Soft Power และกรุงโรม ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว: มาพิจารณาการพัฒนา Soft Power ของญี่ปุ่นกัน
ในขณะที่ผู้เขียนกำลังเขียนต้นฉบับนี้อยู่ คำว่า Soft Power กำลังฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองไทยมาก วันนี้เลยอยากจะพูดเรื่องนิยามของคำนี้ และ พิจารณาการพัฒนา Soft Power ของญี่ปุ่นกัน
นักวิชาการคนแรก ๆ ที่พูดถึงเรื่อง Soft Power ก็คือ Joseph S. Nye โดยมีการพูดถึงคำนี้เป็นครั้งแรกใน Nye (1990) และมีการรวมเล่มทฤษฎีของตัวเองใน Nye (2004) และสรุปง่าย ๆ ว่า Soft Power คือความสามารถที่จะโน้มน้าวให้อีกฝ่ายกำหนดนโยบายของฝ่ายนั้นเองให้เป็นไปในทางเป็นคุณประโยชน์ต่อตัวเราโดยไม่จำเป็นต้องใช้ Hard Power (อย่างเช่นการใช้กำลังรบ หรือการดึงดูดด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ) โดยความสามารถในการโน้มน้าวนี้จะทำผ่าน 3 ปัจจัยของประเทศคือ ค่านิยมทางการเมือง, นโยบายต่างประเทศ, และวัฒนธรรมของประเทศนั้น

ดังนั้นเมื่อใช้คำว่า Soft Power เราจะไม่ได้หมายความถึงแค่วัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว เพราะวัฒนธรรมเป็นเพียง 1 ใน 3 ปัจจัยของ Soft Power เท่านั้น การจะดำเนินนโยบาย Soft Power ที่มีประสิทธิภาพจึงต้องทำครบทั้ง 3 ปัจจัย โดยมีญี่ปุ่นเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนมาก
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นนั้นดำเนินการครบทั้ง 3 ปัจจัยมาตั้งแต่ก่อนที่ Nye จะลุกขึ้นมาประกาศทฤษฎี Soft Power ด้วยซ้ำ โดยจะขออธิบายเป็น 4 ระลอกของพัฒนาการดังนี้
1. หลังจาก ค. ศ. 1945 จนประมาณกลางทศวรรษที่ 60s: ญี่ปุ่นได้ดำเนินนโยบายระหว่างประเทศตามแนว ‘ยุทธศาสตร์โยชิดะ (Yoshida Doctrine)’ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและฟื้นฟูประเทศที่ย่อยยับหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เมื่อดำเนินนโยบายนี้นานวันเข้า ก็ถูกชาวโลกโจมตีว่าชาวญี่ปุ่นเป็นสัตว์เศรษฐกิจเพราะบ้างานและคิดแต่เรื่องฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเดียว
2. ปลายทศวรรษที่ 70s ถึงทศวรรษที่ 80s: มีการปรับนโยบายไปใช้ ‘ยุทธศาสตร์ฟุคุดะ (Fukuda Doctrine)’ ซึ่งเน้นการเผยแพร่ทั้งภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปสู่นานาชาติ, การเป็นมิตรกับนานาประเทศในระดับโลก, การให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ กับหลาย ๆ ประเทศทั้งด้านเงินและไม่ใช่เงิน ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นมากในระดับโลก ประกอบกับหลายประเทศในเอเชียกำลังเป็นช่วงพัฒนาจากเศรษฐกิจ 2.0 ไปเป็นเศรษฐกิจ 3.0 พอดีในช่วงเวลาใกล้กัน (ประเทศไทยก็ปรับจาก Thailand 2.0 คือ ค. ศ. 1962-1986 ไปเป็น Thailand 3.0 คือ ค. ศ. 1987-2016) ทำให้ญี่ปุ่นขยายตัวทุกสิ่งทุกอย่างไปในหลายประเทศในเอเชียทั้งโรงงานอุตสาหกรรม, ภาคธุรกิจต่าง ๆ, อาหาร, การเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่น, มังงะและอนิเมะ, ค่านิยมต่าง ๆ ของญี่ปุ่น และในช่วงนี้เองที่เรียกได้ว่าญี่ปุ่นมีการดำเนินนโยบายที่ใกล้เคียงกับทฤษฎี Soft Power มาก ๆ

