รวมพลังไม่ให้ล้ม: บทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นสู่สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย (ตอนที่ 1)
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจัยหลายประการ เช่น อัตราการเกิดที่ลดต่ำลง จำนวนประชากรวัยเรียนที่หดตัว ความท้าทายด้านเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาดแรงงาน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยระดับภูมิภาคหรือเอกชนขนาดเล็กที่ต้องเผชิญกับการลดลงของจำนวนนักศึกษาและรายได้ ส่งผลให้เริ่มมีคำว่า “Failed University” หรือ “มหาวิทยาลัยล้มเหลว” ถูกพูดถึงในวงวิชาการและนโยบายสาธารณะมากขึ้น
บทความตอนนี้จะสำรวจแนวคิดและมาตรการที่มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นดำเนินการเพื่อหลีกเลี่ยงการล้มเหลว โดยเฉพาะการควบรวมและการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรักษาความมั่นคงและพัฒนาคุณภาพของสถาบันการศึกษา
Failed University: เมื่อมหาวิทยาลัยไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างยั่งยืนและดีพอในทุกมิติ
คำว่า “Failed University” ไม่ได้หมายถึงเพียงการล้มละลายทางการเงินเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถทำหน้าที่พื้นฐานของตนได้ เช่น การผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ การวิจัยที่มีผลกระทบ และการรับใช้สังคม หากมหาวิทยาลัยไม่มีความสามารถในการดึงดูดนักศึกษา ไม่มีทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ หรือไม่มีความชัดเจนในพันธกิจของตนเอง ก็เสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะล้มเหลวทั้งในเชิงโครงสร้างและบทบาททางสังคม
ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น (MEXT) ระบุว่ามีมหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งที่มีอัตราการรับนักศึกษาใหม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนที่กำหนด ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะความเปราะบางอย่างชัดเจน
แนวโน้มการควบรวมมหาวิทยาลัย: กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อความยั่งยืน
หนึ่งในแนวทางสำคัญที่ญี่ปุ่นใช้เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือ “การควบรวมมหาวิทยาลัย” หรือการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือเชิงโครงสร้าง ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในระดับมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการควบรวมของ “มหาวิทยาลัยโตเกียวการแพทย์และทันตแพทย์” กับ “มหาวิทยาลัยโอชิมะ” หรือการรวมตัวของหลายสถาบันในท้องถิ่น เช่น ในจังหวัดฟุกุอิที่รวมสถาบันเพื่อจัดตั้ง “Fukui Institute of Technology and Science”
การควบรวมมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ:
- ใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น อาคารเรียน ห้องทดลอง อุปกรณ์วิจัย
- ลดภาระงบประมาณซ้ำซ้อนและค่าใช้จ่ายในการบริหาร
- เพิ่มขนาดของสถาบันให้มีศักยภาพในการแข่งขันระดับประเทศและระดับโลก
- ส่งเสริมการบูรณาการหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและภาคอุตสาหกรรม
มิติของการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
การควบรวมมหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงเรื่องของโครงสร้าง แต่ยังต้องอาศัยการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีกลยุทธ์ ซึ่งรวมถึง:
- การบริหารทรัพยากรบุคคล: สถาบันที่ควบรวมกันต้องออกแบบระบบบริหารอาจารย์และบุคลากรใหม่ที่โปร่งใส เป็นธรรม และสนับสนุนการทำงานข้ามคณะหรือข้ามวิทยาเขต
- การบริหารหลักสูตร: ต้องมีการจัดทำหลักสูตรร่วมที่สามารถใช้วิทยากรและทรัพยากรจากหลายหน่วยงานได้ และสร้างความยืดหยุ่นให้นักศึกษาเข้าถึงความรู้หลากหลาย
