จาก ‘Bocchi Culture’ สู่ ‘กระทรวงแห่งความเหงา’
ยิ่งโลกพัฒนาไปไกลเท่าไหร่ คนเราก็ยิ่งห่างกันออกไปเท่านั้น…
นี่อาจเป็นวิถีที่คนซึ่งโตในโลกหลังจากที่มีสมาร์ทโฟนเกิดขึ้นเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับใครที่ได้ใช้ชีวิตโตมาในยุคก่อนหน้านั้น จะยิ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงของผู้คนซึ่งมักจะใช้ชีวิตกับคนรอบข้างน้อยลงทุกทีอย่างเห็นได้ชัด คนโสดมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกวันโดยหลายคนไม่ได้รู้สึกยี่หระต่อการต้องมีแฟนหรือคู่ครอง
ไม่ว่าจะเป็นในเมืองไทย ญี่ปุ่น หรือที่ไหนๆ ในโลกใบนี้ ต่างก็กำลังต้องเจอกับวิถีชีวิตในโลกสมัยใหม่ไม่ต่างกัน และนั่นละคือสิ่งที่สังคมญี่ปุ่นขนานนามให้ว่า ‘Bocchi Culture’

สำหรับชาวญี่ปุ่น คำว่า Bocchi นั้นมีที่มาจากคำเต็มๆ ว่า ‘Hitoribocchi’ ซึ่งน่าจะเกิดจากการรวมกันของคำว่า Hitori (บุคคลหนึ่งคน) และ คำว่า Houshi (นักบวชในศาสนาพุทธ) ที่โดยรวมแล้วคำนี้เดิมทีจะหมายถึงความสันโดษเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันความหมายเหล่านี้ได้ถูกเปลี่ยนไปโดยมักจะถูกนำไปใช้ในการพูดถึงความโดดเดี่ยวหรือการใช้ชีวิตคนเดียว ทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวคนเดียวมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น Bocchi Nomi ซึ่งหมายถึงการดื่มคนเดียว หรือ Kuribocchi ที่ย่อมาจากคำว่า Kurisumasu Bocchi อันแปลว่าการอยู่คนเดียวในวันคริสต์มาส ที่ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าของคนโสดทั้งหลาย เพราะคริสต์มาสในญี่ปุ่นนั้นก็เปรียบได้กับวันวาเลนไทน์ที่คู่รักมักจะออกไปเดทหรือฉลองคริสต์มาสร่วมกัน… ทั้งหมดนี้เป็นคำที่มักจะเจอกันในโลกโซเชียลของชาวญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ
แม้หลายประเทศในโลกอาจเพิ่งได้เจอกับการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่เมื่อสมาร์ทโฟนกลายเป็นสิ่งที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คนเมื่อไม่นานมานี้ แต่สำหรับชาวญี่ปุ่น อาจมีบางส่วนที่เริ่มต้นวัฒนธรรมโดดเดี่ยวแบบนี้เร็วกว่านั้น ในเมืองใหญ่ๆ อย่างโตเกียว เรามักจะเห็นร้านอาหารซึ่งออกแบบมาให้ลูกค้านั่งรับประทานคนเดียวได้อย่างเป็นเรื่องธรรมดา อีกทั้งด้วยโครงสร้างทางสังคมรวมถึงนิสัยพื้นฐานของคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ซึ่งมักจะเก็บเนื้อเก็บตัวและรักความเป็นส่วนตัวแบบสุดๆ นั้นก็ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สนับสนุนให้ Bocchi Culture แข็งแกร่งและแพร่ขยายเข้าสู่ผู้คนได้อย่างรวดเร็ว เช่นในเรื่องของการอยู่อาศัย โดยชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือคนวัยทำงานนั้นไม่ค่อยนิยมอยู่ร่วมบ้านกับเพื่อนซักเท่าไหร่ หรือแม้กระทั่งคู่รักทั้งหลาย ก็ยังมีน้อยคู่ที่ตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันก่อนแต่งงาน เพราะส่วนใหญ่แล้วทุกคนมักเลือกที่จะอยู่ในอพาร์ทเม้นต์แบบส่วนตัวคนเดียวมากกว่า
โดยทุกวันนี้นอกจากร้านอาหารส่วนใหญ่จะมีการจัดวางมุมรับประทานอาหารสำหรับลูกค้าที่มาคนเดียวเอาไว้ให้อย่างเพียบพร้อมแล้ว ยังมีกิจการอีกหลากหลายรูปแบบที่เปิดบริการเพื่อช่วยให้บรรดาคนโสดนั้นหายเหงา ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่มังงะ บาร์โฮสต์หรือโฮสเตส หรือแม้กระทั่งเกมออนไลน์ที่มาในรูปแบบการจำลองการเดทแบบเสมือนจริง ซึ่งส่วนใหญ่กิจการเหล่านี้จะมีการจัดสถานที่เอาไว้เพื่อรองรับลูกค้าที่มาใช้บริการคนเดียวให้ได้อยู่อย่างเป็นส่วนตัวที่สุด แน่นอนว่านี่ละคือปัจจัยที่ช่วยให้คนโสดรู้สึกไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป พวกเค้าสามารถใช้ชีวิตในวันเหงาๆ ไปกับเหล่าบรรดาคนรักชั่วคราวทั้งหลาย นับเป็นการใช้เงินแก้ปัญหาโดยไม่ต้องมาเสียเวลาวุ่นวายกับความสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงอันแสนจะน่าปวดหัว!
