คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
“มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (10) ขบวนการห้าสี ปะทะ Skibidi Toilet
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ยินมาว่า ทางโตเอจะเลิกทำพวก (ซีรี่ส์) ขบวนการห้าสี นัยว่าไม่คุ้มทุน ของมัน “ไม่ขาย” แล้ว ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่านิยมในสังคมมันเปลี่ยนไปนะ ซึ่งมันมีผลต่อการเสพสื่อบันเทิงของเด็ก
แต่จะขอพักเรื่องนี้ไว้ก่อน ค่อยเอามาโยงกันตอนท้ายนะครับ มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง
มีเรื่องเล็กๆ แต่แอบโหดเรื่องหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมฉุกคิด คือ ลูกชายผมกับลูกสาวผม ชอบทะเลาะกันในรถ ผมตกใจกับลูกชายที่เป็นเด็กเจนอัลฟ่า (11 ขวบ) มาก ตอนทะเลาะกับน้องสาว (6 ขวบ) พูดคำว่า “ก็มัน (น้องสาว) ไม่ยอมสำนึก (ผิด)” น่ะ
อื้อหือ
มันทำให้ผมรู้เลยว่า เด็กเจนอัลฟ่านั้น สมาทานชุดความคิด ค่านิยม คนละเรื่องกับพวก gen z เลย เอาจริงๆ ผมว่าเจนอัลฟ่านี่ จะกระเดียดไปทาง gen x เสียด้วยซ้ำ แต่เรื่องพวกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ นะ ซึ่งไอจังหมายเลขหนึ่ง ได้วิเคราะห์ไว้ดังนี้
เด็กที่พูดคำว่า “ไม่ยอมสำนึกผิด” นั้นสะท้อน mindset แบบหนึ่งที่ Gen Z ไม่มี แต่ Gen Alpha เริ่มมีชัดเจนมาก
ผมขอวิเคราะห์ให้เห็นภาพว่า ทำไมคำเดียวแบบนี้ ถึงสะท้อน “ความคิดคนละยุค” ได้ขนาดนี้
1) Gen Z = ยุคต่อต้านอำนาจ / ขอเข้าใจมาก่อน / ขอความยืดหยุ่น
Gen Z เติบโตในโลกที่พูดเรื่อง…
● ความหลากหลาย
● ความเข้าใจ
● ความเป็นตัวของตัวเอง
● การไม่ถูกกดขี่
● การที่ “ความถูกต้อง” มีหลายแบบ
● การวิพากษ์อำนาจเก่า ๆ
● ความเห็นอกเห็นใจเป็นหลัก
เพราะเขาโตในโลกที่ผู้ใหญ่หลายประเทศ “ทำพัง” (เศรษฐกิจตกต่ำ, ภาวะโลกร้อน, โควิด, การเมืองปั่นป่วน)
→ Gen Z มีแนวคิดแบบ “ไม่มีใครถูกเต็มร้อย ให้พื้นที่ซึ่งกันและกัน”
แต่ Gen Alpha ไม่ใช่แบบนั้นเลย
2) Gen Alpha = โลกเข้มงวดขึ้น → เด็กโตมาพร้อมกฎระเบียบที่แข็งกว่า
Gen Alpha อยู่ในยุค:
● โควิด → ต้องทำตามกฎ, ต้องล้างมือ, ต้องอยู่บ้าน
● โรงเรียนยุคใหม่ → คุมพฤติกรรมด้วยเทคโนโลยี
● ผู้ปกครองยุค millennial → เน้นผลลัพธ์, เน้นความเป็นระเบียบ
● สังคมออนไลน์ → ชอบ call-out, ชอบจับผิด
● เกมออนไลน์ → ระบบกฎ, ranking, penalty
● โรงเรียนไทย → เข้มงวดขึ้นหลังโควิด
ผลคือ เด็กเจนอัลฟ่าเรียนรู้ตั้งแต่เล็กว่า:
“ใครผิดต้องยอมรับผิด”
“ผิดคือผิด ไม่มีข้ออ้าง”
“ถ้าไม่สำนึก = ทำให้ทุกอย่างแย่ลง”
นี่เป็น mindset แบบ rule-based thinking
ตรงกันข้ามกับ Gen Z ที่เป็น value-based & empathy-based thinking
3) เด็ก Gen Alpha โตกับ algorithm ที่ “แจกบทลงโทษ” ตลอดเวลา
สิ่งที่ Gen Alpha เจอทุกวัน:
● ในเกม: ถ้าทำผิด → โดน ban, โดน mute, โดนลงโทษ
● ใน YouTube/TikTok: คอมเมนต์ด่าใครไม่สำนึก = ปั่นจนโดนแบน
● พ่อแม่: ให้รางวัล/ลงโทษแบบเป็นระบบ
● โลกออนไลน์: call-out culture รุ่นใหม่ที่ “ผิดต้องโดน”
เด็กจึงซึมซับแบบไม่รู้ตัวว่า:
“การทำผิดต้องมี accountability”
ซึ่งต่างจาก Gen Z ที่โตกับ narrative แบบ:
“ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง ทำไมต้องตัดสินกัน?”
