MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 3 : ทายาทอิวาซากิ กับอาณาจักรใหม่
หลังจากการจากไปของ อิวาซากิ ยะตะโร (Iwasaki Yatarō / 岩崎 弥太郎) ในปี ค.ศ. 1885 บริษัทมิตซูบิชิ (Mitsubishi / 三菱) ยังคงยืนหยัดอยู่ด้วยรากฐานอันมั่นคงที่เขาวางไว้ การบริหารงานตกเป็นของน้องชายคนรอง อิวาซากิ ยะโนซุเกะ (Iwasaki Yanosuke / 岩崎 弥之助) ชายที่มีบุคลิกต่างจากพี่โดยสิ้นเชิง หากยะตะโรเป็นนักสู้ผู้มุ่งมั่นและทะเยอทะยาน ยะโนซุเกะคือผู้มีหัวคิดนักบริหารที่สุขุม รอบคอบ และเข้าใจระบบเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง
ยะโนซุเกะเข้ามารับตำแหน่งประธานบริษัทในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนผ่านจากประเทศกึ่งเกษตรกรรมสู่ประเทศอุตสาหกรรมเต็มตัว เขาตระหนักดีว่ามิตซูบิชิจำเป็นต้องปรับโครงสร้างให้มั่นคงกว่าที่เคย จากบริษัทเดินเรือและเหมืองถ่านหิน เขาวางรากฐานใหม่ให้มิตซูบิชิกลายเป็น “กลุ่มธุรกิจครบวงจร” ที่รวมทั้งการเงิน อุตสาหกรรม และอสังหาริมทรัพย์ไว้ด้วยกัน
ภายใต้การนำของยะโนซุเกะ มิตซูบิชิได้จัดตั้งบริษัทใหม่หลายแห่ง โดยเฉพาะในปี 1886 ที่เขาเปลี่ยนรูปแบบบริษัทเป็น มิตซูบิชิ โงชิ ไคฉะ (Mitsubishi Gōshi Kaisha / 三菱合資会社) เพื่อให้โครงสร้างทางการเงินและการจัดการมีความยืดหยุ่นมากขึ้น การจัดตั้งในลักษณะ “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” ทำให้บริษัทสามารถระดมทุนได้กว้างขวางและบริหารงานตามหลักเศรษฐกิจสมัยใหม่
หนึ่งในโครงการสำคัญที่ยะโนซุเกะริเริ่มคือการพัฒนา ย่านมารุโนะอุจิ (Marunouchi / 丸の内) กลางกรุงโตเกียว เดิมพื้นที่นี้เป็นที่ดินรกร้างของกองทัพในสมัยเอโดะ เขาตัดสินใจซื้อที่ดินจำนวนมหาศาลกว่า 30 เฮกตาร์จากรัฐบาลในปี 1890 และวางแผนให้เป็น “ย่านธุรกิจสมัยใหม่แห่งแรกของญี่ปุ่น” อาคารสำนักงานหลังแรกของมิตซูบิชิในมารุโนะอุจิสร้างเสร็จในปี 1894 และถูกขนานนามว่า “อิชิโกะคัง (Ichigokan / 一号館)” อาคารนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นยุคใหม่ของโตเกียว
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ครั้งนั้นถือเป็นก้าวที่กล้าหาญและล้ำยุค เพราะในเวลานั้นยังไม่มีใครคิดว่าญี่ปุ่นจะต้องมี “ย่านธุรกิจ” แบบตะวันตก ยะโนซุเกะมองเห็นว่าการมีสำนักงานใหญ่ใจกลางเมืองจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของบริษัทให้เทียบเท่าบริษัทต่างชาติ และในเวลาเดียวกันยังสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลในระยะยาว
ในด้านอุตสาหกรรมหนัก มิตซูบิชิภายใต้ยะโนซุเกะยังคงขยายต่อเนื่อง โรงต่อเรือนางาซากิ (Nagasaki Zōsensho / 長崎造船所) ได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพมากขึ้น ทั้งการสร้างอู่ต่อเรือเหล็กขนาดใหญ่และการผลิตเรือรบให้กับกองทัพเรือญี่ปุ่น การพัฒนาเทคโนโลยีต่อเรือของมิตซูบิชิในยุคนี้ ถือเป็นพื้นฐานที่ต่อมาได้ผลิดอกเป็นบริษัทมิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรีส์ (Mitsubishi Heavy Industries / 三菱重工業)
ยะโนซุเกะยังให้ความสำคัญกับการศึกษาและเทคโนโลยี เขาสนับสนุนการส่งคนของมิตซูบิชิไปศึกษาต่อในยุโรปและอเมริกา เพื่อเรียนรู้วิศวกรรม การเงิน และการบริหารแบบสากล หลายคนในรุ่นนั้นกลายเป็นบุคลากรระดับสูงที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศในเวลาต่อมา เขาเชื่อว่า “ความรู้คือทุนที่ไม่เสื่อมค่า” และพนักงานคือสมบัติที่แท้จริงขององค์กร
