คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
SIAM CUP BJJ Summer Edition 2025 ลาก่อนชีวิตวัยรุ่นของฉัน (さようなら青春)
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน
ก่อนจะเข้าสู่ซีรี่ส์ใหม่ที่เขียนเอาไว้แล้ว ผมขอเขียน “เรื่องแทรก” เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการเดินทางของชีวิตเอาไว้ก่อน
หลังจากที่ผมห่างหายจากการแข่งไปหนึ่งปีเต็มๆ พยายามฝึกไปเรื่อยๆ เอาจนได้สายม่วงเมื่อตอนสิ้นปีที่แล้ว ปีนี้ก็ได้เวลา “มาตามนัด” เสียที หลังจากที่ อ. เดวิด นำหน้าขึ้นสายม่วงไปก่อน แล้วผมเพิ่งไล่ตามทัน
กะว่าจะแข่งกันเล่นกับไปเรื่อยๆ เอาให้เหมือนมูซาชิกับโคจิโร่ หรือเหมือนนารูโตะกับซาสึเกะ ขนาดนั้นเลยทีเดียว
และวันที่ 20 กรกฎาคม ผมได้มาแล้ว แข่งแล้ว และแพ้แล้ว (Veni, Certavi, Victus sum) น่าเสียดายที่โอกาสจะพลิกจากเสียเปรียบมาชนะนั้นมี แต่ปล่อยให้หลุดลอยไป

ภาพจาก Facebook นะ
สำหรับบรรยากาศการแข่ง ก็ยังรักษาความเป็นแมตช์สไตล์บ้านๆ แบบนั่งดูยืนดูขอบสนามก็มี แข่งเสร็จลงไปนอนแผ่ข้างสนามก็มี เหมือนเดิม ปีนี้สนามมีน้อยมีแค่สามสนาม (mat) แต่มันก็เหมือนกับเป็นประเพณีไปแล้ว ทัวร์นาเมนต์นี้ มาทีไรจะเจอคนรู้จักในแวดวง BJJ เสมอ เพราะเขาจัดต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ นี่ก็ 10 ปีแล้ว ซึ่งผมก็คงมาเรื่อยๆ ด้วยอารมณ์ว่าเป็นประเพณี (เหมือนกัน) จนกว่าจะขึ้นสายดำและก็แก่มากๆ จนร่างกายไม่ไหวนั่นแหละ
ย้อนไปเมื่อหกเดือนก่อน ผมเข้าสู่การฟื้นฟูร่างกายด้วยการฝึกสมาธิแบบยืน (จ้านจวง) เป้าหมายหลักคือเพิ่อฟื้นฟูพลังกายหลังจากซ้อมบีเจเจเสร็จ คือเหนื่อยๆ มาก็ พอไม่โรลแล้ว ออกมาจากเบาะ ก็หัดยืนสมาธิกำหนดลมหายใจเสียก่อนค่อยกลับบ้าน
ผมไม่ได้ยืนนานอะไรได้ขนาดนั้น แค่ห้านาที จับเวลาเอา
ช่วงที่ผ่านมานี้ผมคิดจริงจังมากในเรื่องการรักษาระดับพลังกาย พลังใจ ให้สามารถรักษาจังหวะและความถี่ในการฝึกซ้อมบีเจเจได้
ไม่รู้ว่ามันเป็นผลพลอยได้ หรืออะไรยังไง ผมเริ่มค้นหาและศึกษาความรู้เก่าๆ เช่นทฤษฎีมวยไท้เก๊ก โดยที่มี “ไอจัง” (AI) คอยช่วย มีเวลาว่างก็หัดแปล ค่อยๆ แกะค่อยๆ แปลภาษาจีนไป อ่านไปก็รู้สึกทึ่งกับการความช่างสังเกตของคนสมัยโบราณ ซึ่งมีประโยชน์มากในการเซฟแรง เซฟร่างกาย ทำยังไงจะเคลื่อนไหวหรือใช้ร่างกายได้แบบ “ประหยัดสูง ประโยชน์สุด”
ด้วยสิ่งนี้ทำให้ตัวผมในอายุ 48 ยังสามารถรักษาความถี่ของการซ้อมอยุ่ที่ 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ได้ บวกกับการฝึกเสริมสร้างร่างกายเล็กๆ น้อยๆ เช่นการเล่นเวทง่ายๆ สั้นๆ ตอนเบรคเที่ยงหลังกินข้าวเสร็จ (ตามประสาชีวิตหนุ่มโรงงาน) การซ้อมเตะง่ายๆ เพื่อฝึกการเคลื่อนไหวขาและเอว (บางทีก็เบื่อๆ ความเน้นแต่เกมนอนของ BJJ ได้ลุกขึ้นมายืนยกขาเตะบ้างมันก็รู้สึกดีนะ) ฝึกดาบอิไอสัปดาห์ละครั้งเพื่อตรวจสอบสภาพจิตใจ