อาหารญี่ปุ่น

มังงะและอนิเมะ

ภาษาญี่ปุ่น
3. Nye ประกาศทฤษฎี Soft Power ในปี ค. ศ. 1990: ทฤษฎีของ Nye ยังไม่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนอะไรกับ Soft Power ญี่ปุ่นให้กลายเป็นกระแสได้มากนัก
4. งานของ McGray (2002): สิ่งที่สร้างแรงกระเพื่อมให้ Soft Power ญี่ปุ่นจริง ๆ กลับจะเป็นงานของ McGray (2002) ซึ่งเป็นคนเขียนว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นมีความเท่มาก และเป็นคนที่กระตุ้นคำว่า Cool Japan จนกลายเป็นกระแสทั่วญี่ปุ่นและทั่วโลก ประกอบกับตลาดมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเริ่มถล่มตลาดอเมริกาสำเร็จในหลังปี ค. ศ. 2000 เป็นต้นมา ถึงขั้นทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นลุกขึ้นออกนโยบาย Cool Japan กันเลยทีเดียว
จะเห็นได้ว่า แม้ว่าในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะยังไม่เกิดคำว่า Soft Power แต่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของญี่ปุ่นเองมีการดำเนินการครบทั้ง 3 ปัจจัยของ Soft Power ตามที่ Nye ว่าไว้เป๊ะ คือต้องทำอย่างเป็นระบบผ่าน 3 ปัจจัยคือ ค่านิยมทางการเมือง, นโยบายต่างประเทศ, และวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น และกระบวนการเหล่านี้กินเวลาหลายปี อาจเป็นทศวรรษด้วยซ้ำ สำหรับกรณีของญี่ปุ่นเองตั้งแต่เริ่มปรับเป็นยุทธศาสตร์ฟุคุดะตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 70s ถึงทศวรรษที่ 80s มาจนกระทั่งปัจจุบันคือปี ค. ศ. 2023 ก็ต้องเรียกว่าใช้เวลาถึง 3-4 ทศวรรษทีเดียวถึงจะทำให้ Soft Power ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
ดังนั้นสำหรับกรณีเมืองไทย การจะเอาเพียงมิติทางวัฒนธรรมเพียงปัจจัยเดียวมาสร้างนโยบาย Soft Power นั้น คงไม่อาจแสดงสัมฤทธิ์ผลได้มากนักเพราะเป็นเพียง 1 ใน 3 ของ Soft Power ถ้าอยากจะให้สำเร็จจริงต้องทำพร้อมกัน 3 ปัจจัยและต้องทำแบบเสริมแรงให้กันและกันทั้ง 3 ปัจจัยด้วย และกินเวลาเป็นทศวรรษขึ้นไปแน่นอน ดังจะเห็นได้จากกรณีศึกษาของญี่ปุ่นว่า “Soft Power และกรุงโรม ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว” จึงอยากฝากบทความนี้ให้ Stakeholders ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวกับ Soft Power ของไทยให้ได้ลองพิจารณากันดู
หนังสืออ้างอิง
1. McGray, D. (2002). Japan’s Gross National Cool. Foreign Policy, 130, 44–54.
2. Nye, J. S. (1990). Soft Power. Foreign Policy, 80, 153–171.
3. Nye, J. S. (2004). Soft Power: The Means to Success in World Politics. New York, NY: Public Affairs.
ติดตามผลงานเขียนทั้งหมดของวีรยุทธได้ที่ >> https://www.facebook.com/Weerayuths-Ideas
เรื่องแนะนำ :
– คุณค่าของมังงะและอนิเมะในฐานะเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นดีสำหรับบทละครหรือบทภาพยนตร์
– ความแตกต่างระหว่าง ซะเงียว (作業) และ ชิโงะโตะ (仕事): คุณกำลังเข้าใจว่า “กระบวนการ” คือ “งาน” อยู่หรือไม่?
– รีวิวหลักสูตรมังงะและอนิเมะศึกษาของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไท
– Start-up สัญชาติญี่ปุ่นเตรียมผงาดหลังสถานการณ์ Covid-19 บรรเทาลง
– พุทธพาณิชย์แบบญี่ปุ่น
ขอบคุณรูปภาพจาก
https://www.nbcnews.com/id/wbna23716592
https://www.sushiya.de/en/kaiseki/
https://www.facebook.com/jeducationfan/
#Soft Power และกรุงโรม ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว: มาพิจารณาการพัฒนา Soft Power ของญี่ปุ่นกัน