4) Gen Alpha = practical, เห็นขาว-ดำชัดกว่าที่คิด
คำว่า “ไม่ยอมสำนึกผิด” เป็นคำของ คนที่เชื่อใน hierarchical fairness คือ:
● ถ้าทำผิด = ต้องยอมรับ
● ถ้าไม่ยอม = ไม่แฟร์
● ความถูกต้องสำคัญกว่าความรู้สึก
นี่คือวิธีคิดแบบเด็กยุคใหม่ที่โตในโลก “เข้มงวด” มากกว่าเดิม
แถมเด็ก Gen Alpha มักจะ:
● มีเหตุผลเป็นข้อ ๆ
● มองปัญหาเชิงโครงสร้าง
● ต้องการความชัดเจน
● ชอบระบบ
● ชอบความถูกต้องตามกติกา
มันเป็นคนละรหัสกับ Gen Z แบบสุดขั้ว
5) เด็ก Alpha ใช้ “ภาษาของ accountability” ตั้งแต่ยังเล็ก
คำที่พ่อแม่ยุคเราไม่เคยพูดตอนเด็ก เช่น:
● รับผิดชอบ
● สำนึกผิด
● คิดเป็นระบบ
● ปรับปรุง
● แก้พฤติกรรม
แต่เด็ก Alpha พูดด้วยความเคยชิน แบบเห็นจากคอนเทนต์และชีวิตประจำวัน
มันเป็นภาษาของยุคใหม่ที่ “ความผิด = ต้องสะสางอย่างเป็นระบบ”
6) ผลลัพธ์: เด็ก Alpha จะเป็นชนรุ่นแรกที่ “ดุกว่า Gen Z” อย่างชัดเจน
Gen Z = อ่อนโยน ใส่ใจ อารมณ์ละเอียด
Gen Alpha = pragmatic, rule-based, accountability-focus
หลายคนบอกว่า Gen Alpha = Gen X รุ่นเล็ก
ผมเห็นว่าใกล้เคียงมาก
สรุปสั้น ๆ: คำว่า ‘ไม่สำนึกผิด’ คือรหัสของเด็กยุคใหม่
มันหมายถึงว่า:
● เด็กเจนนี้ strict กว่า
● ชอบกฎระเบียบกว่า
● ชอบให้คนทำตามกติกา
● มี sense of “responsibility” เร็วมาก
● เป็น product ของโลกหลังโควิด
และใช่ครับ – มันตรงข้ามกับ Gen Z แบบ 180 องศา จริง ๆ
ถามว่า ผมอ่านที่ไอจังตอบมาแล้วรู้สึกยังไง?
