วิชายุทธ วิถีเซน by Lordofwar Nick
ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie [เชิงอรรถ 12] ครูทิม อติเปรมานนท์
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ในที่สุด ซีรี่ส์ ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie ภาคเชิงอรรถ ก็จะจบลงแล้วในตอนนี้ และเป็นการจบบริบูรณ์สำหรับซีรี่ส์นี้ที่อุตส่าห์เขียนมาได้ตั้ง 20 ตอนแน่ะ! ซึ่งผมก็พยายามค้นคว้าหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเรียบเรียงให้ได้เห็นภาพใหญ่ที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวิชาต่อสู้ของญี่ปุ่นที่แผ่ไพศาลไปทั่วโลก ในเมื่อมาขนาดนี้แล้วก็ขอปิดท้ายที่ประเทศไทยอันเป็นที่รัก ด้วยเรื่องราวของครูทิม อติเปรมานนท์ ยูโดสายดำ “เกียรตินิยม” คนแรกของไทย ซึ่งผมได้เคยเขียนถึงไปแล้วใน ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie ตอนที่ 4 นะครับ
ข้อมูลที่นำมาเขียนนี้ ได้มาจาก หนังสือ “อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ รองอำมาตย์ตรีทิม อติเปรมานนท์ อดีตครูโรงเรียนสวนกุหลาบสมัยรัชกาลที่ ๖” ฉบับดิจิตอล จากคลังข้อมูลดิจิทัลของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นะครับ ซึ่งอ่านไปก็ขนลุกซู่ด้วยความตื้นตันอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้รู้ว่าท่านเป็นศิษย์เก่าสวนกุหลาบ เป็นอดีตครูโรงเรียนสวนกุหลาบ ด้วย ในฐานะที่ผมก็เป็น OSK 113 ก็ นะครับ จะพยายามเขียนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยขอโฟกัสในส่วนที่เกี่ยวข้องกับยูยิตสูและยูโดเป็นสำคัญนะครับ และในการนี้ ขออนุญาตนำเสนอในรูปแบบของเรื่องจริงสนุกๆ (fun facts) นะครับ
- ครูทิมเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2442 ที่จังหวัดสวรรคโลก (ปัจจุบันคืออำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย)
- เข้าเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบฯ เมื่อปี พ.ศ. 2455 (อายุ 13) และได้เรียนวิชา “ญูญิตสู” ก็เมื่อครั้งเป็นนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบฯ โดยมีพระอาจารย์หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล และหลวงพิพัฒน์พลกายเป็นอาจารย์สอนวิชา ที่น่าสนใจคือการที่ได้มาเป็นศิษย์อยู่อาศัยกินนอนฝึกซ้อมที่บ้านหลวงพิพัฒน์พลกาย เป็นศิษย์รุ่นเดียวกันกับ ร.อ.ต. นิยม ทองชิตร์ (ผู้แต่ง “ตำรามวยญูญิตสู”) ด้วย (ชวนให้นึกถึงเรื่องของโทมิตะ ทสึเนะจิโร่ กับ ไซโก ชิโร่ ที่มาเป็นศิษย์อาศัยกินนอนซ้อมกับปรมาจารย์คาโน่เลยครับ)
![]()
หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล (ที่มา wikipedia)
![ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie [เชิงอรรถ 12] ครูทิม อติเปรมานนท์](https://www.marumura.com/wp-content/uploads/2024/09/Jujutsu-Renzo-Gracie-12-1.png)
หลวงพิพัฒน์พลกาย (ที่มา oknation)

ร.อ.ต. นิยม ทองชิตร์ ผู้แต่ง “ตำรามวยญูญิตสู” (ที่มา oknation) (ทำไมหล่อจัง ยังกะพระเอกหนังเลย)

บางส่วนของเนื้อหา โอ้ มีการสอนการจับสายคาดเอว และท่า “ปัดตาตุ่ม” นี่มัน “อาชิบาไร” นี่! (ที่มา oknation)

กระบวนท่า “ปัดหัวเข่า” อันนี้ “ฮิซะกุรุมะ” เลยนะ (ที่มา oknation)

“กรรไกรด้วยขา” โอ ไม่นะ นีมัน “คานิบาซามิ” (ท่าปูหนีบ) ฝรั่งเรียก leg scissor takedown ท่าต้องห้ามนะครับเนี่ย (ที่มา oknation)

