มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 6… นกฟีนิกซ์คืนชีพ: การก่อร่างสร้างตัวใหม่ในนาม Fuyo Group
ในวันที่ธนาคารยาซุดะถูกบังคับให้ปลดป้ายชื่อของตระกูลออก แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ธนาคารฟูจิ (Fuji Bank) ในปี 1948 คนส่วนใหญ่ในโลกตะวันตกต่างพากันคิดว่า มหากาพย์ของกลุ่มทุนผูกขาดสายการเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นได้มาถึงบทอวสานเรียบร้อยแล้ว ตระกูลยาซุดะถูกตัดสิทธิ์จากการบริหาร ทรัพย์สินถูกกระจายออกสู่สาธารณะ และโครงสร้างโฮลดิ้งคอมพานีส่วนกลางถูกทลายลงจนเหลือเพียงเศษเหล็ก

ที่ระลึกธนาคารฟูจิ (ปัจจุบันคือ Mizuho Bank)
แต่ความจริงที่ชาติตะวันตกในยุคนั้นไม่เคยเข้าใจคือ ในโลกธุรกิจของญี่ปุ่น สายสัมพันธ์และความเชื่อใจดั้งเดิมมันหยั่งรากลึกเกินกว่าที่กฎหมายกระดาษของกองทัพผู้ชนะสงครามจะตัดขาดได้สำเร็จ
กฎหมายอาจจะสั่งยุบตระกูลยาซุดะได้ แต่อำนาจของระบบเครือข่ายและสัญชาตญาณการบริหารความเสี่ยงที่ฝังอยู่ในตัวอดีตพนักงานและพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจนั้นไม่มีวันตาย และเมื่อพายุหลังสงครามเริ่มสงบลง อาณาจักรการเงินแห่งนี้ก็พร้อมที่จะทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด นั่นคือการปฏิวัติตัวเอง ก่อร่างสร้างตัวใหม่จากเถ้าถ่าน และโบยบินขึ้นมาอีกครั้งในฐานะนกฟีนิกซ์แห่งโลกอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ภายใต้ชื่อกลุ่มพันธมิตรที่ทรงอิทธิพลยุคหลังสงครามที่เรียกว่า Fuyo Group (芙蓉グループ)
เพื่อจะเข้าใจภาพการฟื้นคืนชีพครั้งนี้ เราต้องมองความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบธุรกิจญี่ปุ่นในยุคทศวรรษ 1950 กันก่อนครับ หลังจากที่สหรัฐอเมริกาประกาศยุติการทลายกลุ่มทุนเนื่องจากกระแสสงครามเย็นเริ่มก่อตัว และต้องการให้ญี่ปุ่นกลายเป็นป้อมปราการทางเศรษฐกิจในเอเชีย บริษัทเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่เคยถูกจับแยกส่วนจึงเริ่มมองหาทางกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
ทว่าการกลับมารวมตัวกันในครั้งนี้ ไม่สามารถทำในรูปแบบเดิมที่เรียกว่า ไซบัตสึ ที่มีตระกูลใดตระกูลหนึ่งเป็นเจ้าของและใช้อำนาจเผด็จการสั่งการจากบนลงล่างได้อีกต่อไป แต่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบใหม่ที่โลกธุรกิจเรียกว่า “เคเระสึ” (Keiretsu) หรือระบบพันธมิตรเครือข่ายแนวนอน ที่ทุกบริษัทมีสถานะเท่าเทียมกัน และเชื่อมโยงกันด้วยสองสิ่งหลัก
หนึ่งคือ สายสัมพันธ์ทางการเงินที่มี “ธนาคารหลัก” (Main Bank) เป็นศูนย์กลาง และสองคือ “การถือหุ้นไขว้” (Cross-Shareholding) ระหว่างกันเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก
ในสมรภูมิใหม่นี้ ธนาคารฟูจิ ซึ่งเป็นร่างทรงใหม่ของธนาคารยาซุดะ ได้สวมบทบาทเป็นแกนกลางหลักในการรวบรวมเศษจิ๊กซอว์ของอาณาจักรเดิมกลับมาบริหารจัดการ ด้วยวัฒนธรรมองค์กรของยาซุดะดั้งเดิมที่เน้นความมัธยัสถ์และการควบคุมต้นทุนที่รัดกุมชั้นเลิศ ทำให้ธนาคารฟูจิมีฐานเงินทุนสำรองและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งอย่างมากในยุคหลังสงคราม ในขณะที่บริษัทอุตสาหกรรมอื่นๆ กำลังขาดแคลนเงินทุนในการสร้างโรงงานใหม่ ธนาคารฟูจิจึงทำหน้าที่เป็น ท่อส่งน้ำมันหล่อลื่น รายใหญ่ที่คอยอัดฉีดเงินกู้ระยะยาวให้แก่อดีตพันธมิตร