พอถึงวันที่ 19 กรกฎาคม บอกตรงๆ ว่าผมแอบกลัวการนั่งเครื่องบินตอนฝนตก (หน้าฝน) นะ แต่พอเครื่องบินขึ้นฟ้าขาไปวันนี้ โชคดีจริงๆ เมฆวันนี้มันสวยมากๆ ในความรู้สึกของผม ไม่เคยรู้สึกว่าเมฆบนฟ้ากับสีของท้องฟ้ามันสวยขนาดนี้มาก่อน
ที่จริงการมาในคราวนี้ผมตั้งเป้าหมายอีกอย่างนึงนอกจากการมาแข่ง นั่นก็คือ การออก “เดินทาง” (ทาบิ 旅) เพื่อย้อนกลับไปมอง “ตัวเองในอดีต” ในคราวนี้ด้วยเทคโนโลยีการเดินทางที่ก้าวหน้าขึ้น ผมก็ไม่ต้องผจญกับรถร่วมสาย 8 ในตำนานอีกแล้ว 555 ผมอาศัยนั่ง MRT สายสีน้ำเงิน (นั่งรถไฟฟ้า “เที่ยวแรก” ของวัน คือผมตื่นตีห้าน่ะ) ไปลงสถานี “สามยอด” พอขึ้นมาแล้วว้าวมาก จากใต้ดินโผล่มาชั้นล่างของตึกเก่าเนี่ยนะ อเมซิ่ง (จริงๆ เห็นว่าเป็นของสมัยใหม่ที่ทำเลียนแบบโบราณ) พอว้าวมาก ไม่รู้จะทำไง เลยข้ามถนนไปกินอาหารเช้าร้าน “ออนล็อกหยุ่น” กินขนมปังสังขยากับไข่ลวกสองฟอง กาแฟ อ่ะ จบ คิดเงินออกมา เลขสวยมาก 88 บาท

ผมเดินผ่านดิโอลด์สยาม เลาะพาหุรัดเล็กน้อย เข้าถนนตรีเพชร และก็ถึงจุดหมาย โรงเรียนเก่าที่ผมเคยเรียนตอนมัธยมครับ เข้าไปก็แลกบัตรตามปกติ บอกไปตรงๆ ว่าผมเป็นศิษย์เก่าเดินมาเที่ยวโรงเรียนเฉยๆ จ้า เป็นการเดินในเวลาที่ได้อารมณ์ ชีวิตชีวามาก เพราะน้องๆ กำลังเข้าโรงเรียนกัน! (ตอนนั้นเจ็ดโมงนิดๆ ละ) โอ้ ผมไม่ขอพูดเยอะละ ให้รูปมันเล่าเรื่องแล้วกัน





“เห็นเรือนเหลืองยาว ช่างงามอะคร้าวเด่นดูเหมือนดาวพราวสุกใส เห็นกุหลาบซาบซึ้งซ่าน ถึงธารฤทัย ชมพูคู่ใจฟ้าเอย”
สุดท้าย ตอนผมจะออกจากโรงเรียน ได้คุยกับน้องๆ ที่มายืนช่วยงานแลกบัตร ถามเลขรุ่น คนนึงบอกผม 145 อีกคน 146 โอ้ วันเวลาผ่านไปขนาดนี้เลย “ผม 113 ครับ” และก็บอกกับอาจารย์ที่อยู่หน้าโรงเรียนว่า ผมปีนี้ก็สี่สิบแปดแล้ว ตอนนี้อยู่เชียงใหม่ถาวร ไม่รู้ว่าจะได้มาเยี่ยมโรงเรียนอีกเมื่อไหร่นะครับ (ขอบคุณมากๆ)
แล้วผมก็ไปเดินแถวปากคลองตลอดเล็กน้อย ยืนมอง 7-11 สาขาปากคลองตลาด ที่ตอนยุคนั้น (ผมอยู่สัก ม.สามได้มั๊ง) โฆษณาว่าเป็น “สาขาที่ 200 ของประเทศไทย” (แล้วเราก็ฉลองด้วยการกดน้ำในตู้กินสักสามทีแล้วค่อยเอาไปจ่ายเงิน) อา…แล้วก็เข้าไปไหว้พระบรมอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ยืนมองประตูโรงเรียนฝั่งปากคลองตลาด ที่ผมเคยโชว์กินนมชอกโกแลตกล่องหนึ่งลิตรเดินส่ายอาดๆ เข้าโรงเรียน (ฺฺฮา) แล้วก็เดินเลียบกำแพงวัดเลียบ แล้วก็นั่งร้าน “สวีท” ร้านเดิมที่เคยนั่งสมัยเรียนกวดวิชาวัดเลียบตอน ป.6
