คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมสนทนากับ Gemini (7) การสื่อสารแบบเผชิญหน้า คือ “สิ่งที่มีค่า” ในโลกยุคต่อไป
เรื่องนี้คือแบบ ไม่ตั้งใจจะเขียนนะแต่ก็พลั้งมือจนได้ คือจากประเด็นในตอนก่อนหน้านี้ ที่ผมไปเห็นลูกชายกับลูกสาว “นั่งประชุมกัน” แล้วก็อดขำไม่ได้ ว่าเด็กเจนอัลฟารู้จักการสื่อสารแบบนี้ด้วย (ไหนบอกว่าที่ gen z พูดกับคนตรงหน้าไม่เป็นเพราะโตมากับหน้าจอ อ้าวเด็กเจนอัลฟาก็โตมากับหน้าจอเหมือนกันครับ ทำไมถึงทำได้?)
ไอจังหมายเลขสอง ว่าไงจ๊ะ?
เป็นเรื่องราวที่น่าเอ็นดูมากครับ เห็นภาพเลยว่าเด็กๆ Gen Alpha (เจนอัลฟา) เขามีความช่างสังเกตและเลียนแบบเก่งขนาดไหน การที่เด็ก 6 ขวบกับ 12 ขวบหยิบเอา “การประชุม” มาเล่นบทบาทสมมุตินี่สะท้อนว่าเขามองเห็นโลกของผู้ใหญ่เป็นเรื่องของการจัดการและการสื่อสารครับ
ส่วนประเด็นที่คุณพ่อกังวลเรื่อง Gen Z ว่าจะเป็น “Lost Generation” หรือเปล่า เป็นมุมมองที่น่าสนใจและกำลังเป็นที่ถกเถียงกันทั่วโลกเลยครับ ผมขออนุญาตชวนคุยแลกเปลี่ยนมุมมองใน 3 ประเด็นนี้ครับ
1. ช่องว่างระหว่าง “อุดมคติ” กับ “ความจริง”
Gen Z เติบโตมาพร้อมกับข้อมูลมหาศาล พวกเขาเห็นคนประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยผ่านโซเชียล ทำให้เกิดความคาดหวังว่างานต้อง “มีความหมาย” และ “ไม่เบียดเบียนชีวิตส่วนตัว”
- สิ่งที่เขามอง: การทำงานหนักจนเสียสุขภาพคือเรื่องล้าสมัย
- ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น: หากไม่สามารถรับมือกับ “ความกดดันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” ในโลกการทำงานจริงได้ ก็อาจจะถอนตัวออกมาเร็วเกินไป จนเสียโอกาสในการพัฒนาทักษะ (Resilience)
2. Gen Alpha: ผู้ที่จะมาดิสรัปต์ Gen Z อีกที?
จากที่คุณพ่อเล่ามา Gen Alpha ดูจะมีทักษะการปรับตัวที่น่าทึ่งครับ
- เขามองการทำงานเป็นเรื่อง “Gamification” (ทำให้เหมือนเกม/บทบาทสมมุติ)
- เขามีความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Spirit) สูงมาก
- ถ้า Gen Z ยังหาจุดสมดุลระหว่าง “Work-Life Balance” กับ “Productivity” ไม่ได้ พวกเขาอาจจะถูก Gen Alpha ที่คล่องแคล่วและเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้ลึกซึ้งกว่าแซงหน้าไปอย่างรวดเร็ว
