับของความละเอียดของการพิจารณาเข้าไป
อีกหนึ่งที่ควรฝึกในฐานะของนักรบซามูไร ในเรื่องการวางตัวทางสังคม ก็คือ จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน (มีสติรู้เท่าทันจิต) อย่างที่รู้กันว่าในวัฒนธรรมญี่ปุ่นนั้น การไม่แสดงออกถึงความรู้สึกลบๆ เช่นโกรธหรือไม่ชอบใจ มันเป็นมรรยาทแทบจะภาคบังคับ ซึ่งผมมองว่ามันก็มีพื้นฐานจากพุทธศาสนาอย่าง “เซน” (禅) นี่แหละ จิตตานุปัสสนาในที่นี้คือ ให้รู้ตัวว่า จิตของตัว ตอนนี้เนี่ย มี หรือไม่มี ราคะ โทสะ หรือโมหะ ฟุ้งซ่านหรือไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิหรือไม่เป็นสมาธิ คนเราเมื่อรู้ตัวว่าจิตของเราเป็นอย่างไร ก็จะนำไปสู่การควบคุมกาย วาจา ใจ ได้ ถ้าไม่รู้ตัว ไม่มีสติ ก็กระโดดโลดเต้นกระทืบเท้าแหกปากโวยวาย ฟูมฟายไปตามประสาเท่านั้นเอง ส่วนการรู้ตัวว่าจิตใจเราฟุ้งซ่านไหม เป็นสมาธิไหม มีผลต่ออะไรหลายอย่าง มีผลต่อการต่อสู้แพ้ชนะ มีผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ฝึกหัดด้วย
เรื่องของ อานาปาณสติ นั้น ในวิชาต่อสู้ วิชาดาบของญี่ปุ่น ก็มีคำสอนตรงนี้ แฝงฝังอยู่ในคำสอน การฝึกฝนในทางวิชาอยู่ด้วย ดังที่ผมได้หยิบยกในเรื่อง คำสอนจากวิชาดาบอิไอ นั่นแหละ และถึงแม้ว่า การฝึกสมาธิกำหนดลมหายใจที่นิยมสอนๆ กันอยู่ในเมืองไทย จะชอบสอนให้ภาวนา “พุทโธๆ” กำกับไปด้วย แต่ผมไม่รับเอาวิธีนี้มาใช้ด้วยเหตุผลสองประการ
๑ การฝึกสมาธิควรเป็นของที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ สำหรับคนต่างศาสนาโดยเฉพาะที่มาจากศาสนาที่เขาห้ามยกย่องอะไรอย่างอื่นนอกจากพระเจ้าของเขา เขาอาจจะตะขิดตะขวงใจ กลายเป็นการปิดกั้นโอกาสที่เขาจะได้พบกับคุณความดีของการฝึกจิตก็ได้
๒ การบริกรรมนั้น มีประโยชน์เหมือนกันจรวดเชื้อเพลิงแข็งอันใหญ่ ที่ใช้นำพากระสวยอวกาศให้ถีบตัวทะยานพ้นจากพื้นโลกได้ก็จริง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็ต้องปลดจรวดเชื้อเพลิงแข็งนั้นเสีย เพื่อจะทะยานสูงขึ้นไปต่อไป ถ้ามัวแต่เอาจิตไปข้องว่าต้องคอยบริกรรมภาวนา พุทโธๆ หรือคำว่าอะไรก็ตามแต่ มันจะไปสูงไม่ได้ แม้แต่การพิจารณาลมหายใจว่าเข้า ออก เข้ายาวเข้าสั้น ออกยาวออกสั้น ถึงจุดหนึ่ง ยังหายวับไปเลย มันหาย มันเบา มันไม่รู้สึก ก็ให้มันเป็นไป เมื่อทะยานฟ้าขึ้นสูงแล้ว จรวดที่หมดเชื้อเพลิงก็ไม่จำเป็น ก็สลัดทิ้งไปเสียได้
เรื่องนี้เป็นเพียงทัศนะส่วนตัวของผมเท่านั้นนะครับ
วันนี้ก็ขอฝากไว้แค่นี้ก่อน ค่อยว่ากันใหม่สัปดาห์หน้านะครับสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (0) บทนำ
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (8) เมื่อการอยากจะบอกว่า “ฉันชอบเธอ” กลายเป็น “อาชญากรรม”!?
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (7) การสื่อสารแบบเผชิญหน้า คือ “สิ่งที่มีค่า” ในโลกยุคต่อไป
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (15) ระบบที่สร้างเด็กให้ “เชื่อฟัง” มากเกินไป อาจกลายเป็นการสร้าง “ฮิคิโคโมริ”
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (14) หรือว่าผมกำลังจะกลายเป็นมนุษย์ “นิวไทป์”
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (1) พลังเทพนั้น อยู่ในตัวเราทุกคน


