ประโยชน์ของ AI ในการใช้ในแวดวงการเรียนการสอนในประเทศญี่ปุ่น
ในยุคสมัยปัจจุบัน พวกเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นทุกที เวลามีคำถามอะไรก็สามารถถาม ChatGPT แล้วได้คำตอบทันที และ AI ยังถูกนำมาใช้เป็นผู้ช่วยในการทำงานด้านประมวลผลข้อมูลต่างๆให้เราทำงานได้อย่างรวดเร็วขึ้นอีกด้วย
แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่หวาดกลัวการมาถึงของ AI ไม่ว่าจะเป็นการที่มนุษย์พึ่งพา AI มากเกินไปจนกระทั่งแทบไม่ได้ใช้สมองในกระบวนการคิด ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพของการทำงานของสมองลดลง รวมไปถึงการใช้ AI ตัดต่อภาพจนแยกลำบากว่าภาพไหนคือภาพจริง ภาพไหนคือภาพที่ทำขึ้นจาก AI ซึ่งสามารถนำไปสู่การที่มิจฉาชีพนำไปใช้ในการหลอกหลวงได้ รวมถึงอาชีพหลายอาชีพที่กำลังเลือนหายไปเพราะโดน AI แย่งงาน
ส่วนตัวผู้เขียนเองคิดว่า สิ่งต่างๆ ในโลกใบนี้มีสองด้านเสมอ มีดเล่มหนึ่งสามารถนำไปใช้ฆ่าคนก็ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็นำไปประกอบอาหารเลี้ยงคนก็ได้
คำถามคือ เราจะนำเอา AI มาใช้อย่างสร้างสรรค์เพื่อสังคมได้อย่างไร?
วันนี้ผู้เขียนอยากชวนทุกคนมาหาคำตอบ ด้วยการศึกษากรณีตัวอย่างจากประเทศที่เป็นสุดยอดในด้านเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์อย่างประเทศญี่ปุ่นกันค่ะ
แต่ถึงจะเป็นระดับสุดยอดในประวติศาสตร์ที่ผ่านมาอย่างไร
คนเรามักไม่ค่อยมั่นใจในการทำสิ่งต่างๆ เป็นครั้งแรก
ใช่ค่ะ ในช่วงที่ AI มีการใช้งานในแบบที่ยังไม่แพร่เท่าปัจจุบันนี้ คนญี่ปุ่นหลายคนก็มีความกังวลเกี่ยวกับการใช้ AI เช่นเดียวกัน
ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2023 บริษัท Cyber Owl ในกรุงโตเกียวได้จัดทำแบบสำรวจผู้ปกครองของนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
ผลของแบบสอบถามแสดงให้เห็นว่าในจำนวนผู้ปกครองจำนวน 508 คนนั้นมีผู้ปกครองที่ค่อนข้างเป็นกังวลกับการใช้เทคโนโลยีอย่าง ChatGPT มากถึง 49%
โดยมีผู้ปกครอง 35% ที่กล่าวว่ารู้สึกกังวลว่านักเรียนจะสูญเสียทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ซึ่งหมายถึงกระบวนการคิดอย่างมีเหตุมีผลเพื่อวิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปหรือการตัดสินใจที่เชื่อถือได้ และ 34% ได้แสดงความเป็นห่วงว่าเด็กๆ จะไปหลงเชื่อข้อมูลที่ผิด
อย่างไรก็ตาม ในปีเดียวกัน คนญี่ปุ่นอีกหลายคนในแวดวงการศึกษาเปิดใจรับความท้าทายจากการมาถึงของ AI และได้ใช้AI ได้อย่างคุ้มค่า
