ที่ญี่ปุ่น… อาชีพแบบนี้ก็มีด้วย!
เมื่อพ้นจากยุคสงครามการแก่งแย่งอันแสนวุ่นวาย ญี่ปุ่นในยุคเอโดะก็กลับมาอยู่ในบรรยากาศอันแสนสงบเรียบร้อยอีกครั้ง เหล่าบรรดาซามูไรที่เคยทำหน้าที่อารักขารักษาความปลอดภัยให้กับเจ้านายจึงค่อยๆ ถูกลดทอนบทบาทการทำงานลงไปเรื่อยๆ รวมถึงยังมีการยกเลิกกฎเกณฑ์เก่าแก่ในสังคมอีกมากมาย ทำให้ในช่วงนี้เองเกิดมีผู้คนที่เริ่มหารายได้จากการทำงานหรือหน้าที่แปลกๆ มิใช่น้อยเลยเชียวละ
ถ้าคุณเคยผ่านตากับอาชีพประหลาดๆ ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน ลองไปดูอาชีพโบราณด้านล่างนี้ก่อนได้ว่ายุคไหนจะอิหยังวะ? กว่ากันนะ!!
อาชีพประหลาดในญี่ปุ่น (ยุคโบราณ)
1. ผายลมนี้ แม่ชีรับไว้เอง!
ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนๆ การผายลมต่อหน้าคนอื่นถือเป็นเรื่องที่หลายคนรู้สึกอับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี! ซึ่งแน่นอนว่าประเทศญี่ปุ่นในยุคก่อนนั้นก็เช่นกัน โดยการผายลมเป็นหนึ่งในเรื่องที่ค่อนข้างทำให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางเพศได้ชัดเจนที่สุดเรื่องหนึ่งเลยละ เพราะในขณะที่เมื่อผู้ชายผายลมต่อหน้าคนอื่นกลายเป็นเรื่องที่น่าตลกขบขัน แต่สังคมยุคนั้นกลับคาดหวังว่าหญิงสาวจะไม่ทำสิ่งเดียวกันนี้ต่อหน้าใครเด็ดขาด ซึ่งแน่นอนว่าการผายลมนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติที่ห้ามกันไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วงซึ่งมีไฮไลท์สุดฮิตเป็นมันหวานร้อนๆ ที่ทุกคนนิยมกินแก้หนาว และไอ้เจ้ามันเผานี่ก็ดันเป็นตัวกระตุ้นลมในร่างกายอย่างดีซะด้วย!!
และเมื่อเรื่องการผายลมต่อหน้าคนอื่น โดยเฉพาะว่าที่สามีนั้นถือเป็นเรื่องรับไม่ได้ในระดับที่ทำให้หลายคนคิดจบชีวิตหนีความอายกันไปง่ายๆ เชียวนะ จึงเป็นช่องให้อาชีพที่เรียกว่า ‘Heoibikuni’ ถือกำเนิดขึ้นมา
Heoibikuni มีความหมายแบบตรงๆ ว่า ‘แม่ชีผู้รับผิดชอบการผายลม’ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วพวกเธออาจจะเป็นแม่ชีตัวจริง หรือเป็นแค่หญิงสวมชุดแม่ชีก็ได้ แต่หัวใจหลักคือต้องเป็นหญิงสูงวัยเท่านั้น หน้าที่หลักของพวกเธอก็คือการอยู่ใกล้ๆ กับหญิงสาวสูงศักดิ์ซึ่งเป็นเจ้านาย และเมื่อไหร่ที่มีเสียงหรือกลิ่นแปลกปลอมผุดขึ้นมา Heoibikuni จะเป็นผู้ยืดอกรับว่านั่นคือผลผลิตจากตัวเธอเอง! ซึ่งไม่สำคัญเลยว่าเจ้าของเสียงและกลิ่นนั้นจะเป็นใคร แต่ชาวญี่ปุ่นในยุคนั้นถือว่าหากมีผู้รับผิดชอบสิ่งนั้นไปก็โอเคแล้วละ และที่สำคัญคือ Heoibikuni จะได้รับการให้อภัยในการกระทำนี้เนื่องจากการที่พวกเธอเป็นหญิงสูงวัย ไม่มีใครถือโทษแม่ชี แถมเจ้านายสาวก็ไม่เสียหน้า งานนี้ก็ถือว่าจบแบบแฮปปี้กันได้ทุกฝ่ายแน่นอน!