จนกระทั่งในทศวรรษ 1960 ยุคที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นกำลังทะยานขึ้นสู่ยุคเติบโตอย่างก้าวกระโดด (High-Speed Economic Growth) ธนาคารฟูจิภายใต้การนำของผู้บริหารมืออาชีพหัวก้าวหน้า ได้ตัดสินใจยกระดับความสัมพันธ์จากเครือข่ายหลวมๆ ให้กลายเป็นกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจที่เหนียวแน่นอย่างเป็นทางการ ในปี 1966 เกิดการจัดตั้งสมาคมประธานบริหารส่วนกลางที่เรียกว่า “ฟูโยไค” (芙蓉会) ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ Fuyo Group อย่างเป็นทางการ
หลายคนมักจะตั้งคำถามว่า ทำไมถึงใช้ชื่อว่า ฟูโย? คำว่า ฟูโย (芙蓉) ในภาษาญี่ปุ่นแท้จริงแล้วเป็นชื่อเรียกโบราณและเป็นสเน่ห์ทางวรรณศิลป์ในการชมความงามของ ภูเขาไฟฟูจิ โดยเปรียบเปรยว่ายอดเขาฟูจิที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวนั้นดูงดงามราวกับดอกบัวขาวที่บานสะพรั่ง การเลือกใช้ชื่อนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชาญฉลาดอย่างมากในเชิงจิตวิทยา คือในด้านหนึ่งเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อ ธนาคารฟูจิ ซึ่งเป็นพี่ใหญ่และเป็นแหล่งเงินทุนหลักของกลุ่ม และในอีกด้านหนึ่งคือการสลัดภาพลักษณ์ความน่ากลัวของระบบไซบัตสึแบบเก่าทิ้งไป เหลือไว้เพียงภาพของกลุ่มพันธมิตรที่พร้อมจะร่วมมือกันขับเคลื่อนประเทศ
ระบบการทำงานของ Fuyo Group ในยุคนี้คือระบบที่สะท้อนประชาธิปไตยทางธุรกิจอย่างแท้จริง ทุกๆ เดือน ประธานบริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่มจะมานั่งประชุมร่วมกันรอบโต๊ะกลมในห้องประชุมลับ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก วางแผนยุทธศาสตร์ร่วมกัน และตัดสินใจว่าจะนำเงินทุนของกลุ่มไปลงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตตัวไหน
โครงสร้างของ Fuyo Group ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ภาคการเงินเหมือนในยุคปฏิรูปเมจิอีกต่อไป แต่เป็นการผสมผสานสายเลือดทางการเงินของยาซุดะเข้ากับยักษ์ใหญ่ในภาคการผลิตของญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ สมาชิกหลักของกลุ่มฟูโยประกอบด้วยธุรกิจระดับโลกที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ทั้ง Nissan Motor ในภาคยานยนต์, Canon ในภาคเทคโนโลยีและกล้องถ่ายภาพ, Hitachi ในภาคอุตสาหกรรมหนักและเครื่องใช้ไฟฟ้า และที่ขาดไม่ได้คือ Marubeni ยักษ์ใหญ่สายบริษัทการค้าพาณิชย์ (Sogo Shosha) ที่ทำหน้าที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันในการนำสินค้าของกลุ่มออกไปขายทั่วทุกมุมโลก
อาวุธเด็ดที่ Fuyo Group ใช้ในการสร้างปราการเหล็กปกป้องอาณาจักรคือ กลยุทธ์การถือหุ้นไขว้ ในช่วงยุค 1970 ญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศรับทุนต่างชาติและเปิดเสรีทางการเงิน บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกกองทุนต่างชาติหรือคู่แข่งระดับโลกเข้ามาช้อนซื้อกิจการแบบไม่เป็นมิตร (Hostile Takeover)
