Genko มหาสงครามมองโกลบุกญี่ปุ่น ตอนที่ 1 : เงามืดจากกุบไลข่าน
ได้เวลาที่จะขยับนิ้วเคาะคีย์บอร์ด มาเล่าเรื่องราวในอดีตของประเทศญี่ปุ่นกันอีกครั้งแล้วครับ ถ้าหากใครคุ้นเคยกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ก็อาจจะนึกภาพของเหล่าซามุไรที่จับดาบห้ำหั่นกันเองเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่ความจริงแล้ว มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่นักรบแดนอาทิตย์อุทัยต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่ได้มาจากแว่นแคว้นเพื่อนบ้าน แต่เป็นมหาอำนาจที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น ขยับเข้ามาใกล้ๆ อีกนิด ผมจะเล่าให้ฟังถึงปฐมบทของมหาสงครามที่รุนแรงจนกลายเป็นเหตุการณ์สำคัญที่กำหนดทิศทางของชาติญี่ปุ่นไปตลอดกาล
ย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 13 ในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังปกครองโดยรัฐบาลทหารคามาคุระ (Kamakura shogunate) ซึ่งกุมอำนาจมาตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 12 โลกภายนอกกำลังสั่นสะเทือนภายใต้รอยเท้าม้าของกองทัพมองโกล จักรวรรดิมองโกลได้ขยายอาณาเขตอย่างรวดเร็ว กวาดล้างอาณาจักรต่างๆ จนกระทั่งมาถึงยุคของ กุบไลข่าน (Kublai Khan) ผู้เป็นหลานชายของเจงกิสข่าน กุบไลข่านไม่ได้เป็นเพียงแค่นักรบบนหลังม้า แต่เขายังได้สถาปนาราชวงศ์หยวน (Yuan dynasty) ของจีนขึ้นมา และตั้งเมืองหลวงอยู่ที่ต้าตู (Dadu) หรือก็คือกรุงปักกิ่งในปัจจุบัน
หลังจากที่อาณาจักรโครยอ (Goryeo) หรือเกาหลีในปัจจุบัน ได้ยอมจำนนและตกเป็นประเทศราชของมองโกลแล้ว กุบไลข่านก็เริ่มทอดสายตาออกไปมองยังผืนน้ำอันกว้างใหญ่ทางทิศตะวันออก เหตุผลที่กุบไลข่านต้องการผนวกญี่ปุ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดินั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัดนัก บางทีเขาอาจจะต้องการครอบครองทรัพยากรของญี่ปุ่น หรืออาจจะเป็นการแก้แค้นพวกโจรสลัดญี่ปุ่นที่เรียกว่า วาโกะ (Wako) ซึ่งคอยสร้างความเดือดร้อนให้กับแนวชายฝั่งและเรือสินค้าในเอเชียตะวันออก แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงอาจจะมาจากเหตุการณ์ในปี ค.ศ. 1265 เมื่อชาวโครยอที่ผ่านการเดินทางมาอย่างโชกโชนคนหนึ่ง ได้ทูลเสนอต่อกุบไลข่านว่ามองโกลควรจะนำญี่ปุ่นมาเป็นประเทศราช กุบไลข่านเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ จึงได้แต่งตั้งทูตเพื่อเดินทางไปยังญี่ปุ่น โดยสั่งให้แวะที่โครยอเพื่อขอให้กษัตริย์เกาหลีส่งทูตเข้าร่วมคณะไปด้วย อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งแรกต้องล้มเหลวลงเมื่อพวกเขาเผชิญกับพายุใหญ่กลางทะเล ทำให้คณะทูตมองโกลต้องเดินทางกลับประเทศไป
ด้วยความที่ไม่พอใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ในปี ค.ศ. 1266 กุบไลข่าน จักรพรรดิองค์ใหม่แห่งมองโกลที่ปกครองจีน จึงได้ส่งคณะทูตชุดใหม่พร้อมกับสาส์นไปถึงญี่ปุ่นอีกครั้ง สาส์นฉบับนี้จ่าหน้าถึง “กษัตริย์แห่งญี่ปุ่น” (King of Japan) ซึ่งเป็นคำเรียกที่สร้างความขุ่นเคืองให้กับองค์จักรพรรดิญี่ปุ่นอย่างแน่นอน เนื้อหาในจดหมายนั้นยิ่งยากที่จะยอมรับได้ เพราะมหาข่านได้ “เชิญชวน” ให้ญี่ปุ่นส่งคณะทูตไปยังราชสำนักมองโกลเพื่อสร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างสองรัฐ ซึ่งในความหมายทางการเมืองของจีนแล้ว มันคือการบังคับให้ยอมรับสถานะประเทศราชที่ต้องส่งเครื่องบรรณาการให้นั่นเอง และที่สำคัญที่สุด จดหมายฉบับนั้นได้ลงท้ายด้วยคำขู่กลายๆ ว่า “คงไม่มีใครปรารถนาที่จะต้องใช้กำลังอาวุธเข้าห้ำหั่นกัน” (Nobody would wish to resort to arms.)