พูดแล้วก็คิดถึงสมัยอยู่กวดวิชาวัดเลียบจังนุ๊ (มันเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้วคงเล่าได้) คือมันเป็นคอร์สติวเข้า สวนกุหลาบฯ สตรีวิทย์ โดยเฉพาะ ตอนแรกผมไปเรียนห้องสอง ผมพบรัก (จริงดิ) กับ นร. หญิงที่ชื่อ “รุ่งจิตร” (เฮ้ ยังจำชื่อได้ด้วย wa) เรียนได้พักนึงเขาก็สอบจัดอันดับ ผมได้ย้ายไปอยู่ห้องหนึ่งและก็อยู่ยาวๆ ผมได้นั่งคู่กับ นร. หญิงที่ชื่อ “วรางคณา” ซึ่งก็ เป็นเด็กเรียนครับ เรียบร้อย สุภาพ (ส่วนผมนี่ก็แปลกนะว่าหลุดไปอยู่ห้องหนึ่งได้ไง) นั่งคู่กัน ก็ดีครับ เสร็จแล้วแม่เขาก็มารับกลับบ้านประจำ เลยไม่ได้สานสัมพันธ์อะไร สมัยนั้นเทคโนโลยีการสื่อสารไม่เอื้อด้วย (ยุคนั้มีแต่โทรศัพท์บ้าน) เอาจริงๆ ตอนหลังได้ข่าวว่าวรางคณาสอบติดสตรีวิทย์ครับ และก็ไม่ได้ข่าวอะไรยังไงอีก (ถ้ายุคนั้นมี LINE เราจะไม่พลาดการติดต่อ หึหึหึ พอพูดแล้ว หันไปดูลูกชาย ป. 6 มันเล่น LINE คุยแชตกับเพื่อนที่เล่นเกมเป็นประจำ แอบมีหญิงมั่งเป่าวะ? 5555)
ที่แน่ๆ คือตอนนั้นผมกับพ่อจะต้องมานั่งร้านสวีทหลังผมเรียนเสร็จ และนี่คือจานอาหารแห่งความทรงจำ (ของแท้ไข่ดาวต้องเป็นรูปหัวใจนะ)

จานนี้เพื่อความทรงจำในวัย ป.6

อ้าว เฮ้ หมอนี่รุ่นเดียวกับผมนาเว้ยเห้ย ตอนอยู่ ม.4 ยังได้คุยได้เห็นหน้ากันอยู่เลย 555
หลังจากกินไข่ดาวรูปหัวใจแล้ว ตอนนี้ฟ้าครื้มแต่ไม่ได้ฝนตก ฉะนั้น ผมจะเริ่มการเดินทางเพื่อทวนความทรงจำต่อ เริ่มจากถนนพาหุรัด ผ่านย่านคลองถม ที่ไม่มี “สะพานเหล็ก” อีกต่อไป จำได้ว่าแต่ก่อนการมาเดินเที่ยวสะพานเหล็กต้องใช้ความกล้ามากเพราะหนีโรงเรียนมา (555) เดินไปเพื่อนก็ไซโคไปด้วย ว่าเนี่ย เดินๆ อยู่มึงเจอพ่อมึงมาทำไงวะ 555 ยุคนั้นตอนเกม Street Fighter 2 ลงพอร์ต Super Famicom นี่ไปรุมดูกันใหญ่ 555
ทุกวันนี้ เหลือแค่ความทรงจำแล้ว มันก็แอบเศร้านะ
และศร้าหนักไปอีก เมื่อเดินผ่าน “เวิ้งนาครเขษม” แถวนั้นแต่ก่อนเป็นชุมนุมร้านเครื่องดนตรีเลย เคยไปนั่งเล่นบ้านเพื่อนที่โรงเรียนคนนึงที่เขาอยู่ในนั้นด้วย เมื่อได้เห็นสิ่งที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ ผมไม่มีอะไรจะพูด นอกจากคำสบถว่า “แด่สวรรค์นายทุน ให้ตายเหอะ wa”
และผมก็ได้เดินมาถึงเยาวราชจนได้ และเพื่อเป็นความทรงจำ ผมเลยไปนั่งกินบะหมี่ร้าน “อึ้งเป็งชุน” ในตรอกแถวข้างๆ ห้างทองฮั่วเซ่งเฮง (สมัยก่อนผมกับแม่มักไปซื้อทองขายทองที่นี่) มีคำเตือนอยู่อย่างสำหรับมนุษย์สมัยใหม่ที่เสพติดการแสกนจ่าย ร้านรวงในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ นี่ เขารับแต่เงินสดนะครับ เดินกินมาสามร้านนี่ ผมจ่ายเงินสดอย่างเดียวเลย (ควรพกเงินสดไปนะครับ)