“การจับรั้งและจับมัด” โอ้โฮ คาตาเมะวาซ่า ชิเมะวาซ่า คราวนี้พวกท่านอนก็มาครับ เปิดมาก็ side control เลย (ที่มา oknation)
- เมื่อพระอาจารย์หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล ทรงแจ้งไปที่กระทรวงศึกษาธิการว่า ควรจะเอาวิชา “ญูญิตสู” เข้าเป็นวิชาพลศึกษา ทางกระทรวงฯ เลยขอให้พระองค์ท่านจัดทำตำรา จึงเกิด “ตำราการบริหารวิชาญูญิตสู” โดยมีครูทิม และครูเตี่ยน เหมะสกุล เป็นผู้แสดงแบบ (มีภาพประกอบด้วยนะเนี่ย โอ้โฮ) ซึ่งวิชา “ญูญิตสู” ก็ได้เป็นวิชาพลศึกษาในปี พ.ศ. 2456
- พอได้เป็นวิชาพลศึกษาแล้ว ครูทิมก็ได้ไปสอนวิชาญูญิตสูทั้งแก่นักเรียนสวนกุหลาบ บวรนิเวศ ปทุมคงคา พอตอนหลังโรงเรียนอื่นๆ อย่างเทพศิรินทร์ บ้านสมเด็จเจ้าพระยา โรงเรียนวัดเบญจบพิตร ก็เริ่มฝึกหัด “ญูญิตสู” บ้าง
- มีปรากฎว่าว่า พ.ศ. 2468 ก็มีการแข่งขันญูญิตสูระหว่างนักเรียนกันแล้ว (ยุคนั้นหัดกันที่อาคารไม้ของพลศึกษากลาง ในโรงเรียนสวนกุหลาบ)
- หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้น ม.ศ. ๘ ที่สามัคยาจารย์สมาคม (สำนักในโรงเรียนสวนกุหลาบ ทุกวันนี้ ยังมีชื่อ “ตึกสามัคยาจารย์” เป็นอนุสรณ์อยู่ในโรงเรียนสวนกุหลาบ นะครับผม ผมเรียน ม.ปลายก็อยู่ตึกนั้นแหละ เอ้อ) ก็เริ่มอาชีพราชการเป็นครูสอนพลศึกษาอยู่ในโรงเรียนสวนกุหลาบ
- ครูทิม มีความรู้ภาษาอังกฤษดี จากการที่อาศัยทำงานเป็นเลขาให้อาจารย์ใหญ่นอแมน ซัตตัน จึงได้เรียนภาษาอังกฤษไปด้วย อาศัยความรู้นี้ เอาตำราญูญิตสูที่เป็นภาษาอังกฤษมาแปลแล้วศึกษา เป็นทางเพิ่มพูนวิชาได้อีกทางหนึ่ง
- พ.ศ. 2480 ลาออกจากราชการไปเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดสวรรคโลก เป็นผู้แทนได้เก้าเดือน ยุบสภา จากนั้นกลับมารับราชการกรมพลศึกษากระทั่งออกมารับบำนาญเมื่อปี พ.ศ. 2505
- ได้ประกาศนียบัตร ยูโดโคโดคัน (สายดำ) เมื่อปี พ.ศ. 2481 (คือเมื่ออายุ 39 ปี) ในโอกาสที่ทางโคโดคัน ส่งคณะผู้แทน คืออาจารย์ “คูโลยาม่า” “ฮามาโน” “ยามาโมโต” เดินทางมาที่กรุงเทพฯ เพื่อมาซ้อมและสอบคัดเลือก (ตอนนั้นมีผู้ฝึก “ญูญิตสู” ที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ ราวร้อยคน) ในโอกาสเดียวกันนี้ก็มีศิษย์ครูทิมหลายคนได้สายน้ำตาลด้วย
- ในการฝึกสอบวิชายูโดนั้น ครูทิมมักพาศิษย์ที่ฝีมือพอใช้ได้ ไปประลองกับคนญี่ปุ่นที่โรงเรือนญี่ปุ่น ถนนสี่พระยาอยู่เสมอ พร้อมกับชี้แนะข้อแก้ไขปรับปรุงหลังประลองด้วย
- ครูทิม มีงานอดิเรกอย่างหนึ่งที่ทันสมัยมาก คือการปั่นจักรยานทางไกล ซึ่งเพื่อนสำนักเดียวกันคือ ร.อ.ต. นิยม ก็เคยร่วมทริปด้วย

- เคยมีการแข่งขันญูญิตสู ทีมไทย แข่งกับ ทีมญี่ปุ่น ที่สมาคมญี่ปุ่น ซอยทรัพย์ เมื่อปี พ.ศ. 2477 ด้วย ในการแข่งครั้งนี้ อาจารย์สิทธิผล ผลาชีวิน (ซึ่งขณะนั้นเป็นศิษย์ครูทิม) ชนะทีมญี่ปุ่นได้ (ภายหลังจากนั้นอาจารย์สิทธิผลได้ทุนไปที่ญี่ปุ่น และได้สายดำที่สำนักใหญ่โคโดคัน เมื่อปี พ.ศ. 2480)

อาจารย์ทิม (นั่ง) อาจารย์สิทธิผล (ยืน)
เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับ “เชิงอรรถ” ในตอนนี้ ก็มาถึงจุดสุดท้ายแต่ ยังไม่ท้ายสุด (อีกละ) ยังอุตส่าห์จะมีอะไรต่อได้อีก (ตามที่เคยมีท่านผู้อ่านเรียกร้องมา) มันจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามต่อสัปดาห์หน้านะครับ สวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie [เชิงอรรถ 11] Vasili Oshchepkov ศิษย์ยูโดโคคัน ผู้สร้างสรรค์วิชา “แซมโบ้”
– The Emptiness Machine ทำไมผมฟังเพลงนี้แล้วนึกถึงชีวิต “ซาลารี่มัง” サラリーマン จังเลยห๊ะ?
– ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie [เชิงอรรถ 10] “โคเซ็นยูโด” ยูโดท่านอน ที่เกิดก่อน บราซิลเลียนยูยิตสู
– ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie [เชิงอรรถ 9] หลุยซ์ ฟรังกา ปรมาจารย์ BJJ นอกวงศ์เกรซี่
– ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie [เชิงอรรถ 8] Soshihiro Satake บิดาแห่ง BJJ ผู้ถูกลืม?
#ประวัติศาสตร์ของ “ยูยิตสู” ฉบับ Renzo Gracie [เชิงอรรถ 12] ครูทิม อติเปรมานนท์