เมื่อสาส์นและคณะทูตเดินทางมาถึงญี่ปุ่น ปฏิกิริยาของชาวอาทิตย์อุทัยนั้นเป็นไปอย่างเย็นชาและแข็งกร้าว ทั้งราชสำนักที่เกียวโตซึ่งเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางอำนาจ และรัฐบาลทหารที่คามาคุระ ต่างก็เลือกที่จะเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของกุบไลข่าน คณะทูตของมองโกลและโครยอถูกปฏิบัติด้วยความไม่เคารพอย่างร้ายแรง พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเมืองหลวง และฝ่ายญี่ปุ่นก็ปฏิเสธที่จะจัดหาที่พักที่สมเกียรติให้กับคณะทูตต่างชาติ ทูตเหล่านี้ต้องไปพักอาศัยอยู่ที่โรงเตี๊ยมชื่อ ทาจาบุ (Tajabu) ซึ่งตั้งอยู่นอกประตูทิศตะวันตกของเมือง
ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1269 คณะทูตอีกชุดที่ประกอบด้วยชาวเกาหลีและมองโกลถึง 70 คน ได้เดินทางมาถึงเกาะสึชิมะ (Tsushima) เพื่อทวงถามคำตอบจากญี่ปุ่น ในครั้งนั้น ราชสำนักต้องการที่จะร่างจดหมายตอบกลับ แต่ถูกขัดขวางโดยรัฐบาลทหารคามาคุระที่ใช้อำนาจยับยั้งไว้ ทำให้ในท้ายที่สุดก็ไม่มีการส่งคำตอบใดๆ กลับไป ระหว่างปี ค.ศ. 1266 ถึง 1273 คณะทูตของมองโกลและเกาหลีได้เดินทางมายังญี่ปุ่นถึงหกครั้งเพื่อเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยอมจำนน แต่ชาวญี่ปุ่นก็ยังคงเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องเหล่านั้น

ชายหาด Komoda เกาะ Tsushima
จนกระทั่งในปลายปี ค.ศ. 1270 กุบไลข่านได้ส่งคณะทูตชุดสุดท้ายนำโดยขุนนางราชวงศ์หยวนชื่อ เจ้าเหลียงปี่ (Zhao Liangbi) พร้อมกับอาลักษณ์อีก 24 คน เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงญี่ปุ่นในต้นปี ค.ศ. 1271 ความอดทนของชาวญี่ปุ่นต่อคำเรียกร้องของมองโกลก็หมดลง คณะทูตถูกเผชิญหน้าโดยกองกำลังซามุไรที่ติดอาวุธครบมือ และถูกนำตัวไปคุมขังภายใต้การดูแลของกองทัพ แม้ว่าเจ้าเหลียงปี่จะถูกปล่อยตัวในภายหลัง แต่เขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้า “กษัตริย์แห่งญี่ปุ่น” แต่อย่างใด หลังจากที่ส่งมอบสาส์นและไม่ได้รับคำตอบใดๆ คณะทูตก็เดินทางกลับ เจ้าเหลียงปี่เฝ้ารอคำตอบอยู่ที่เกาหลีจนถึงปี ค.ศ. 1273 ก่อนที่จะเดินทางกลับจีนด้วยความโกรธแค้น เขาได้เขียนรายงานถวายกุบไลข่าน โดยตำหนิชาวญี่ปุ่นว่าเป็นพวกคนเถื่อนที่ไร้มารยาท และทูลเตือนกุบไลข่านว่าไม่ควรทุ่มเททรัพยากรของจักรวรรดิไปกับการทำสงครามเพื่อพิชิตคนพวกนี้เลย

Hojo Tokimune