2. นักอาสากำจัดหนอนในสมอง!
เอโดะนั้นถือว่าเป็นแหล่งรวมของบรรดาผู้มีความรู้และมีการศึกษา จึงไม่น่าแปลกใจหากมีคนบอกว่าชาวบ้านกว่า 500,000 คนในเมืองนี้นั้นล้วนแต่เป็นคนที่รักการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ แต่กว่าจะได้หนังสือดีๆ ซักเล่มมาอ่านนั้นอาจจะต้องใช้เวลารอคอยกันอย่างยาวนานเนื่องจากวิวัฒนาการในยุคนั้นยังไม่เป็นใจ ผู้คนจึงนิยมใช้ ‘Kangaemono’ เป็นตัวฝึกสมองระหว่างรอหนังสือที่ต้องการ
Kangaemono นั้นอธิบายง่ายๆ ก็คล้ายกับพวกเกมฝึกสมองอย่างปริศนาอักษรไขว้ในปัจจุบัน โดยเหล่า Gannin ซึ่งทำหน้าที่และมีความรู้ทางศาสนาคล้ายๆ กับพระ เพียงแต่ยังไม่เคยบวชอย่างถูกต้องนั้นจะเป็นผู้แจกเกมฝึกสมองเหล่านี้แบบฟรีๆ คำถามคือแล้วพวกเค้าจะได้อะไรตอบแทนกันล่ะ??
คำตอบก็คือเหล่ากันนินนั้นจะแจกเฉพาะตัวปริศนาในช่วงเช้าของวัน ซึ่งบรรดาคนชอบลับสมองก็จะตั้งหน้าตั้งตาหาคำตอบกันอย่างมุ่งมั่นต่อไป แต่แน่นอนว่าปริศนาเหล่านั้นมักจะถูกจงใจคิดมาให้ยากต่อการหาคำตอบ เพื่อที่เหล่ากันนินจะกลับมาหาคนกลุ่มเดิมในตอนเย็นพร้อมคำเฉลยในการไขปริศนา และแน่นอนว่าคำตอบนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย! ซึ่งเหล่าคนชอบศึกษาหาความรู้ย่อมต้องยอมเสียเงินเพื่อกำจัดความคาใจที่ยังยุกยิกเปรียบได้กับหนอนที่ชอนไชอยู่ในสมองนั่นเองละ หลายปริศนาเป็นการเล่นคำที่สลับซับซ้อนจนคนจ่ายเงินซื้อคำตอบอาจต้องหงุดหงิดใจเมื่อได้เห็นเฉลย แต่เชื่อเถอะว่าคราวหน้าก็ต้องเสียรู้จ่ายค่าคำตอบให้เหล่ากันนินกันอีกอยู่ดีละน่า!