3. Lost Generation หรือ New Definition?
คำว่า “รุ่นที่หายไป” อาจจะไม่ใช่การหายไปทางกายภาพ แต่อาจหมายถึงการ “สูญเสียอำนาจในการแข่งขัน” ในตลาดแรงงานครับ
- ถ้า Gen Z ปรับตัวไม่ได้: พวกเขาอาจกลายเป็นแรงงานที่เลือกงานจนไม่มีงานทำ
ถ้า Gen Z ปรับตัวได้: พวกเขาจะเป็นรุ่นที่เปลี่ยนนิยามการทำงานใหม่ให้มีประสิทธิภาพโดยใช้เวลาน้อยลง
ข้อสังเกตเพิ่มเติม: > ลูกๆ ของคุณพ่อในวันนี้ที่เล่นประชุมกันอย่างสนุกสนาน พอถึงวันที่เขาต้องทำงานจริงๆ เขาอาจจะมองว่าการประชุมคือ “กิจกรรมที่มีประสิทธิภาพ” มากกว่า “ภาระ” ก็ได้นะครับ เพราะเขาเริ่มซึมซับมันผ่านความสนุกมาตั้งแต่เด็ก
ผมติดใจคำว่า “Gamification” (การทำให้เป็นเกม) นี่แหละครับ
มันทำให้ผมหันกลับไปมองนะว่า สมัยก่อนนี่ ญี่ปุ่นน่ะ เขาสร้างวิดีโอเกม และ “วิดีโอเกม” เนี่ย เอาดีๆ ถ้าใช้มันอย่างพอเหมาะ มัน “สร้างคน” ได้เลยนะ
- เล่นเกม scroll action บางด่านต้องอดทน ใจเย็น เพราะถ้าพลาด ไปเริ่มใหม่ ยาวๆ
- เล่นเกม RPG ก็ต้องรู้จักค้นหา เลือกใช้คนให้ถูก (put the right man to the right job) นักรบ จอมเวทย์ ขโมย ฯลฯ
- เล่มเกม shooting ก็ต้องว่องไว รู้จักการกะระยะ จังหวะ
ผมเองเดี๋ยวนี้ด้วยวัย และกิจกรรมประจำวัน แทบไม่ได้เล่นเกมแล้ว แต่กำลังคิดว่าจะผลักดันลูกชายตัวเองไปทางเป็นนักพัฒนาเกมดีไหม? ก็ลองดู
สิ่งที่ผมอยากจะพูด เป็นประเด็นหลักวันนี้ก็คือว่า การสื่อสารแบบเผชิญหน้า คือเห็นหน้ามองตาคุยกันตัวๆ เนี่ย มันเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เพราะคนในรุ่นหลังเนื่องจากดูหน้าจอกันมากไป มีแนวโน้มจะขาดทักษะตรงนี้อย่างแรง ซึ่งทำให้เกิดปัญหา ความคับข้องใจและอคติต่างๆ นานา ดังที่ไอจังหมายเลขสองจะได้กล่าวดังต่อไปนี้
เห็นด้วยกับคุณพ่ออย่างยิ่งครับ “การเข้าสังคมแบบเผชิญหน้า” (Face-to-Face Socializing) คือทักษะที่กำลังกลายเป็น “ของหายาก” และเป็นจุดเปราะบางที่สุดของ Gen Z เลยครับ
ในขณะที่ Gen Z เติบโตมากับหน้าจอและการพิมพ์ (Text-based communication) เป็นหลัก ทำให้พวกเขาเชี่ยวชาญการส่งข้อความ แต่พอต้องเผชิญหน้ากันจริงๆ หลายคนเกิดอาการ Social Anxiety หรือประหม่าการเข้าสังคมแบบฉับพลัน
ทำไมทักษะ “เผชิญหน้า” ถึงเป็นตัวตัดสินแพ้ชนะ?
ถ้า Gen Alpha (ลูกๆ ของคุณพ่อ) สามารถรักษาความกล้าแสดงออกเหมือนตอนที่ “เล่นประชุม” กันได้ พวกเขาจะมีข้อได้เปรียบที่เรียกว่า High Touch ในโลกที่ทุกอย่างเป็น High Tech ครับ
- การอ่านอารมณ์ (Emotional Intelligence): การคุยผ่านจอเราไม่เห็นภาษากาย (Body Language) หรือโทนเสียงที่แท้จริง คนที่เข้าสังคมเก่งจะอ่าน “ความหมายที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด” ออก ซึ่ง AI หรือแชททำไม่ได้
- ความสด (Spontaneity): การพิมพ์มีเวลาให้ลบ พิมพ์ใหม่ หรือคิดนานๆ แต่การคุยต่อหน้าต้องใช้ไหวพริบและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทันที นี่คือทักษะการเจรจาต่อรองชั้นยอด
- การสร้างความไว้วางใจ (Trust Building): ธุรกิจระดับร้อยล้านมักจะจบที่โต๊ะอาหารหรือการสบตาครับ การเจอตัวจริงสร้างความเชื่อมั่นได้ลึกซึ้งกว่าอีเมลเป็นร้อยฉบับ
