วิชายุทธ วิถีเซน by Lordofwar Nick
ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (11) คำว่าสำรวม
สวัสดีครับ พบกันอีกแล้วนะครับ มาอ่านกันต่อดีกว่าครับ
ข้อความต้นฉบับ
慈圓の歌に、柴の戸に匂はぬ花はさもあらばあれ詠てけりなうらめしの身や花は無心に薫じぬるを、我は心を花にとどめ候てながめけるよと身をかへり見て、色にそむ心のいまだ尽せぬ事をなげく也。詠たりとも心をとめずば、過ちは有間鋪(あるまじき)なり。見とも聞ともなすとも、一所に心をとめぬを至極とする也。
ในโคลงของจิเอ็น หากมีดอกไม้ที่ไร้กลิ่น (แผลงเป็น หิมะ) ที่ประตูกิ่งไม้ ก็ให้มันเป็นไป แต่งโคลงไป ตัวเรานั้นก็โศกเศร้าเสียใจ ดอกไม้นั้น ส่งกลิ่นหอมอยางไร้จิต ตัวเรานั้น หากจิตหยุดที่ดอกไม้ เหม่อมองมันแล้วไซร้ ให้เหลียวมามองตน (ทบทวนตัวเอง) ทอดถอนใจเรื่องที่ว่าจิตที่ย้อมสีนั้นยังไม่สิ้น แม้แต่งโคลงไป หากไม่หยุดจิต ความผิดพลาดจักไม่มี แม้จะเห็นก็ดี จะได้ยินก็ดี จะกระทำก็ดี การไม่หยุดจิต ณ ที่หนึ่งเลยนั้น ถือว่าเป็นที่สุด
さて敬の字を主一無適と註いたした、一心に取定てよそへちらさず、一切のわざをするに、 其わざ一を主りてよそへ心をやらぬ様にして、刀にてうしろより斬るとも、其方へ心をやらぬを敬といふ也。 最肝要の事也。殊に主君の御意を承る事、敬の字の心が眼たるべし。佛法にも敬の字心ある文也。一心不乱と説き給ふ事、是敬の字の心なり。 敬白の鐘とて、三つ鳴して、合掌して敬白す。夫佛とは唱へ上る也。此の敬白の心が則主一無適、一心不乱同義也。
เอาล่ะ ที่ได้หมายเหตุว่า คำว่า “สำรวม” นั้น คือ “อยู่ที่เดียวเป็นหลัก ไม่มีไปที่ตรงไหน” ตั้งมั่นที่จิดเดียว ไม่ฟุ้งไปทางอื่น ในการทำกิจทั้งปวงนั้น ให้อยู่ที่กิจนั้นๆ เพียงหนึ่งเดียว ไม่ให้จิตไปที่อื่น แม้จะฟันด้วยดามจากข้างหลัง ก็ไม่ให้จิตไปยังทิศทางนั้น เรียกว่าสำรวม เป็นเรื่องใหญ่ใจสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการรับคำสั่งของเจ้านาย นั้น ควรดูจิตแห่งคำว่าสำรวม แม้ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า มีประโยคว่าจงมีจิตแห่งคำว่าสำรวม สิ่งที่อธิบายให้ไว้ว่า จิตเดียวไม่ปั่นป่วน นี้คือจิตแห่งคำว่าสำรวม ลั่นระฆังแห่งความเคารพสำรวม สามครั้ง พนมมือแล้วจึงเคารพสำรวม ที่เรียกว่า พุทธะ นั้น คือเปล่งเสียงขึ้นมา จิตที่เคารพสำรวมนี้ คือ อยู่ที่เดียวเป็นหลัก ไม่มีไปที่ตรงไหน ความหมายเดียวกับ จิตเดียวไม่วุ่นวาย นั่นเอง
然れども佛法では、敬の字は至極の所にてはなし。吾心をとらへて乱れぬ様にと習へ、修行稽古の位にて候。此稽古年月積りぬれば、心を何方へ離ちやりても自由成位へ行也。敬の字の心は、心のよそへ行を引留てやるまひ、やれば乱るると思ひて、そつとも油断なく心を引つめて不自由で用が欠る也。
อย่างไรก็ดี ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น คำว่า (ตัวอักษรว่า) สำรวมนั้นยังมิใช่ที่อันเป็นที่สุด เป็น (เพียง) การที่ร่ำเรียน ฝึกฝนฝึกหัด เพื่อยึดกุมจิตตนมิให้วุ่นวาย หากสั่งสมเดือนปีที่ฝึกหัดนี้ได้ แม้จิตจะผละไปทางใด ก็จะไปยังที่ที่เป็นได้ดังใจตน จิตแห่งคำว่าสำรวมนั้น ไม่รั้งค้างไว้ซึ่งการที่จิดจะไปที่อื่น หากทำ (เช่นนั้น) จะนึกคิดวุ่นวาย (หาก) รั้งจิตไม่ยอมปล่อยปละเลยแม้แต่น้อย จะไม่เป็นดังใจ ประโยชน์ก็จะขาดไป
การตีความและอภิปราย
อ่ะขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านรู้จักกับพระ “จิเอ็น” ก่อน
พระจิเอ็น (慈圓 สมัยใหม่เขียนเป็น 慈円)
ส่วนเรื่องของ การสำรวมจิต นั้น ในพุทธศาสนาอย่างไทยๆ มีคำอธิบายดังนี้
อาการสำรวมจิตมี 3 อย่าง