บทความจากเว็บไซต์ข่าว Japantoday ระบุว่าโรงเรียนในจังหวัดไซตามะ มีการทดลองใช้ AI เพื่อประเมินความเสี่ยงของเด็กที่จะหนีโรงเรียน เพื่อที่ว่าทางโรงเรียนจะได้รับทราบว่านักเรียนคนไหนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมากที่สุดจะได้เข้าให้ความช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้อย่างทันท่วงที โดย AI ทำการประเมินความเสี่ยงนี้ได้ด้วยการเก็บข้อมูล เช่น การขาดเรียน ประวัติการตรวจสุขภาพ ผลการเรียน ความถี่ในการไปใช้บริการห้องพยาบาล ประวัติการโดนกลั่นแกล้ง เป็นต้น บนหน้าจอคอมพิวเตอร์จะแสดงผลเป็นชื่อนักเรียนข้างแถบสีแดง ชมพู ส้ม เหลือง โดยแต่ละสีจะสื่อถึงระดับของความเสี่ยงของเด็กแต่ละคนในการที่จะหนีเรียน เด็กๆ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจะได้รับการดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีที่เด็กๆ เหล่านี้จะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ในส่วนของการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้ของนักเรียนนั้นมีการจำกัดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลโดยผู้ที่เข้าไปดูได้คืออาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนและแอดมินที่ดูแลระบบเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวให้กับนักเรียน นอกจากนี้ยังต้องมีการอธิบายให้ผู้ปกครองและนักเรียนรับทราบถึงวัตถุประสงค์ของการใช้ข้อมูลเหล่านี้ด้วย
ในส่วนของเคสอื่นๆ ก็ได้แก่การที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น เช่น มหาวิทยาลัยวาเซดะ มหาวิทยาลัยคันไซ มหาวิทยาลัยชูโอ มหาวิทยาลัยเมจิ และมหาวิทยาลัยคิวชูยังได้นำ AI มาเป็นคู่ฝึกสนทนาภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษาอีกด้วย โดย AI จะพูดคุยโต้ตอบกับนักศึกษาเป็นระยะเวลา 20 นาทีโดยมีหัวข้อต่างๆ ในการพูดคุยกัน ทั้งนี้ AI จะรับฟังสิ่งที่นักศึกษาพูดออกมาแล้วประมวลผลทั้งในด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ การออกเสียง ความฉับไวในการโต้ตอบ เรื่อยไปจนถึงสีหน้าของนักศึกษาแล้วให้คะแนน ซึ่งหนึ่งในข้อดีของการเรียนแบบนี้คือ ช่วยแบ่งเบางานของอาจารย์ โดยหนึ่งในอาจารย์ผู้สอนได้ให้ความคิดเห็นว่า “การที่อาจารย์จะฝึกการสนทนาให้กับนักศึกษาทุกคนในคลาสนั้นเป็นไปได้ยาก แต่การมี AI ทำให้นักศึกษาทุกคนได้ฝึกสนทนาด้วยระดับภาษาอังกฤษของตนเอง”
นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาให้ความคิดเห็นว่าการฝึกพูดภาษาอังกฤษกับ AI ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลาย ตื่นเต้นน้อยกว่าพูดคุยกับคน ซึ่งก็ฟังดูเหมือนเป็นข้อดี
แต่ในขณะเดียวกันผู้เขียนก็สงสัยว่า ถึงแม้ว่าการฝึกภาษาอังกฤษโดยใช้ AI จะบรรเทาความตื่นเต้นของผู้เรียนได้มากกว่าการฝึกพูดกับคนจริงๆ แต่พอออกมาเผชิญโลกแห่งความเป็นจริงก็ต้องคุยสื่อสารกับคนจริงๆ อยู่ดี แล้วพอถึงตอนนั้นจะไม่ตื่นเต้นแย่เลยหรือ เพราะว่าไม่เคยฝึกพูดกับคนจริงๆ มาก่อนเลย
นอกเสียจากว่า ผู้เรียนฝึกการพูดขั้นพื้นฐานกับ AI ก่อน พอถึงระดับขั้นที่พอจะสื่อสารได้ก็ค่อยเปลี่ยนมาพูดคุยกับคนจริงๆ เช่นคุยโต้ตอบกับอาจารย์ผู้สอนหรือเพื่อนร่วมชั้นเรียน อย่างนี้เป็นต้น