เอางี้ ผมจะย้อนกลับมาที่ลูกผม ลูกผมโตมากับพวกปีศาจพิลึกกึกกือน่ายี้ของ Trevor Henderson เช่นเปรตหัวลำโพง (มันฮิตได้ไงวะ?) ต่อมาก็คลั่งไคล้กับการดู Skibidi Toilet ซึ่งผมมองว่ามันแสดงออกถึงความรุนแรงแบบไร้จุดจบในโลกที่ดิสโทเปียแบบไร้ความหวังมาก
ผมว่าการ์ตูน หรือสื่อบันเทิงญี่ปุ่นยุค 80-90 ยังไม่ดาร์กนะ โอเค ถึงจะมีเรื่องราวของความชั่วร้าย ด้านมืด แต่มันก็ยังมีธงชัดเจนในการที่ต่อสู้ “เพื่อปราบอธรรม” เพื่อให้โลกนี้มันดีขึ้น “ให้โลกสงบสุข” ซึ่งสารตรงนี้ มันมีแฝงอยู่ในซีรี่ส์จำพวกคาเมนไรเดอร์ยุคโชวะ และก็ในพวกขบวนการห้าสีด้วย (ขบวนการห้าสีผมว่าเรื่องมันออกแนวสดใสกว่าคาเมนไรเดอร์ด้วยซ้ำ เรามารวมพลังกันปกป้องโลกเถอะ!)
เพราะฉะนัน ผมว่าดีไม่ดี เด็กเจนอัลฟ่า จะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดุโหดยิ่งกว่าเจน x อีกนะ
สิ่งที่นาคิดคือ ทำไมเด็กเจนอัลฟาถึงไม่อินกับขบวนการห้าสี แต่ไปอินกับอะไรที่มันโคตรดาร์กขนาดนั้น?
เอ้า ไอจังหมายเลขสอง (Google Gemini) ออกปฏิบัติการ!!
เป็นข้อสังเกตที่ยอดเยี่ยมและเป็นปัจจัยสำคัญที่น่าจะอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของ Gen Alpha ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นครับ
คุณกำลังชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง “Optimism vs. Realism/Pessimism” ในเนื้อหา ซึ่งสะท้อนมุมมองที่คนรุ่นนี้มีต่อโลกที่พวกเขากำลังเติบโต:
💡 การเปลี่ยนผ่านจาก “ความหวัง” สู่ “ความจริงที่ซับซ้อน”
1. ความท้าทายที่แท้จริงของโลก
Gen Alpha กำลังเติบโตในยุคที่เต็มไปด้วยความท้าทายที่ซับซ้อนและดูเหมือนไม่มีทางออกง่ายๆ ซึ่งแตกต่างจากศัตรูที่ชัดเจนในขบวนการห้าสี:
● วิกฤตสิ่งแวดล้อม: โลกร้อนไม่ใช่แค่ตัวร้ายตัวเดียวที่ถูกทำลายได้ด้วยหุ่นยนต์ยักษ์
● ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ: ปัญหาความยากจนหรือความเหลื่อมล้ำไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการต่อสู้ครั้งเดียว
● ความขัดแย้งทางสังคม: ปัญหาทางการเมืองและสังคมที่ซับซ้อนเกินกว่าจะรวมพลังห้าคนแล้วคลี่คลาย
เมื่อพวกเขาเห็นโลกจริงที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความซับซ้อน ค่านิยมของขบวนการห้าสี ที่นำเสนอ “โลกที่ดีขึ้น” ที่สดใสและเรียบง่ายผ่านการ “ร่วมมือกันสู้กับตัวร้ายที่ชัดเจน” จึงดู ไร้เดียงสา (Naive) และ ไม่สมจริง (Unrealistic)
2. ความดาร์กและเหนือจริงคือพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์
เนื้อหาอย่าง Trevor Henderson (Surreal Horror) และ Skibidi Toilet อาจดูดาร์กหรือบ้าคลั่ง แต่กลับเป็นพื้นที่ที่ Gen Alpha รู้สึกว่า:
● สะท้อนความสับสน: ความบ้าคลั่ง ความเหนือจริง และความไร้ตรรกะของเนื้อหา (เช่น Skibidi Toilet) อาจสะท้อนความรู้สึกที่ Gen Alpha มีต่อโลกที่ดูเหมือนจะ ไร้ตรรกะและบ้าคลั่ง ในบางมุมได้ดีกว่าโลกที่สดใสของ Sentai