วิธี “ต่อยอด” จากการเล่นของลูกๆ เพื่อไม่ให้กลายเป็น Lost Generation
จากเหตุการณ์ที่คุณพ่อเล่ามาที่โครงการหลวงหนองหอย ผมว่าคุณพ่อมาถูกทางแล้วครับที่พาเขาออกไป “สัมผัสโลกจริง” วิธีการบ่มเพาะต่อหลังจากนี้อาจจะเป็น:
- เปลี่ยนบทบาทสมมติเป็นสถานการณ์จริง: เวลาไปทานข้าว ลองให้พี่คนโต (12 ขวบ) เป็นคนติดต่อสอบถามพนักงาน หรือให้คนเล็ก (6 ขวบ) ลองสั่งอาหารเอง เพื่อฝึกการสบตาและการสื่อสารกับคนแปลกหน้าในที่สาธารณะ
- ฝึกการฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening): ในวงประชุมจำลองของลูก ลองตั้งคำถามให้เขา “โต้ตอบ” กัน ไม่ใช่แค่ “พูด” ฝ่ายเดียว เพื่อฝึกให้เขารับฟังและประมวลผลสิ่งที่คนอื่นสื่อสาร
- จำกัด “พื้นที่ปลอดภัย” บนหน้าจอ: ให้เขารู้ว่าความสนุกที่แท้จริงคือการมีปฏิสัมพันธ์กับคนข้างๆ และบรรยากาศรอบตัว เหมือนตอนที่เขาไปรับลมบนดอย
มุมมองชวนคิด: หาก Gen Z คือรุ่นที่ “เก่งหน้าจอแต่ประหม่าหน้าคน” Gen Alpha ที่คุณพ่อกำลังปั้นอยู่ด้วยการพาออกไปเรียนรู้โลกกว้างแบบนี้ จะกลายเป็นกลุ่ม “Super Connector” ที่เชื่อมโยงทั้งเทคโนโลยีและมนุษย์เข้าด้วยกันได้สมบูรณ์แบบที่สุดครับ
—- ปัญหาที่เป็นตอนนี้ที่ผมสังเกตจากคำคอมเมนต์ มีหลายคนพูดว่า พวกคน gen z ไม่ยอมคุยกับคนอื่นเวลาทำงาน โดยเฉพาะกับคนที่แก่กว่า เหมือนชอบนั่งทำงานของตัวเองกันไปเอง ทำท่าทางเหมือนมั่นใจตัวเองเสียเต็มประดา เลยเกิดภาพว่าคนเจนนี้ หยิ่งยะโส และแอบดูหมิ่นคนที่แก่กว่าหรือเปล่า ส่วนตัวผมเอง ก็ไม่ชอบนะ การ ignore ไม่ยอมพูดคุย สบตาหรือมีปฏิสัมพันธ์ด้วย อาจแปลเป็นนัยยะของการดูหมิ่นอยางหนึ่งได้
วิเคราะห์พฤติกรรม “Ignore” ของ Gen Z: หยิ่ง หรือ แค่ทำตัวไม่ถูก?
พฤติกรรมที่มองดูเหมือน “หยิ่งยะโส” หรือ “ดูหมิ่น” จริงๆ แล้วอาจเกิดจากหลายปัจจัยที่ผสมปนเปกันครับ
1. “หยิ่งยะโส” หรือ “กลัวการปะทะ”?
สิ่งที่หลายคนเห็นว่าเป็นความมั่นใจจนดูหมิ่นคนอื่น (Arrogance) บ่อยครั้งอาจเป็น “กำแพงป้องกันตัวเอง” (Defensive Mechanism) ครับ
- Social Anxiety ในชีวิตจริง: Gen Z เติบโตมากับการสื่อสารที่ “แก้ไขได้” (Edit/Delete) เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์สูงและมีบารมี พวกเขาอาจรู้สึกประหม่าจนทำตัวไม่ถูก จึงเลือกที่จะ Ignore หรือใส่หูฟังเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย
- นิยามความเก่งที่ต่างกัน: เขาอาจจะคิดว่า “ถ้าฉันทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จอย่างสมบูรณ์แบบในจอ นั่นคือฉันเก่งแล้ว” โดยไม่รู้เลยว่าในโลกการทำงาน 80% ของความสำเร็จมาจากความสัมพันธ์ (Relationship) ไม่ใช่แค่เนื้องาน
2. การ “Ignore” คือการฆ่าตัวตายทางอาชีพ
คุณพ่อวิเคราะห์ถูกเลยครับ การไม่สบตาหรือไม่สื่อสาร (Lack of Soft Skills) สามารถแปลเป็น “การดูหมิ่น” ได้จริงๆ ในสายตาผู้ใหญ่ และนี่คือสาเหตุที่พวกเขาเสี่ยงจะกลายเป็น Lost Generation:
- ขาดการถ่ายทอดวิชา (Knowledge Transfer): เคล็ดลับความสำเร็จที่ไม่มีใน Google มักจะได้มาจากการจิบกาแฟหรือคุยเล่นกับรุ่นพี่ ถ้าเขาปิดประตูใส่คนรุ่นก่อน เขาก็จะได้แต่ความรู้ดิบๆ แต่ไม่มี “กึ๋น” ในการทำงาน
