วิชายุทธ วิถีเซน by Lordofwar Nick
มาอ่าน “คัมภีร์ห้าห่วง” ของมูซาชิด้วยกันเถอะ (7) คัมภีร์แห่งปฐวี (ดิน): การตั้งชื่อสายสำนักนี้ว่านิโต (สองดาบ)
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน เมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมก็ได้มีโอกาสไปไหว้พระสถูปของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่เมืองงายอำเภอเชียงดาว เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีเลยทีเดียว ที่ไม่ได้ไปมา 2 ปีไม่ใช่อะไรหรอกครับเพราะว่าเจอภาวะ covid นี่แหละ ได้มีโอกาสไปเยี่ยมผู้หลักผู้ใหญ่ ได้เที่ยวเปิดหูเปิดตาบ้างก็ทำให้จิตใจสบายขึ้นมาบ้างนิดหน่อย เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังนะครับว่าไปเที่ยวมาในแล้วไปเจออะไรบ้าง ก่อนอื่นขอเข้าสู่เนื้อหาประจำสัปดาห์นี้กันก่อนนะครับ
คำแปลข้อความต้นฉบับ
地の巻
คัมภีร์แห่งปฐวี (ดิน)
六 一 此一流二刀と名付る事
หก การตั้งชื่อสายสำนักนี้ว่านิโต (สองดาบ)
`二刀 `と云出す所武士は将卒共にぢきに二刀を腰に付る役也 `昔は `太刀刀 `と云今は `刀脇差 `と云 `武士たる者の此両腰を持事こまかに書顕すに及ばず `我朝に於てしるもしらぬも腰におぶ事武士の道也 `此二つの利をしらしめん為に `二刀一流 `と云也 `槍長刀よりしては `外の物 `と云て武道具の内也
ที่พูดออกมาว่า “สองดาบ” นักรบนั้น จะนายทัพหรือไพร่พลก็มีหน้าที่โดยตรงที่ต้องพกสองดาบที่เอวด้วยกันทั้งสิ้น สมัยก่อนเรียก “ทะจิ คาตานะ” สมัยนี้เรียก “คาตานะ วากิซาชิ” เรื่องการพกทั้งสองนี้ที่เอวของคนเป็นนักรบนั้น คงไม่ถึงกับต้องเขียนสำแดงให้ยิบย่อยไป ในแดนของเรา (แผลงเป็น ในประเทศของเรา) นั้น จะรู้ก็ดีไม่รู้ก็ดี การพกที่เอวนั้นคือวิถีของนักรบ เพื่อให้รู้ถึงความดีของสองสิ่งนี้ จึงเรียกว่า “สำนักสองดาบ” (นิโตอิจิริว) ส่วนตั้งแต่หอกหรือง้าวไปนั้นเรียกว่า “ของที่อยู่ข้างนอก” อันอยู่ในเครื่องมือรบ
`一流の道初心の者に於て太刀刀両手に持て道を仕習ふ事実の所也 `一命を捨る時は道具を残さず役に立たきもの也 `道具を役に立てず腰に納めて死する事本意に有べからず `然共両手に物を持事左右共に自由には叶ひがたし `太刀を片手に取習せん為なり
ผู้เริ่มใหม่ในวิถีแห่งสายสำนัก ที่จริงแล้วต้องฝึกหัดซึ่งวิถีแห่งการถือ ทะจิ คาตานะ ด้วยสองมือ เวลาจะทิ้งชีวิต ต้องใช้เครื่องมือให้เป็นประโยชน์โดยไม่เหลือ การตายไปโดยเครื่องมือยังเหน็บที่เอวไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์นั้น ไม่ควรมีเลยในจิตเจตนาเดิม กระนั้น การถือของด้วยสองมือยังจะไปซ้ายขวาดังใจให้สมใจได้ยากอีกด้วย จึงเป็นเหตุที่ต้องฝึกจับทะจิด้วยมือเดียว
`槍 長刀 大道具は是非に及ばず刀脇差に於てはいづれも片手にて持道具也 `太刀を両手にて持てあしき事 `馬上にてあしし `かけ走る時あしし `沼 いけ 石原 さかしき道 人こみにあしし `左に弓槍を持其外何れの道具を持てもみな片手にて太刀をつかふものなれば両手に太刀を構ふる事実の道に非ず `若片手にて打ころしがたき時は両手にても打とむべし `手間の入る事にても有べからず