แม้ฟังดูเผินๆ อาจจะรู้สึกดี เพราะนี่คือโลกยุคใหม่ที่ผู้คนไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้คนรอบด้าน ทั้งในแง่ของการเป็นเพื่อนหรือแม้กระทั่งเป็นคนรัก ซึ่งในทุกความสัมพันธ์นั้นมักจะมาพร้อมปัญหาต่างๆ อีกมากมาย แต่ลึกลงไป พฤติกรรมเหล่านี้กลับกระตุ้นให้ผู้คนรู้สึกแปลกแยกต่อกัน และยังผลักดันให้พวกเค้าหลบเข้าไปอยู่ในมุมส่วนตัวโดยไม่ออกมาใช้ชีวิตในสังคมตามปกติมากขึ้นทุกที โดยคาดการณ์กันว่าปัจจุบันนี้มีคนญี่ปุ่นกว่า 40% ที่กำลังประสบปัญหาในเรื่องของความเหงา และว่ากันว่ามีคนญี่ปุ่นอีกราวๆ 1,460,000 คน ที่ใช้ชีวิตแบบเก็บเนื้อเก็บตัวหลีกเร้นการเข้าสังคมในชีวิตประจำวัน ซึ่งหนึ่งในผลกระทบที่เกิดขึ้นจากรูปแบบการใช้ชีวิตในสไตล์ Bocchi Culture นั้นคือการมีผู้สูงอายุที่ต้องเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเพิ่มขึ้นทุกที โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 68,000 คนต่อปี! นอกจากนั้น ความโดดเดี่ยวเหล่านี้ยังมีส่วนกระตุ้นให้เกิดอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในหมู่ของผู้หญิงวัยทำงานและบรรดาแม่เลี้ยงเดี่ยวอีกด้วย!

ในปี ค.ศ.2021 รัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการจัดตั้งรัฐมนตรี ‘กระทรวงความเหงา’ (Minister of Loneliness) ขึ้นมา เพื่อรับมือกับปัญหาความเดียวดายของผู้คนซึ่งดูจะเพิ่มมากขึ้นทุกขณะจนกลายเป็นหนึ่งในปัญหาสังคมที่ต้องเร่งแก้ไข โดยมี Sakamoto Tetsushi ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นคนแรก และแม้หลายคนจะบอกว่าต้นเหตุที่ทำให้ปัญหาเหล่านี้บานปลายขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นเกิดขึ้นในช่วงการระบาดของ Covid-19 ซึ่งผู้คนต่างก็ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน หลายคนประสบปัญหาเศรษฐกิจอันเกิดจากการตกงาน และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ก็มีนักวิชาการชาวญี่ปุ่นบางคนออกมาแสดงความคิดเห็นว่าจริงๆ แล้วแนวโน้มของปัญหานี้เริ่มก่อตัวให้เห็นขึ้นตั้งแต่ประมาณ 30 ปีที่แล้ว แต่มันไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนจริงจังต่างหากล่ะ!
ที่สำคัญ ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้เป็นประเทศแรกหรือประเทศเดียวที่มีกระทรวงนี้เกิดขึ้นมา… หากแต่กระทรวงความเหงานั้นเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษก่อนหน้านั้นแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ.2018 และในปัจจุบันนี้ยังมีอีกกว่า 52 ประเทศที่เริ่มตื่นตัวกับปัญหาความเหงาของผู้คนในโลกยุคปัจจุบัน
แม้ในบ้านเรา ปัญหานี้อาจจะยังไม่กลายเป็นปัญหาที่ใหญ่โตเท่าในอีกหลายประเทศ แต่แน่นอนว่าแนวโน้มที่โลกโซเชียลหรือไลฟ์สไตล์ในยุคปัจจุบันจะทำให้ผู้คนห่างออกจากกันในโลกชีวิตจริงกำลังเพิ่มขึ้นทุกที ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะชอบเรื่องราวต่างๆ ใน Marumura ของเรามากแค่ไหน ก็จงหาเวลาละสายตาออกจากจอ แล้วไปพูดคุยหรือทำกิจกรรมใช้ชีวิตกับคนรอบตัวกันบ้างน้า อย่าให้ถึงวันที่ประเทศไทยต้องมีกระทรวงความเหงาเกิดขึ้นมาอีกประเทศเลย ขอร้องละ!!
เรื่องแนะนำ :
– ชี้เป้า 10 ซูเปอร์มาร์เก็ตราคาดี๊ดีในโอซาก้า สายช้อปสายกินต้องมาโดน!
– Harikuyo – มีนานี้ ไปชมงานเทศกาลเด็กผู้หญิงที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นกันเถอะ!
– รวม 5 ศาลเจ้าสวัสดีปีงู … พิกัดขอพรปี 2025 ที่สายมูต้องไป!
– ปักหมุด 9 ตลาดนัดคริสต์มาสเด็ดๆ รอบโตเกียว จะเฟี้ยวแค่ไหนต้องไปโดน!
– วันเด็กผู้หญิง หรือวันเทศกาลตุ๊กตาฮินะ (Hina Matsuri)
– Kodomo No Hi (วันเด็กญี่ปุ่น)
ข้อมูลอ้างอิง:
– https://blog.gaijinpot.com/bocchi-culture-japans-loner-lifestyle/
– https://www.dw.com/en/
– https://www.nipino.com/bocchi-culture-japans-loner-lifestyle
#จาก ‘Bocchi Culture’ สู่ ‘กระทรวงแห่งความเหงา’