3. ผู้ตรวจการจุดซ่อนเร้น
หนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลโชกุนในยุคนั้นวางเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามกลางเมืองหนักหน่วงเหมือนในยุคที่ผ่านมา ก็คือการควบคุมบรรดาขุนนางผ่านระบบ Sankin-kotai ซึ่งเอาง่ายๆ ก็คือการบังคับให้เหล่าขุนนางอาศัยอยู่ในเมืองของตนเองสลับกับการเข้ามาอยู่ในเอโดะเป็นระยะในฐานะ ‘แขก’ ของโชกุน ซึ่งหากจะพูดกันตรงๆ ก็เหมือนการนำขุนนางแต่ละเมืองมาเป็นตัวประกันไว้ในเมืองหลวงมากกว่า ที่สำคัญก็คือเหล่าบรรดาขุนนางแต่ละคนจะต้องเข้ามาอยู่ในเอโดะแบบไม่มีโอกาสรู้กำหนดการกลับล่วงหน้า ซึ่งนั่นทำให้แต่ละคนต้องมีภาระในการรับผิดชอบที่อยู่อาศัยของตนถึงสองแห่ง และแน่นอนว่านั่นย่อมเป็นเรื่องที่สร้างความสิ้นเปลืองเงินทองของแต่ละคนไม่ใช่น้อยเลยเชียวละ จึงมีหลายครอบครัวที่มีความพยายามจะนำครอบครัวของตัวเองลักลอบหนีออกจากเมืองหลวงไป แน่นอนว่าส่วนใหญ่มักจะถูกสกัดเอาไว้ตามจุดตรวจต่างๆ ในช่วงหลังๆ จึงมีการลักลอบปลอมตัวสมาชิกในครอบครัวให้เป็นเพศที่ต่างออกไป และนั่นทำให้เกิดหน้าที่ใหม่ที่เรียกว่า Aratame-baba ขึ้นมา!

Aratame-baba (หน้าที่หลักคือตรวจร่างกายหรือสัมภาระของผู้หญิง สามารถสัมผัสได้) หรือ Hitomi-onna (หน้าที่คือตรวจเอกสาร ระบุตัวตน สังเกตพฤติกรรม ไม่สัมผัส) คือเจ้าหน้าที่ที่จะทำหน้าที่คล้ายกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองในยุคปัจจุบัน โดยทุกคนที่จะเดินทางเข้า-ออกเมืองเอโดะนั้น ที่บริเวณด่านตรวจ (sekisho) จะต้องถือใบอนุญาตซึ่งมีรายละเอียดต่างๆ รวมถึงเพศสภาพของผู้เดินทางคนนั้นๆ ซึ่ง Aratame-baba หรือ Hitomi-onna จะมีสิทธิ์ตรวจสอบถึงขั้นขอดูจุดซ่อนเร้นที่อยู่ใต้กางเกงหรือกิโมโนของผู้เดินทางว่าเป็นคนในครอบครัวขุนนางปลอมตัวมาหรือไม่! ศิลปินในยุคโบราณหลายคนถึงขั้นเคยวาดรูปเหล่าผู้ทำหน้าที่นี้ไว้ในเชิงเปรียบเทียบว่าพวกเค้านั้นเป็นคนประหลาดที่เอาแต่หมกมุ่นกับจุดซ่อนเร้นของชาวบ้านเลยเชียวละ ต้องขอบคุณพระเจ้าที่อาชีพนี้หมดไปตั้งแต่ราวต้นศตวรรษที่ 1800 แล้วนะคุณ!
ไม่ว่าจะเป็นในยุคไหน ความช่างคิดของคนญี่ปุ่นก็ยังคงก่อให้เกิดอาชีพแปลกๆ ที่เราคาดไม่ถึงอยู่มากมายตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ใครชอบอะไรแบบนี้ ไว้คราวหน้าเราจะหามาฝากกันใหม่น้า อย่าลืมแวะมาอัพเดทกันเรื่อยๆ เด้อ
เรื่องแนะนำ :
– 3 อย่างอิหยังวะ?? ในร้านขายยายุคเอโดะ!
– ‘Beni’ จากดอกไม้สู่ใบหน้า สูตรลับความงามร้อยปีฉบับญี่ปุ่น
– รู้จักกับ 3 ซามูไรที่ไร้เลือดญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง
– 13 เรื่องจริงของฟูจิ ที่คุณอาจไม่เคยรู้
– 12 ราศีสไตล์ Nintendo – คุณเป็นใครในจักรวาลเกมสุดคลาสสิก ‘Super Smash Bros’?
– 12 สวนสวยญี่ปุ่นแบบไม่ซ้ำใคร ชอบดอกไม้ก็ฟิน ชอบถ่ายรูปเช็คอินก็ฉ่ำใจ
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ:
– https://www.tokyoweekender.com/
#ที่ญี่ปุ่น… อาชีพแบบนี้ก็มีด้วย!