หอก ง้าว เครื่องมือใหญ่นั้น โดยมิต้องไปพูดถึงถูกผิด คาตานะ วากิซาชิ นั้น ไม่ว่าอันไหนก็เป็นเครื่องมือที่ถือด้วยมือเดียว การถือทะจิด้วยสองมือนั้นไม่ดี อยู่บนหลังม้าไม่ดี เวลาวิ่งไล่กวดไม่ดี บึง สระ ทุ่งกรวด ทางเด็ดเดี่ยว (แผลงเป็น ทางหวาดเสียว) ที่คนเบียดกัน ไม่ดี เมื่อถือ ธนู หอก ทางซ้าย นอกจากนั้นจะถือเครื่องมืออะไรก็ตามล้วนใช้มือเดียว หากเป็นการใช้ทะจิ การตั้งท่า (ถือ) ทะจิด้วยสองมือก็หาใช่วิถีที่แท้ไม่ แม้ยามที่ตีฆ่าด้วยมือเดียวได้ยาก จะตีด้วยสองมือก็ย่อมทำได้ มิได้เป็นเรื่องเปลืองมือแต่อย่างใด
`先片手にて太刀を振り習はん為に二刀として太刀を片手にて振覚ゆる道也 `人毎に初てとる時は太刀おもくして振回しがたきものなれ共万初めてとり付時は弓も引がたし長刀も振りがたし `いづれも其道具道具になれては弓も力つよくなり太刀も振つけぬれば道の力を得て振よくなるなり `太刀の道と云事はやくふるに非ず `第二 `水の巻 `にて知るべし `太刀はひろき所にて振り脇差はせまき所にて振事先道の本意也
ก่อนอื่นเพื่อหัดแกว่งทะจิด้วยมือเดียว เป็นวิถีที่ต้องถือเอาว่ามีสองดาบ แกว่งทะจิด้วยมือเดียวให้จำได้ แต่ละคนตอนจับครั้งแรก ทะจิย่อมหนัก แกว่งไกวได้ยากด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าอะไรตอนหยิบจับครั้งแรกนั้น แม้ธนูก็เหนี่ยวได้ยาก แม้ง้าวก็แกว่งได้ยาก ไม่ว่าเครื่องมืออันไหน เมื่อชินกับเครื่องมือนั้นแล้ว แม้ธนูก็มีกำลังแข็งกล้า แม้ทะจิหากแกว่งไกวได้จนชินแล้วละก็ จักได้ซึ่งกำลังแห่งวิถี แกว่งไกวได้ดีขึ้นเอง สิ่งที่เรียกว่าวิถีแห่งทะจินั้นหาใช่แกว่งเร็วไม่ จะรู้ได้ใน (ม้วน) ที่สอง “คัมภีร์แห่งอาโป” ก่อนอื่น การแกว่งทะจิในที่กว้าง แกว่งวากิซาชิในที่แคบนั้น คือจิตเจตนาเดิมแห่งวิถี
`此一流に於て長きにても勝短かきにても勝 `故によつて太刀の寸を定めず `何にても勝事を得る心一流の道也 `太刀一ツ持たるよりも二ツ持てよき所大勢を一人して戦ふ時又とり籠り者などの時によき事有
ในสายสำนักนี้ แม้ยาวก็ชนะได้ สั้นก็ชนะได้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่กำหนดขนาด (ยาวสั้น) ของทะจิ ใจที่แม้ด้วยอะไรก็ได้ชัย คือวิถีของสายสำนัก ทะจิถือสองอันดีกว่าถืออันเดียว ดีในเวลาตัวคนเดียวสู้คนหมู่มากอีกทั้งในเวลาคนล้อม
`箇様之儀今委しく書顕すに及ばず `一を以て万を知るべし `兵法の道行ひ得ては一ツも見えずと云事なし `能々吟味有べき也
คติดังนี้คงไม่ต้องเขียนสำแดงให้มากความ ควรอาศัยหนึ่งรู้ถึงหมื่น เมื่อปฏิบัติได้แล้วซึ่งวิถีแห่งพิชัยสงคราม ไม่มีเรื่องที่ว่าไม่ปรากฏให้เห็นแม้สักสิ่งเดียว ควรคิดพินิจให้ดีๆ
การตีความและอภิปราย
เพื่อให้นึกภาพตามได้ง่ายขึ้นจะขอยกเอารูปของดาบญี่ปุ่นแบบต่างๆมาให้ชมก่อนนะครับ ภาพจาก https://www.clipstudio.net