อีกเคสหนึ่งที่น่าสนใจคือ ในเดือนมีนาคม ปี 2025 ณ อาคารอนุสรณ์สันติภาพคานางาวะที่โยโกฮาม่า ได้มีการทดลองใช้ AI ในการจดจำคำให้การของคุณฮิโรชิ นิชิโอกะวัย 93 ปี ซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณู โดยที่คำให้การถูกบันทึกไว้ทั้งหมดประมาณ 130 หัวข้อ
เวลาที่มีคนมาเยี่ยมชมนิทรรศการในอาคารแล้วถามคำถาม AI จะตอบกลับด้วยหัวข้อที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับเรื่องที่ถามมากที่สุด
ตัวอย่างเช่น มีนักเรียนชั้นประถมเข้ามาถามคำถามเช่น “ตอนนั้นน่ากลัวไหม?” “ชีวิตช่วงสงครามเป็นยังไงบ้าง?” หลังจากฟังคำตอบจาก AI แล้ว นักเรียนได้ให้ความเห็นว่ารู้สึกเหมือนได้พูดคุยโต้ตอบกับคุณนิชิโอกะจริงๆ ซึ่งก็ถือว่าสมกับเจตนารมณ์ของคุณนิชิโอกะ ผู้ซึ่งมีความต้องการอยากให้ชนรุ่นหลังได้รับฟังเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องตามความเป็นจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะในปัจจุบันคนที่รอดชีวิตจากสงครามละยังมีชีวิตยืนยาวพอที่จะมาเล่าให้ชนรุ่นหลังฟังได้นั้นมีจำนวนลดน้อยลงไปทุกที
ทั้งนี้ ผู้พัฒนา AI ได้ยืนยันว่า AI ที่ใช้งานอยู่นี้จะไม่ทำการเปลี่ยนแปลง คิดค้นหรือต่อเติมคำพูดของคุณนิชิโอกะแต่อย่างใด มีหน้าที่แค่บันทึกและเลือกสรรคำตอบที่ใกล้เคียงกับคำถามมานำเสนอข้อมูลเท่านั้น
ทางด้านการปกครองส่วนท้องถิ่นของจังหวัดฮิโรชิมะซึ่งเป็นจังหวัดที่เคยโดนระเบิดปรมาณู ได้เล็งเห็นว่าการใช้ AI ในการให้บริการข้อมูลแก่ประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ จึงได้กำลังพัฒนาระบบแบบเดียวกันสำหรับพิพิธภัณฑ์สันติภาพฮิโรชิมะเพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะประชาชนจะได้รับความรู้ทางประวัติศาสตร์แบบเต็มๆ
AI ใช้สร้างสิ่งดีๆ ก็ได้
ใช้สร้างเรื่องร้ายๆ ก็เป็น
แล้วเพื่อนๆ ละคะ คิดยังไงกับ AI?
จากนี้ไป พวกเราที่อยู่เมืองไทยจะใช้ AI ทำอะไร แบบไหนกันดีคะ? (^^)
ทักทายพูดคุยกับ คอลัมน์นิจ ได้ที่ >>> Facebook คอลัมน์นิจคิดandไรท์
เรื่องแนะนำ :
– ใช้พาวเวอร์แบงค์อย่างไรให้ปลอดภัย ถูกวิธี เพื่อชีวีที่ยืนยาว (ของทั้งพาวเวอร์แบงค์และคนใช้งาน)
– ไอศกรีมแปลกตาน่าอร่อยจากญี่ปุ่น
– จำนวนเสื้อในตู้น่าใส่ใจ เราซื้อเสื้อผ้าใส่กันแบบคุ้มค่าแล้วหรือยัง?
– เมื่อของเล่นเด็กในญี่ปุ่นเริ่มจะ Genderless การสนับสนุนความหลากหลายทางเพศในประเทศก็เริ่มจะคาดหวังได้?
– “แก่แล้วจะไปทำอะไรกิน” คงไม่ถึงกับสิ้นชีวิน 15 อาชีพที่ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นสามารถทำได้
ที่มา:
– https://japantoday.com/category/tech/
– https://techhq.com/news/
#ประโยชน์ของ AI ในการใช้ในแวดวงการเรียนการสอนในประเทศญี่ปุ่น