กลุ่มฟูโยแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีง่ายๆ แต่ทรงพลัง ธนาคารฟูจิจะเข้าไปถือหุ้นใน Nissan และ Marubeni จากนั้น Nissan ก็จะแบ่งเงินไปถือหุ้นใน Canon ส่วน Canon ก็กลับมาถือหุ้นในธนาคารฟูจิ สลับไขว้กันไปมาจนกลายเป็นเครือข่ายใยแมงมุมทางการเงิน ผลลัพธ์คือ หุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทในกลุ่มฟูโยจะถูกล็อกไว้กับพันธมิตรที่ไว้ใจได้สูงถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ต่อให้ทุนต่างชาติจะมีเงินมากมายมหาศาลขนาดไหน ก็ไม่มีวันที่จะสามารถเข้ามายึดครองกรรมสิทธิ์ของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ได้เลย เกราะกำบังนี้ทำให้ผู้บริหารสามารถโฟกัสกับการพัฒนานวัตกรรมระยะยาวได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลกับราคาหุ้นรายวัน
ความสำเร็จของ Fuyo Group ถือเป็นหนึ่งในตำราเล่มสำคัญที่ขับเคลื่อนปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นหลังสงคราม (Japanese Economic Miracle) จากกลุ่มทุนที่เกือบจะถูกลบชื่อออกจากแผ่นดิน ยาซุดะได้วิวัฒนาการตัวเองสลัดภาพลักษณ์ของความตระหนี่ถี่ถ้วนแบบดั้งเดิม เปลี่ยนมาเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือและความยืดหยุ่นทางบรรษัทภิบาล เป็นนกฟีนิกซ์ที่กางปีกโอบอุ้มแบรนด์สินค้าญี่ปุ่นให้ผงาดขึ้นมาเป็นเจ้าโลกในศตวรรษที่ 20 ได้อย่างสง่างาม
เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน
แม้ตระกูลยาซุดะจะถูกสั่งห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานในธนาคารฟูจิและกลุ่มฟูโยโดยเด็ดขาดตามคำสั่งของ GHQ แต่สายสัมพันธ์ในเชิงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณยังคงแฝงอยู่อย่างน่าสนใจ ผ่านตราสัญลักษณ์ของธนาคารฟูจิและกลุ่มฟูโย ที่จงใจออกแบบเป็นรูปวงกลมสีแดงกึ่งกลาง คล้ายกับรูปดวงอาทิตย์หรือภูเขาไฟฟูจิเมื่อมองจากมุมสูง ซึ่งหากนำไปเปรียบเทียบกับตราสัญลักษณ์ดั้งเดิมของตระกูลยาซุดะในยุคเอโดะ จะพบว่ามีการใช้โครงสร้างและสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมาก เป็นวิธีที่คนทำงานในยุคนั้นใช้ส่งต่อรหัสลับทางประวัติศาสตร์เพื่อบอกให้รู้ว่า รากฐานของพวกเรายังคงสืบทอดมาจากชายที่ชื่อ ยาซุดะ เซนจิโร่ ไม่เปลี่ยนแปลง
เรื่องแนะนำ :
– มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 5… สงครามโลกและการล่มสลาย เมื่อ “ไซบัตสึ” ถูกพิพากษาจากผู้ชนะสงคราม
– มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 4… วันที่ฟ้าผ่ากลางใจเมือง โศกนาฏกรรมการลอบสังหาร และการผลัดแผ่นดิน
– มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 3… ตอน สยายปีกอาณาจักร Yasuda กลยุทธ์ที่ทำให้แตกต่างจากไซบัตสึรายอื่น
– มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 2… ตอน เดิมพันเปลี่ยนโลก เมื่อวิกฤตของรัฐบาลเมจิ คือบันไดสู่มหาอำนาจทางการเงิน
– มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 1 จากเศษเหรียญในตลาดมืด สู่รากฐานของความตระหนี่
– Sumitomo: 400 ปีแห่งอำนาจธุรกิจญี่ปุ่น ตอนที่ 8 เมื่อ “ความยั่งยืน” กลายเป็นเกมใหม่
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://jp.mercari.com/item/m23140374625
– Fuyo Group Research Council: “The 50-Year History of Fuyo Kai and Corporate Network” (fuyo-group.jp)
– Japan Corporate Governance Institute: “The Evolution of Keiretsu and Cross-Shareholding in Post-War Japan” (jcgi.org)
– Mizuho Financial Group History Archives: “Fuji Bank as the Nucleus of post-WWII Reconstruction” (mizuho-fg.co.jp)
มหากาพย์ Yasuda Zaibatsu: จักรวรรดิการเงินที่โลกหมุนตาม ตอนที่ 6… นกฟีนิกซ์คืนชีพ: การก่อร่างสร้างตัวใหม่ในนาม Fuyo Group