ก่อนอื่นจะขอตั้งต้นว่า ดาบญี่ปุ่นอย่างที่เราชอบเรียกว่า คาตานะ 刀 นั้น จริงๆ อาจเรียกเต็มๆ ได้ว่า อุจิกาตานะ 打刀 (หมายเลข 4 ในรูป) ซึ่งการใช้ดาบอุจิกาตานะนี้ เป็นสิ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเห็นเด่นชัดในยุคเอโดะนี่เอง จริงๆในสมัยก่อนหน้านั้น คือยุคเซ็นโกคุนั้น เนื่องจากเขาชอบรบพุ่งกันกลางทุ่ง จึงชอบใช้ดาบใหญ่อย่าง ทะจิ 太刀 (หมายเลข 1) หรือถ้าจะเอาใหญ่กว่านั้นก็คือ โอดาจิ 大太刀 (หมายเลข 2) แต่ก็อย่างว่าแหละครับดาบใหญ่มากยาวมากก็ใช้ยาก พอมาถึงยุคเอโดะซึ่งแทบไม่มีการรบพุ่งในสนามรบแล้ว แต่ยังมีการสู้กันฆ่ากันในเมืองหรือตามถนนตามซอยอยู่เนืองๆ สถานการณ์เปลี่ยนไปก็เลยกลายเป็นว่าหันมานิยมใช้สอยดาบที่ขนาดเล็กลง เลยหันมาใช้อุจิกาตานะแทน ส่วนวากิซาชิ ซึ่งแปลตรงตัวว่า “เสียบสีข้าง” 脇差 (หมายเลข 5) นั้น กลายเป็นว่าธรรมเนียมในยุคนั้นเหมือนกับมีไว้เพื่อพกไว้ใช้เผื่อจะต้องทำเซปปุกุ 切腹 พูดอีกอย่างคือเป็นดาบที่มีเอาไว้ฆ่าตัวตายตามธรรมเนียมเสียมากกว่า แต่แน่นอนว่ามูซาชิเป็นโรนิน ไม่ใช่ซามูไรมาแต่แรก ไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องไปยึดติดกับธรรมเนียมของซามูไร แก่นแท้ของแนวคิดของมูซาชิคือ “การเอาชีวิตรอด” และเพื่อดิ้นรนสุดชีวิตเอาชีวิตรอดจึงต้อง “ใช้ทุกอย่างทั้งหมดที่มี” สิ่งนี้ล่ะครับที่ผมเห็นว่าเป็นแก่นแท้ของวิธีคิดของมูซาชิจริงๆ
พอผมเอาตรงนี้มาจับกับ bjj มันก็เลยทำให้เข้าใจถึงความอ่อนด้อยที่ผ่านมาของตัวเองจริงๆ ในการเข้าปล้ำก็ดี เข้ากดคู่ต่อสู้ก็ดี หรือจะ pass guard ก็ดี ต้อง “ใช้ทุกอย่างทั้งหมดที่มี” จริงๆ ไม่ว่าจะหัว ไหล่ ศอก เอว สะโพก หรือแม้แต่หลังเท้า!
ไม่อยากจะบอกว่า ในยิมผม ผมเจอคนที่ใช้วิชา “ศีรษะเหล็ก” (ไม่ใช่ศีรษะล้านนะ หยอกๆ) เอาหัวพุ่งชนกระแทกผมตอนผมนั่งอยู่บนพื้นด้วย เล่นเอาผงะไปเลย 555 ส่วนที่ยิม gato studio ผมเจอคนใช้หลังเท้าเกี่ยวขาผม foot hook แบบที่ผมสลัดไม่หลุดเลยทีเดียว
…ตัวผมช่างอ่อนด้อยยิ่งนัก ยังมีเรื่องต้องเรียนรู้และ “คิดพินิจให้ดีๆ” อีกเยอะเลย…
อย่างไรก็ดีการเดินทางในเส้นทางของวิชาต่อสู้นั้นมันก็เหมือนกับการเดินทางไกล บางทีก็ควรจะแวะพักหย่อนใจบ้างอะไรบ้าง 555 อย่างเช่นผมตอนขากลับจากเชียงดาวนั้นปะไร ขับบนถนนเส้นเลี่ยงเมืองอยู่ดีๆ ดันเห็นร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดใหม่มาตั้งอยู่ “ก๋างโต้ง” เอ้ย กลางทุ่ง ซะอย่างนั้น อย่างนี้ต้องแวะเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตนะ (ฮา)

