Nobel Series : ไฟ…
“เรามีคุณค่า เพราะเราทำเรื่องที่ใหญ่กว่าตัวเรา”
–From Fantastic4–
Dear Rasa #ForRasa10 #ForRasa40
ใกล้สัปดาห์วิทยาศาสตร์ แล้วผู้เขียนนึกถึงเหตุการณ์นึง ที่เป็นความทรงจำ อยากจะบอกลูกสาวที่อีกหน่อยจะเติบใหญ่ และหวังว่าลูกจะได้อยู่ในประเทศที่บูชาความรู้ บูชาวิทยาศาสตร์ มากกว่า เงินตรา …
ทุกครั้งที่สัปดาห์วิทยาศาสตร์ใกล้มา หัวใจผมจะพาเดินย้อนกลับไปยังฮอลล์ใหญ่ที่ชื่อศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในทศวรรษที่แล้ว นี่คือสมรภูมิสุดท้าย ที่จะหาโรงเรียนที่เก่งที่สุดในไทย (เทียบกับยุคปัจจุบัน ก็น่าจะเหมือน #Genwitอัจฉริยะพันธุ์ใหม่PresentedbyBangchakGroup)
ตอนผมสิบสี่ เป็นตัวแทนจากกรุงเทพฯ ใส่ชุดนักเรียน เหมือนทหารตัวน้อยที่ถือธงของโรงเรียน เราต้องตอบคำถามแปลก ๆ เช่น “ใครเป็นคนสร้างแกะดอลลี่?” หรือยานพาสไฟเดอร์สำรวจดาวอังคารหนักกี่กิโล… คำถามที่ผมจนปัญญาว่าทำไมมันถึงได้อยู่ในรอบสุดท้าย
ไม่ว่าคำถามจะดูปัญญาอ่อนหรือแข็งแค่ไหนก็ตาม เราอยากจะกลืนกินความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของดาวดวงนี้ไปให้มากที่สุด เพราะการได้ชนะเลิศรายการนี้ คือการพิสูจน์ว่าเราคือท็อปของประเทศ เพราะผมเองก็อยากทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา…
ผู้เขียนในวัย 14 ผมนั่งแก้คำถามแรงดันน้ำเกือบยี่สิบนาทีแบบไร้ทิศทาง ทีมแตกเป็นเสี่ยง และหมดกำลังใจ ตอพ. แพ้ยับเยิน…เป็นความพ่ายแพ้ในฐานะตัวแทน รร. ที่ผมอายที่สุดในชีวิต ผมตัวเล็กลง…
แต่ราวกับโชคชะตา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์อีกครั้ง ในวัย 17 ในฐานะตัวแทน ตอ. (เตรียมอุดม) จากกทม. ผมมาพร้อมกับ P คุง ที่เป็นมือชีวะของทีม มาพร้อมกับความเป็นผู้นำ และการตัดสินใจที่เด็ดขาด ส่วนอีกคนคือ S คุง ผมไม่รู้จัก S มาก่อน แต่เราก็มารวมกัน… เพื่อทำสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเราอีกครั้ง
เช้าวันที่ 18 สิงหานั่น ผมได้ข่าวดีแต่เช้าว่า ผมผ่านรอบข้อเขียนของการสอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่นได้ …
ผมกับ P คุงพูดพร้อมกัน “มึงอย่าเสียสมาธินะ”
ผมกลัวว่า P คุงเพื่อนร่วมทีม จะรู้สึกไม่ดีที่ตัวเองไม่ผ่านข้อเขียน
ส่วน P คุงรู้ว่าผมรักญี่ปุ่นเหลือหลาย เขากลัวว่าผมจะใจลอยไปกับเรื่องทุนญี่ปุ่นมากกว่างานแข่งวันนี้
ส่วนเจ้า S คุง ที่ไม่ได้สอบทุนญี่ปุ่น เลยไม่มีสมาธิจะเสีย