- ขาด Connection: ในวันที่วิกฤต คนที่จะช่วยเราได้คือ “คน” ไม่ใช่ “คอมพิวเตอร์” การทำตัวเป็นเกาะกลางทะเลทำให้เขาลำบากเวลาต้องการความช่วยเหลือ
3. ภาพลักษณ์ “ดูหมิ่นคนแก่กว่า”
ปัญหานี้มักเกิดจากแนวคิด “Digital Native” ที่เขารู้สึกว่าเขารู้จักเครื่องมือใหม่ๆ ดีกว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ จนบางครั้งลืมไปว่าเครื่องมือเหล่านั้นเป็นเพียง “วิธีการ” แต่ “กลยุทธ์และประสบการณ์” อยู่ที่คนรุ่นก่อน
การแสดงออกด้วยท่าที “ไม่ยอมรับฟัง” จึงกลายเป็นกำแพงที่ทำให้คนรุ่นก่อนไม่อยากเมตตาหรือสนับสนุน
ในมุมมองของผู้ใหญ่หรือคนที่มีประสบการณ์ การทำงานไม่ใช่แค่การเอา “Input” ใส่คอมพิวเตอร์แล้วได้ “Output” ออกมา แต่มันคือการ ประสานงาน (Collaboration) และการให้เกียรติในฐานะเพื่อนมนุษย์
ผลกระทบ: ทำไมการ “ไม่สบตา” ถึงเท่ากับ “การดูหมิ่น”?
ในเชิงจิตวิทยาและวัฒนธรรมองค์กร การเพิกเฉย (Ignoring) ส่งผลรุนแรงมากครับ:
- Destroying Trust: ความเชื่อใจเริ่มต้นที่การสบตาและการสื่อสาร เมื่อไม่มีสิ่งนี้ ความร่วมมือก็ไม่เกิด
- Missing Mentorship: เมื่อเขาดูหมิ่นหรือทำท่าทางไม่สนใจผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ที่มี “ของ” (ความรู้/เคล็ดลับ) ก็จะไม่อยากถ่ายทอดวิชาให้ สุดท้ายพวกเขาก็จะวนเวียนอยู่กับความรู้ผิวเผินที่หาได้จาก AI เท่านั้น
วิธีที่คุณพ่อจะปั้น Gen Alpha ไม่ให้ตกหลุมพรางนี้
โชคดีที่ลูกๆ ของคุณพ่อยังชอบ “เล่นบทบาทสมมติ” และ “พูดคุย” กันเอง นี่คือสัญญาณที่ดีมากครับ เราสามารถปลูกฝังสิ่งที่ Gen Z พลาดไปได้โดย:
- สอนเรื่อง “Eye Contact” (การสบตา): ให้เขารู้ว่าการมองตาผู้สนทนาคือการให้เกียรติ และเป็นอาวุธลับของนักธุรกิจที่เก่งที่สุดในโลก
- สอนเรื่อง “The Art of Small Talk”: การคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ หรือการทักทายคนอื่นก่อน ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นการเปิดประตูโอกาส
- ทำลายกำแพง “หน้าจอ”: เวลาไปเที่ยวหรือทานข้าวแบบทริปที่ผ่านมา ลองตั้งกติกา “No Phone Zone” เพื่อให้เขาต้องฝึกสังเกตและพูดคุยกับคนรอบข้างจริงๆ
มุมมองส่วนตัว: ผมมองว่าการที่ Gen Z ทำท่ามั่นใจแต่ไม่เอาสังคม จริงๆ คือ “ความเปราะบางที่ฉาบด้วยความหยิ่ง” ครับ วันหนึ่งที่เขาเจอปัญหาที่ Google แก้ไม่ได้ เขาจะรู้ซึ้งว่าการไม่มีใครให้หันไปสบตาเพื่อขอคำปรึกษามันน่ากลัวแค่ไหน
มาถึงจุดนี้ ผมเริ่มจะหวนคิดทบทวนถึงอะไรบางอย่าง
ระยะนี้ เทรนด์ของการทำงานในโลกยุคใหม่ มองว่า “การประชุม” นั้น เป็นเพียงพิธีการที่เสียเวลา (ใช้เวลามากแแต่ได้ผลน้อย) และด้วยอะไรหลายอย่าง ช่วงหนึ่ง เราพยายามจะสนับสนุน “การเรียนออนไลน์ “Work From Home” แบบ จะพยายามทำให้มันมาแทนที่วิถีของการใช้ชีวิตปกติที่เราเคยเป็น นั่งเรียนในห้องเรียนด้วยกัน นั่งทำงานในออฟฟิศเดียวกัน โดยยกแต่ข้อดีเรื่องประสิทธิภาพ การใช้เวลาอย่างยืดหยุ่น แบบ จะได้มีเวลาไปทำอะไร “ส่วนตัว” กันตามใจ
คำถามของผมในวันนี้คือ การมีเวลาและพื้นที่ไปทำอะไร “ส่วนตัว” กันตามใจ จะมีประโยชน์อะไร ถ้าคุณต้องกลายเป็นคนโดดเดี่ยว ไม่มีการเชื่อมโยงที่แน่นหนักพอกับใครหรืออะไรเลย?