และผมก็ยังเดินต่อไป เห็นตึกธนาคารยูโอบีตรงนั้นก็นึกได้ว่า สมัยก่อนพ่อผมเคยทำงานธนาคารเอเชียที่ตึกนั้นแหละ เดินต่อไปอีกจะไปทางวงเวียน 22 กรกฎาคม แวะกินน้ำจับเลี้ยงของคั้นกี่ (ตราน้ำเต้าทอง) พอให้ชื่นใจ 20 บาทเท่านั้น แล้วผมก็ยังมุ่งหน้าเดินต่อไปเพราะกะจะเดินให้ถึงหัวลำโพง การเดินในเส้นทางที่จะไปหาหัวลำโพงนั้น มีข้อควรระวังเพียงอย่างเดียวคือ ถ้าเห็นผู้หญิงที่นั่งๆ ข้างทางแถวนั้น อย่าหันไปสบตาเป็นอันขาด! (ขนาดไม่สบตาด้วย ผมยังเห็นจากหางตาว่ายังพยายามจะกวักมือเรียก) นี่คงเป็นไม่กี่สิ่งในย่านเมืองเก่าที่ จะกี่ปีๆ ก็ ไม่เปลี่ยนไปเลย (มั๊ง) นี่ขนาดแปดเก้าโมงนะ ให้ตายสิ
ในที่สุด ผมก็เดินมาถึงสถานีหัวลำโพง เป็นอันสิ้นสุดการเดินเท้า การเดินทางเพื่อทบทวนความทรงจำในวัยเด็กหนุ่ม (วัยรุ่น) ของผม
เมื่อผมเดินมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ได้เวลาที่ผมจะบอกตัวเองเสียทีว่า ลาก่อน ชีวิตวัยรุ่นของฉัน (ซาโยนาระ เซย์ชุน さようなら青春)
ผมเคยสงสัยนะ ทำไมคนญี่ปุ่นถึงอ่อนไหวกับเรื่อง “ชีวิตวัยรุ่น” กันจัง สังเกตจากในวัฒนธรรมร่วมสมัยเช่นการ์ตูนอะไรงี้?
ต่อไปนี้คือคำตอบจาก Gemini
ความอ่อนไหวของคนญี่ปุ่นกับ “ชีวิตวัยรุ่น”
คนญี่ปุ่นมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษกับแนวคิดเรื่อง “ชีวิตวัยรุ่น” หรือ “青春” (seishun) ด้วยเหตุผลหลายประการที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรม สังคม และประวัติศาสตร์ของพวกเขาครับ
วัยรุ่นในอุดมคติ: ช่วงเวลาแห่งความฝันและการเติบโต
ในสังคมญี่ปุ่น วัยรุ่นมักถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เป็นวัยที่เต็มไปด้วยความฝัน ความหวัง ความสดใส พลังงาน และการค้นพบตัวเอง นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ทั้งมิตรภาพและความรักครั้งแรก ซึ่งมักจะถูกจดจำไปตลอดชีวิต ด้วยภาพลักษณ์ที่สวยงามเช่นนี้ การกล่าวลาช่วงเวลาดังกล่าวจึงมีความหมายลึกซึ้งและมักนำมาซึ่งความรู้สึกคิดถึง อาลัย หรือแม้แต่ความเศร้าครับ
ความกดดันและการแข่งขันสูง
แม้จะดูสดใส แต่ชีวิตวัยรุ่นในญี่ปุ่นก็มาพร้อมกับความกดดันและการแข่งขันที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษา การสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่เครียดและใช้ความพยายามอย่างมาก การได้ทุ่มเทให้กับบางสิ่งบางอย่างอย่างเต็มที่ในช่วงเวลานี้ แม้จะมีความยากลำบาก แต่ก็เป็นสิ่งที่ผู้คนมองย้อนกลับไปด้วยความภาคภูมิใจ เมื่อพ้นจากช่วงวัยรุ่นไปแล้ว ความกดดันในชีวิตจริงก็จะเปลี่ยนรูปแบบไป แต่ความทรงจำของการต่อสู้ดิ้นรนและการก้าวผ่านความท้าทายในวัยเยาว์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ
การเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นผู้ใหญ่และความรับผิดชอบ