- การบริหารการเงิน: การแบ่งปันงบประมาณ การประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน และการดึงดูดทุนวิจัยร่วมกลายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงิน
- การใช้เทคโนโลยี: การนำระบบเรียนรู้ผ่านออนไลน์ ระบบ ERP หรือระบบข้อมูลร่วมมาใช้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดภาระทางกายภาพของการจัดการ
ความท้าทายในการควบรวม: ไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับทุกแห่ง
แม้ว่าการควบรวมจะเป็นแนวทางที่น่าสนใจ แต่ก็มีความท้าทายหลายประการ เช่น:
- การต่อต้านจากบุคลากรหรือศิษย์เก่าที่ผูกพันกับสถาบันเดิม
- ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมองค์กรหรือพันธกิจ
- ความยุ่งยากในการปรับระบบบริหารและโครงสร้างการปกครอง
- ความกังวลเรื่องคุณภาพและเอกลักษณ์ของการศึกษา
ดังนั้น มหาวิทยาลัยที่เลือกใช้แนวทางนี้ต้องมีการวางแผนระยะยาวที่ชัดเจน สื่อสารอย่างเป็นระบบ และใช้กลไกมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
ทางเลือกอื่น: การสร้างเครือข่ายแทนการควบรวม
ในบางกรณี มหาวิทยาลัยเลือกสร้าง “เครือข่ายความร่วมมือ” แทนการควบรวม เช่น การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและอาจารย์ การเปิดหลักสูตรร่วม หรือการแบ่งปันแหล่งวิจัย ตัวอย่างเช่น Consortium of Universities in Kyoto ที่รวบรวมมหาวิทยาลัยหลายแห่งในเกียวโตเพื่อทำงานร่วมกันโดยไม่ต้องยุบรวมสถาบันใด
เครือข่ายลักษณะนี้ช่วยรักษาเอกลักษณ์ของแต่ละสถาบัน ขณะเดียวกันก็เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีระดับประเทศและโลก
สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน: มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนบทบาท
ในยุคที่ประชากรวัยเรียนลดลงและโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินกิจการแบบเดิมได้อีกต่อไป การปรับตัวเชิงโครงสร้าง เช่น การควบรวม หรือการสร้างเครือข่าย เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการปรับบทบาทของมหาวิทยาลัยให้เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต” (lifelong learning hub) การเน้นผลิตบัณฑิตที่มีทักษะหลากหลาย การเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม และการวิจัยที่ตอบโจทย์สังคมและความยั่งยืนในระยะยาว
การควบรวมมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นไม่ใช่แค่การ “เอาสองเป็นหนึ่ง” แต่เป็นการวางกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดและยกระดับคุณภาพการศึกษาท่ามกลางวิกฤตประชากรและงบประมาณ แนวทางนี้ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพทางวิชาการ ความมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย และการสร้างคุณค่าใหม่ที่มากกว่าการอยู่รอด
การป้องกันไม่ให้มหาวิทยาลัยกลายเป็น “Failed University” ต้องอาศัยทั้งวิสัยทัศน์ทางนโยบาย ความสามารถในการบริหารจัดการ และความกล้าหาญในการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงครับ
ตอนถัดไป จะยกตัวอย่างการควบรวมอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการที่จะบริหารจัดการสถาบันการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นอย่างยั่งยืนซักเคสนึงครับ
To be continued…
เรื่องแนะนำ :
– อาหวังแห่งแดนดิจิทัล: ความหวังดี หรือเส้นบางของความหลงใหล?
– Fujii Kaze: สุดยอดศิลปินซอฟพาวเวอร์แห่งแดนอาทิตย์อุทัย
– หลากสีในดินแดนอาทิตย์อุทัย: เสียงแห่งความภาคภูมิใจของ LGBTQ+ ในญี่ปุ่น
– การแข่งขันของบริการโลจิสติกส์ในประเทศญี่ปุ่น: ภาพรวมตลาดและผู้เล่นหลัก
– ชาวอาทิตย์อุทัยกับแรงบันดาลใจด้านไดโนเสาร์ (ตอนที่ 2-จบ)
#รวมพลังไม่ให้ล้ม: บทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นสู่สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย (ตอนที่ 1) #บทเรียนจากญี่ปุ่น