อีกห้านาที เราจะขึ้นเวที… ไปตอบคำถาม เพื่อหาทีมที่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ
หากชนะ คุณก็ไม่ถูกจดจำหรอก.. ก็แค่ชนะ
แต่หากแพ้ ไม่มีปีหน้า ไม่มีแก้ตัว … และปมในใจก็คงอยู่ตลอดไป
คุณเชื่อไหม ในชีวิตการเรียนของผม นั่นเป็นห้วงเวลาที่ผมรู้สึกราวกับ เวลาไหลช้าที่สุดในชีวิต
จู่ๆ P คุงก็พูดขึ้นมาว่า สามปีที่แล้วเราก็เคยมาแข่ง… เราได้ที่หก
ผมตกใจ เรารวมทีมกันมาสองเดือน… แต่ไม่รู้เลย
“สามปีที่แล้ว กูก็มาที่นี่.. ทีมเราได้ที่ 10 หรือ11 จำไม่ได้ด้วยซ้ำ เสียใจและอายมาก”
มันเป็นนาทีที่เหมือนพวกเราเปิดใจ อยู่กันมาตั้งนานแต่พวกเราไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กันเลย ผมเชื่อว่าเพราะมันเป็นอดีตที่เราอยากลืม มันเป็นปม ที่อายเกินกว่าจะบอก
“กูจะลบปมในใจอันนี้ให้ได้” ผมพูด หันไปหา P
“อย่าให้อดีตขีดอนาคต วันนี้เราคือเตรียมอุดม…” P พูด ตบบ่าเราทั้งสอง
“… เออ แต่กูไม่มีปมอะไรอ่ะ แล้วว่าแต่วิน ถ้ามึงไปญี่ปุ่นได้จริง ซื้อการ์ตูนมาฝากกูหน่อย ” S คุงพูดลอยๆ
พวกเราหัวเราะ… เสียงหัวเราะของคนที่เตรียมปะทะกับช่องว่างระหว่างความหวังและความกังวลนี่จะเรียกว่าทีมเวิร์ก หรืออะไรก็ไม่รู้ แต่เด็กวัย 17 สามคนจาก ตอ. เดินขึ้นเวที
พ่อแม่นั้นหวังพึ่งเจ้า ยามแก่เฒ่า
ครูนั้นเล่า หวังเจ้าให้สร้างชื่อ
ประเทศชาติ หวังกำลังและฝีมือ
เจ้านั้นคือความหวัง ของทั้งมวล
18 สิงหา ปี 2000 ทีมเตรียมอุดม คว้าชัยชนะตอบปัญหาวิทยาศาสตร์ระดับชาติได้อีกครั้ง รางวัลนั่นไม่ได้ทำให้พวกเราเป็นนักวิทยาศาสตร์โนเบล แต่หลังจากวันนั้น…
P คุงที่ได้ทุนเล่าเรียนหลวง หรือที่เราเรียกว่าทุนคิง และกลายเป็นนักศึกษาที่ MIT
S กลายเป็นหมอผู้รักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ ส่วนผมเดินทางไปญี่ปุ่น ได้ดูโลกในที่กว้างใหญ่ขึ้น
รางวัลนั่น สิ่งที่เราได้ไม่ใช่โล่รางวัลหรือเงิน แต่มันคือ “ไฟ”… ไฟที่ทำให้เราได้ทำเรื่องที่ใหญ่กว่าตัวเรา
สวัสดีวันวิทยาศาสตร์
คิดถูกจริงๆ ที่เลือกเรียน และรักวิทยาศาสตร์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง >>
– Nobel Series: น้ำ (ตา)
– Nobel Series : ดิน
– Nobel Series : เมื่อคนญี่ปุ่น คุยกับน้องหมาน้องแมวผ่านไลน์ได้
– รู้ไหมว่า…ตอนนี้ “สัตว์เลี้ยง” มีมากกว่าเด็กในญี่ปุ่นแล้ว
– เจ้าฝันอะไร ในวันที่ดินแดนไม่มีหวัง
#Nobel Series : ไฟ