● ความรู้สึกควบคุมได้: ในโลกที่ควบคุมไม่ได้ พวกเขาสามารถดำดิ่งสู่ความดาร์กแฟนตาซีที่พวกเขาเข้าใจและควบคุมได้ (เช่น การสร้างเนื้อหาเองใน Roblox หรือการพูดภาษา “Brainrot” ในหมู่เพื่อน)
3. การหลีกหนีจาก “การเป็นฮีโร่”
ขบวนการห้าสีส่งเสริม ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ และ การเสียสละเพื่อส่วนรวม ในขณะที่ Gen Alpha ซึ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและความเป็นปัจเจก อาจไม่ต้องการภาระนี้
● พวกเขาไม่อยากเป็นฮีโร่ที่ต้องแบกโลก แต่ต้องการ การแสดงออก (Expression) และ ความสนุกที่ปลดปล่อย (Escapism) ที่มาพร้อมกับเนื้อหาที่บ้าคลั่งและดาร์ก
ดังนั้น การไม่อินกับความสดใสแบบ Sentai จึงไม่ใช่เพราะพวกเขา “ไม่ดี” แต่เป็นเพราะพวกเขา กำลังมองหาเนื้อหาที่ยอมรับและสะท้อนความซับซ้อนและความมืดมนที่พวกเขาเห็นในโลกจริง ได้มากกว่านั่นเองครับ
ก็นี่แหละครับ อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ “ขบวนการห้าสี” มัน “ไม่ขายแล้ว” น่ะ
ล่าสุด ผมพาลูกๆ ไปม่อนแจ่ม นั่งกินอาหารร้านสวัสดิการโครงการหลวงหนองหอย กินอิ่มก็ไปนั่งโต๊ะข้างบนรับลม แล้วลูกสองคนของผม ก็ เล่นบทบาทสมมุติ “นั่งประชุมกัน” ราวกับการประชุมในบริษัท (เด็ก 12 ขวบ กับ 6 ขวบ เลียนแบบท่าทางของผู้ใหญ่ “วัยทำงาน” ครับ) 5555 ตัดมาที่โพสต์ในอินสตราแกรม บอกว่า gen z ไม่ชอบเครียด ไม่ชอบแบก บลาๆ ระวังให้ดีเถอะ gen z ขืนทำตัวแบบนี้ จะได้กลายเป็น lost generation ถ้าปรับตัวเพื่อสู้กับความโหดร้ายและเข้มงวดของโลกนี้ไม่ได้ก็คงต้องหายไปเท่านั้น!!
โลกนี้ไม่ได้ใจดีขนาดให้คุณเป็นสิ่งที่อยากเป็น คุณ “ต้องเป็น” บางสิ่ง ไม่งั้นก็จงหายไปเสีย
ผมเพิ่งลง podcast แรกของปีนี้ ไปฟังกันได้ครับ
เรื่องราวผลที่จะตามมาของ “ความดุดัน” แบบเจนอัลฟา ยังไม่หมดแค่นี้นะครับ อยากรู้ว่ามันจะยังไงต่อ ก็ ตามอ่านต่อ สัปดาห์หน้า สิครับ ๕๕๕ พบกันใหม่สัปดาห์หน้าสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– “มีปัญหาปรึกษา Chat GPT สิ” (9) อินฟลูเอนเซอร์ยุค Wild West ต่อไปจะอยู่ยาก
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (3) ซาโบก้า หุ่นไฟฟ้ามหากาฬ (2011) เมื่อฮีโร่ต้องฝ่าวิกฤติชีวิตวัยกลางคน!!
– “ไทอากิ” (太阿記) เมื่อพระอาจารย์ทาคุอันสอนว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” (3) อรรถาธิบาย (ตอนจบ)
– “ไทอากิ” (太阿記) เมื่อพระอาจารย์ทาคุอันสอนว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” (2) อรรถาธิบาย (ตอนแรก)
– “ไทอากิ” (太阿記) เมื่อพระอาจารย์ทาคุอันสอนว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” (1) บันทึกกระบี่ไท่อา (ต้นฉบับ)
#“มีปัญหา ปรึกษา Chat GPT สิ” (10) ขบวนการห้าสี ปะทะ Skibidi Toilet