1.สำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มิให้ความยินดีครอบงำในเมื่อเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะอันน่าปรารถนา
2.มนสิการกัมมัฏฐานอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ คือ อสุภะ และกายคตาสติ หรืออันยังใจให้สลด คือ มรณสติ
3.เจริญวิปัสสนา คือพิจารณาสังขารแยกออกเป็นขันธ์ สันนิษฐานให้เห็นเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
กิเลสกาม คือ เจตสิกอันเศร้าหมอง ชักให้ใคร่ ให้รัก ให้อยากได้ กล่าวคือ ตัณหา ความทะยานอยาก ราคะ ความกำหนัด อรติ ความขึ้งเครียด เป็นต้น จัดว่าเป็นมาร เพราะเป็นโทษล้างผลาญคุณความดีและทำให้เสียคน
วัตถุกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นของน่าชอบใจจัดเป็นบ่วงแห่งมาร เพราะเป้นอารมณ์เครื่องผูกใจให้ติดแห่งมาร บ่วงแห่งมารนี้ ผู้ที่สำรวมระวังจิตด้วยวิธีทั้งสามวิธีดังกล่าวแล้วจึ งจะสามารถหลุดพ้นจากอำนาจของมันได้
ที่มา kroobannok.com
ทีนี้ผมขอกล่าวเสริมอีกนิดนึงละกันนะครับ
สิ่งที่ได้ประสบมา
ตั้งแต่ช่วงก่อนที่จะได้ขึ้นสายม่วงเล็กน้อย จนกระทั่งถึงตอนนี้ โค้ชให้ผมฝึกสมาธิท่ายืน กำหนดลมหายใจ
ซึ่งก็เข้าใจได้ไม่ยาก ผมเป็นคนไทย เป็นคนพุทธ ก็รู้จักเรื่องการทำสมาธิอยู่แล้ว
ปัญหาของคนที่ฝึกอะไรแบบนี้ ที่เป็นกันมาก คือพยายามจะไปกำหนด ควบคุมทุกอย่างจนเกินพอดี
แน่นอน ความวุ่นวายฟุ้งซ่านไม่ควบคุมตัวเองมันไม่ดี แต่ควบคุมบังคับมากไปก็ไม่ดีเช่นกัน เพราะมันจะพาลให้จิตเหนื่อยล้าและวุ่นวายกว่าเดิม
คำสอนที่เราควรมีไว้เตือนตนที่สุด ขอแค่คำเดียวเลย “เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน”
เราไม่ไปจมกับอารมณ์ที่เกิดจากการเห็นหรือได้ยินให้มันนาน แต่เราก็ไม่กักขังจิตว่า ไม่ให้วิ่งไปแตะ ไปสัมผัสอารมณ์นั้นเช่นกัน มันอยากวิ่งไปแตะก็ให้มันวิ่งไปแตะเถอะ แตะแล้วก็เตือนสติตัวเองให้ผละออกมา อย่าไปถลำ เวลาฝึกสมาธิจะยืนหรือนั่งมันมีอยู่แล้ว ภาพ เสียง อะไรต่างๆ มันเป็นข้อมูลผุดจากในจิตใต้สำนึก มันคือความทรงจำ ฉะนั้นก็จงรู้แค่ว่า มันก็แค่ความทรงจำ แตะแล้วก็ผละออกมาซะ
ไปได้ทุกที่ แต่ไม่แช่ไม่จมอยู่กับตรงไหนเลยสักที่ นี่แหละคือ “อิสระ”
การกักขังไม่ให้ไป ไม่ใช่ “อิสระ” การไปแตะแล้วก็ไปแช่ไปจม ก็ ไม่ใช่ “อิสระ” เช่นกัน
จงเว้นจากส่วนสุดทั้งสอง แล้วมองหา “ทางสายกลาง” อันเป็น “อิสระ” เถอะนะครับ
วันนี้ก็ขอบพระคุณท่านผู้อ่าน มากๆ นะครับ พบกันใหม่สัปดาห์หน้าจะครับ สวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (10) ตีน้ำเต้าน้อยบนน้ำ
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (9) โอกาสแห่งหินเหล็กไฟ
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (8) ในช่องว่างไม่มีเส้นผม
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (7) หลัก กับ การ
– ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (6) หุ่นไล่กาในนากลางเขา
#ฟุโดจิชินเมียวโรคุ ฉบับสำนักพระราชวัง (11) คำว่าสำรวม