เป็นแค่คำถามที่ให้เอาไปคิดต่อนะครับ เพราะผมได้ยินว่าตอนนี้ ชีวิตคนสมัยใหม่อยู่กันโดยขาดการเชื่อมโยงกับผู้คน (แบบถึงเนื้อถึงตัว กายภาพ ที่ไม่ใช่แค่บนหน้าจอ) ต่ำมาก โดดเดี่ยวกันจนที่เมืองจีนต้องมีแอป “คุณตายแล้วยัง?” เอาไว้เช็กชื่อว่า “กูยังไม่ตายโว้ย”
สำหรับผม นี่ไม่ใช่โลกที่พึงปรารถนาเลยแม้แต่น้อย
ฉะนั้น ผมว่าผมควรจะดีใจนะ ที่ลูกๆ ของผมรู้จัก “การประชุม” น่ะ
และผมคิดว่าการที่คนญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการประชุม ก็เพราะเขาไม่ได้คิดแค่ว่า “ผลลัพธ์” (output) คือทุกอย่างของการทำงาน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคนนั้นแหละที่ทำให้งานเดินไปได้!!
ให้ตายสิครับ ผมตั้งใจจะเอาซีรี่ส์พุทธศาสนา “ทิพยอำนาจ” มาลงเดือนนี้แล้วนะ แต่ ทุกวันนี้ประเด็นปัญหาสังคมที่อ่านแล้วมันสะกิดใจ มันเยอะเสียเหลือเกิน จนผมแบบ ไปคุยกับไอจังแล้วต้องหยิบมาเล่ามาแชร์ให้ท่านผู้อ่านนะ งั้นไหนๆ ก็ไหนๆ เอามันให้จบเดือนมีนาเลยละกันซีรี่ส์นี้
และก็ ประเดี๋ยวก่อน ท้าดาาาา ไอ้มดขาว Termite มาถึง Ep. 3 งานนี้พี่ไม่ได้มาเล่นๆ นะน้อง งานโทคุซัตสึเอไอฝีมือคนไทย ช่วยกันสนับสนุนด้วยการชมและแชร์กันด้วยนะครับ
อ่ะ ใครยังไม่ได้ดูตอนที่แล้วๆ มา ชมกันได้นะมีเพลย์ลิสต์ให้
แล้วก็ ขอฝากประชาสัมพันธ์ หลักสูตรอบรมเร่งรัดการป้องกันตัว โดยครูตุ่น ครับ ท่านที่สนใจ สแกนคิวอาร์โค้ด ได้เลยนะครับ ผมว่าถ้าผมมีเวลาก็อยากจะไปเหมือนกันนะ

แล้วเดือนหน้า ตัดเข้าซีรี่ส์ใหม่เลยนะครับ พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะครับสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (15) ระบบที่สร้างเด็กให้ “เชื่อฟัง” มากเกินไป อาจกลายเป็นการสร้าง “ฮิคิโคโมริ”
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (14) หรือว่าผมกำลังจะกลายเป็นมนุษย์ “นิวไทป์”
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (13) เมื่อสังคมญี่ปุ่นปัจจุบันไม่อาจ “เอาคนแก่ไปทิ้งภูเขา” ได้ เรื่องที่โหดร้ายยิ่งกว่าจึงเกิด!!
– “มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (12) จาก Frederick Taylor ถึงพนักงานไดกิ้น นี่มันศตวรรษที่ 21 แล้วนาเว้ยเห้ย!!
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (6) สงครามหุ่น Humanoid ของโลก!
#เมื่อผมสนทนากับ Gemini (7) การสื่อสารแบบเผชิญหน้า คือ “สิ่งที่มีค่า” ในโลกยุคต่อไป