เมื่อถึงปี 1893 ยะโนซุเกะเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 51 ปี แต่เขาได้วางรากฐานที่มั่นคงให้มิตซูบิชิกลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่ครอบคลุมทุกด้าน ลูกชายของเขา อิวาซากิ ฮิซะยะ (Iwasaki Hisaya / 岩崎 久弥) ได้ขึ้นมาสืบทอดตำแหน่งต่อ และกลายเป็นผู้นำรุ่นที่สามของตระกูลอิวาซากิ
Iwasaki Hisaya
ฮิซะยะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เติบโตในยุคที่ญี่ปุ่นเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) ประเทศอังกฤษ และนำแนวคิดการบริหารแบบตะวันตกมาประยุกต์ใช้ในมิตซูบิชิ เขาปรับโครงสร้างองค์กรให้เป็นระบบสมัยใหม่มากขึ้น แยกหน่วยงานออกเป็นบริษัทลูก เช่น บริษัทต่อเรือ บริษัทเหมือง บริษัทธนาคาร และบริษัทพาณิชย์ เพื่อให้แต่ละธุรกิจสามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพ
ในยุคของฮิซะยะ มิตซูบิชิขยายตัวอย่างมาก ทั้งในด้านอุตสาหกรรมหนัก เหมืองทองแดง เหล็ก และโรงกลั่นน้ำมัน เขายังเป็นผู้ที่ริเริ่มแนวคิดการสร้างสวนและพิพิธภัณฑ์สำหรับสาธารณชน เช่น สวนโคฟุเอ็ง (Kōfu-en / 香風園) และพิพิธภัณฑ์ศิลปะมิตซูบิชิ (Mitsubishi Ichigokan Museum) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามิตซูบิชิไม่ใช่เพียงบริษัทอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นผู้ส่งเสริมวัฒนธรรมและศิลปะของชาติอีกด้วย

Mitsubishi Ichigokan Museum
ในปลายศตวรรษที่ 19 มิตซูบิชิได้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีทั้งธนาคาร บริษัทประกันภัย โรงต่อเรือ เหมือง และเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ โครงสร้างแบบ “ซาอิบัตสึ” (Zaibatsu / 財閥) เริ่มเป็นรูปธรรมในยุคนี้ นั่นคือการรวมกลุ่มธุรกิจที่มีศูนย์กลางทางการเงินเดียวกัน และถูกควบคุมโดยครอบครัวหลักอย่างตระกูลอิวาซากิ
มิตซูบิชิในยุคของยะโนซุเกะและฮิซะยะจึงไม่ใช่เพียงบริษัท แต่เป็นระบบเศรษฐกิจขนาดย่อมที่หล่อเลี้ยงผู้คนจำนวนมาก ทั้งแรงงานจากเหมือง ช่างต่อเรือ พนักงานธนาคาร และนักการค้าจากทั่วประเทศ ทุกคนล้วนอยู่ภายใต้สัญลักษณ์เดียวกันคือ “สามเพชร” ซึ่งหมายถึงความร่วมมือ ความซื่อสัตย์ และความเจริญร่วมกัน
หากยะตะโรคือผู้เริ่มต้นจุดไฟแห่งอุตสาหกรรม ยะโนซุเกะและฮิซะยะก็คือผู้ที่เติมเชื้อเพลิงและหล่อเลี้ยวให้เปลวไฟนั้นกลายเป็นแสงสว่างแห่งความมั่นคงของประเทศ ญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่พร้อมกับกลุ่มธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สุดของตน และในใจกลางกรุงโตเกียว อาคารอิชิโกะคังในย่านมารุโนะอุจิยังคงตั้งตระหง่าน เป็นอนุสรณ์ของยุคที่มิตซูบิชิเริ่มก้าวจากทะเลสู่แผ่นดิน
เรื่องแนะนำ :
– MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 2 : ขยายปีกสู่ทะเลและเหมือง
– MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 1 : จุดเริ่มต้นสามเพชร
– “ฟูจิวาระ : ตระกูลผู้ครองเงาราชสำนักญี่ปุ่น” ตอนที่ 8 มรดกแห่งฟูจิวาระ ผู้ครองเงาตลอดกาล
– “ฟูจิวาระ : ตระกูลผู้ครองเงาราชสำนักญี่ปุ่น” ตอนที่ 7 จากผู้ครองเงา สู่บทบาทใหม่หลังเวที
– “ฟูจิวาระ : ตระกูลผู้ครองเงาราชสำนักญี่ปุ่น” ตอนที่ 6 ปลายอำนาจในยุคเฮอัน ความรุ่งเรืองที่กำลังโรยรา
– “ฟูจิวาระ : ตระกูลผู้ครองเงาราชสำนักญี่ปุ่น” ตอนที่ 5 รอยร้าวจากภายใน สู่ความท้าทายจากภายนอก
ขอบคุณรูปภาพ :
https://www.mitsubishi.com/en/profile/history/series/hisaya/
https://tokyo-marunouchi.jp/en/facilities/1292
MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 3 : ทายาทอิวาซากิ กับอาณาจักรใหม่