นั่งมองดูภูเขา…

…กินข้าวแกงกะหรี่หมูทอด ซะงั้น…

…แถมสั่งกุ้งเทมปุระมากินเล่นอีกด้วยเนี่ยนะ?

ชื่อร้าน 哲也 (เท็ตสึยะ) ตอนนี้มีปรากฏใน google แล้วตามนี้
Tatsuya-เท็ตสึยะ
576 ตำบล เชียงดาว อำเภอเชียงดาว เชียงใหม่ 50710
097 970 2582
ใครขับรถผ่านเส้นเลี่ยงเมืองตรงแถวอำเภอเชียงดาว ก่อนถึงทางไปตำบลเมืองงาย ก็ลองดูกันได้นะครับ นั่งดูดอยไปพลางกินอาหารญี่ปุ่นไปพลางนี่หาไม่ได้ง่ายๆ นะครับ 555 ไม่คิดว่ามุกตลกในการ์ตูนญี่ปุ่นจำพวกไปเดินป่าแล้วพอออกจากป่าปุ๊บเจอร้านราเมงปั๊บเนี่ย มันจะมีอยู่จริงในโลกด้วยแถมเป็นที่เชียงใหม่อีกต่างหาก 555
อ้อ ร้านนี้มีราเมงกับเกี๊ยวซ่าขายด้วยจริงๆ นะครับ 555
พอขับรถมาเรื่อยๆ เข้าเขตอำเภอแม่แตง ผมก็เจอกับสิ่งนี้ (จริงๆ เห็นตั้งแต่ขาไปแล้วล่ะ)

มันคือเครื่องบินแอร์บัส ที่ตอนนี้เอามาจอดเฉยๆ กลายเป็นร้านกาแฟ Black Canyon ไปแล้ว 555

ก่อนอื่นให้ซื้อตั๋วแล้วไปเช็คอินที่ Terminal

ตั๋วเครื่องบินมโนแถมกาแฟ 1 แก้วราคา 120 บาทเท่านั้น

หลังจากที่เช็คอินที่อาคาร Terminal แล้ว ผมก็บอกไปว่าเอามอคค่าเย็นไม่หวานนะครับ (ฮา) เช็คอินเสร็จก็เชิญขึ้นมาบนเครื่องได้ มีเคาน์เตอร์ขายกาแฟอยู่ เราก็เอาใบยื่นให้เขาแล้วก็นั่งรอเขาเรียก

ได้แล้วครับมอคค่าไม่หวานนะ

…แล้วหมอนี่ใครฟะ?
หลังจากที่กินกาแฟหมดแก้วแล้วนั่งมโนไปว่าได้ขึ้นเครื่องบินอยู่สักพัก ก็เดินลงมาแล้วพบกับป้ายนี้

ตอนนี้ในพื้นที่นี้นอกจากจะมีร้านกาแฟบนเครื่องบินแล้ว ยังมีโครงการสร้างโรงแรมด้วยนะครับ (กำลังก่อสร้างอยู่) ใครไปเที่ยวแถวแม่แตงก็ลองแวะกันได้นะครับ
ก่อนจากกันวันนี้ขอตบท้ายด้วยภาพก๋วยเตี๋ยวปลาจากร้านแห่งหนึ่งที่ตรงแถวนั้นนั่นแหละ

พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะครับ สวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– เซนกับบราซิลเลี่ยนยูยิตสู (ตอนพิเศษ) ยูยิตสูเพื่อชีวิตที่ดีกว่า (จริงๆ นะ)
– มาอ่าน “คัมภีร์ห้าห่วง” ของมูซาชิด้วยกันเถอะ (6) คัมภีร์แห่งปฐวี (ดิน): การแต่งคัมภีร์ทั้งห้าม้วนแห่งพิชัยสงครามนี้
– มาอ่าน “คัมภีร์ห้าห่วง” ของมูซาชิด้วยกันเถอะ (5) คัมภีร์แห่งปฐวี (ดิน): วิถีแห่งพิชัยสงคราม
– มาอ่าน “คัมภีร์ห้าห่วง” ของมูซาชิด้วยกันเถอะ (4) คัมภีร์แห่งปฐวี (ดิน): ยกตัวอย่างวิถีแห่งพิชัยสงครามกับช่างไม้
– มาอ่าน “คัมภีร์ห้าห่วง” ของมูซาชิด้วยกันเถอะ (3) คัมภีร์แห่งปฐวี (ดิน): สิ่งที่เรียกว่าวิถีแห่งพิชัยสงคราม
#มาอ่าน “คัมภีร์ห้าห่วง” ของมูซาชิด้วยกันเถอะ (7) คัมภีร์แห่งปฐวี (ดิน): การตั้งชื่อสายสำนักนี้ว่านิโต (สองดาบ)