การจบจากช่วงวัยรุ่นและก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ในญี่ปุ่นหมายถึงการแบกรับความรับผิดชอบที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การสร้างครอบครัว หรือการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ความอิสระบางอย่างที่เคยมีในวัยรุ่นอาจลดลง ผู้คนจึงมักรู้สึกอาลัยกับการสูญเสียความไร้เดียงสาและช่วงเวลาแห่งความอิสระนั้นไป
การให้คุณค่ากับ “ช่วงเวลา”
คนญี่ปุ่นให้คุณค่ากับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลและ “ช่วงเวลา” ในชีวิต การเปลี่ยนผ่านจากช่วงวัยหนึ่งไปสู่อีกวัยหนึ่งจึงถูกมองว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ควรค่าแก่การจดจำและรู้สึกถึงมันอย่างลึกซึ้ง การกล่าวลา “青春” จึงไม่ใช่แค่การพูดถึงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการบอกลาช่วงหนึ่งของชีวิตที่มีความหมายและความทรงจำมากมาย
นั่นสิ ฟังดูยุค 80-90 มากเลยนุ๊?
ผมคิดว่า สาระสำคัญของการเดินทางเพื่อ “ย้อนอดีต” ก็เพื่อเน้นย้ำว่า ตัวเราเคยเป็นใคร และจากที่เป็นตอนนี้ เราจะไปทางไหน
บางอย่างได้เห็นมัน ยังอยู่ดี ก็ชื่นใจ ทั้งโรงเรียน ทั้งนักเรียนรุ่นน้องๆ
บางอย่างมันหายไป ก็เศร้าใจ เช่น สะพานเหล็ก กับ เวิ้งนาครเขษมที่หายไป
บางอย่างมันเปลี่ยนไป ไปในทางไม่พึงใจ ก็รู้สึกแย่ๆ เยาวราชน่ะ ร้านรวงเดิมๆ ในตรอกซอกซอย ถูกแทนที่ด้วยนายทุน “จีนแดง” จีนใหม่ มิใช่ “จีนเดิม” ร้านอาหารบางยี่ห้อเป็นเหมือนพวกเชนหรือแฟรนไชน์ ยี่ห้อเดียวกับที่มีแถวนิมมานฯ เชียงใหม่นั่นแหละ (เห็นแล้วก็ต้องบอกกันนะว่า “อย่าไปอุดหนุน”) ซึ่งผมก็พอใจที่จะอุดหนุนร้านรวง อาหารและเครื่องดื่มที่เป็นของคน “จีนเดิม” มากกว่า
ผมได้เดินทางย้อนอดีตแล้ว และก็บอกลาเรียบร้อยแล้ว จากนี้ไปก็จะไม่มีอะไรคาใจอีก สิ่งที่ยังต้องทำอยู่ ก็คือการคิดและทำ เพื่อ “คนรุ่นต่อไป” เท่านั้น
อ่ะ นึกว่าจะเลิกทำละพอตแคสต์ นึกไงไม่รู้กลับมาทำอีก อ่ะ เชิญรับฟังครับ ว่าจะทำไปเรื่อยๆ แบบนึกอะไรออกจะมาเล่าสู่กันฟัง
https://music.youtube.com/watch?v=3LYYHbZq53k&si=MvrdUsp-RKIpM9CH
ครับ และก็ ไม่อยากจะเชื่อตัวเอง ผมเขียนงานคราวนี้ ยังมีประเด็นให้คิดต่อยอดไปได้อีก ส่วนจะเป็นอะไร รออ่านสัปดาห์หน้านะครับ สวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (8) อยากกลับไปอ่าน GTO ขึ้นมาแล้วสิ
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (7) เจ็บเพราะเชื่อใจคน ดีกว่าเจ็บเพราะไม่เชื่อใจคน
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (6) คน Gen Alpha ต้องได้ทั้ง “บุ๋น” และ “บู๊” ถึงจะอยู่รอด
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (5) ยูยิตสูสอนลูก
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (4) พันธกิจ “พิทักษ์โลก” ของคน Generation X
#SIAM CUP BJJ Summer Edition 2025 ลาก่อนชีวิตวัยรุ่นของฉัน (さようなら青春)