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งญี่ปุ่นก็ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อภัยคุกคาม ผู้นำที่โดดเด่นของญี่ปุ่นในขณะนั้นคือ โฮโจ โทคิมุเนะ (Hojo Tokimune) ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดในช่วงปี ค.ศ. 1268-1284 เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เป็นแกนนำกองกำลังของญี่ปุ่นในการต่อต้านการรุกราน และเป็นผู้เผยแพร่พุทธศาสนานิกายเซน (Zen) รวมถึงวิถีแห่งบูชิโด (Bushido) ในหมู่ชนชั้นนักรบ โทคิมุเนะและเหล่าซามุไรตระหนักดีว่าพายุแห่งสงครามกำลังตั้งเค้า และการเพิกเฉยต่อสาส์นของมหาข่านนั้น หมายถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
ในช่วงหลายปีนั้น กุบไลข่านยังคงติดพันอยู่กับภารกิจที่เร่งด่วนกว่า นั่นคือการปราบปรามกบฏในโครยอที่เพิ่งถูกพิชิต และการทำสงครามกับราชวงศ์ซ่ง (Song dynasty) ในภาคใต้ของจีน ทำให้เขาต้องละความสนใจจากญี่ปุ่นไปชั่วคราว แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปี ค.ศ. 1274 ความสนใจขององค์จักรพรรดิมองโกลก็หวนกลับมายังหมู่เกาะอาทิตย์อุทัยอีกครั้ง และคราวนี้ มันไม่ใช่การส่งคณะทูตมาเจรจาอีกต่อไป แต่เป็นการมาของกองเรือรบและนักรบบนหลังม้าที่จะเปลี่ยนน้ำทะเลที่อ่าวฮากาตะให้กลายเป็นสีเลือด
ในตอนหน้า เราจะมาติดตามกันต่อครับว่า การปะทะกันครั้งแรกระหว่างกองทัพม้าเหล็กแห่งทุ่งหญ้าสเตปป์ กับเหล่าซามุไรแห่งเกาะญี่ปุ่นใน “ศึกบุงเอ” จะดุเดือดและสร้างความสูญเสียมากมายเพียงใด การตั้งรับของญี่ปุ่นที่คุ้นเคยแต่การรบแบบตัวต่อตัวจะต้องเจอกับยุทธวิธีแบบใดของมองโกล อย่าลืมติดตามอ่านกันนะครับ
เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน
คำว่า “กามิกาเซ่” (Kamikaze) ที่แปลว่า “สายลมศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น แท้จริงแล้วมีจุดกำเนิดมาจากเหตุการณ์การรุกรานของมองโกลในศตวรรษที่ 13 นี้เอง คำนี้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกเพื่ออธิบายถึงพายุไต้ฝุ่นขนาดใหญ่ที่พัดเข้าทำลายกองเรือรบของมองโกลจนพินาศย่อยยับ ซึ่งชาวญี่ปุ่นในยุคนั้นเชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์และลมหายใจของเทพเจ้าที่ลงมาปกป้องแผ่นดินของพวกเขาจากการถูกรุกราน
เรื่องแนะนำ :
– ตามรอยตระกูล Shimazu : จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 8 กบฏซัตสึมะ และบทสรุปของจิตวิญญาณซามุไร
– ตามรอยตระกูล Shimazu : จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 7 พันธมิตรซัตสึมะ-โจชู และจุดจบของระบอบโชกุน
– ตามรอยตระกูล Shimazu : จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 6 เหตุการณ์นามะมุงิและสงครามเปลี่ยนทัศนคติ
– ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 4 อาณาจักรซัตสึมะ และการเป็นประเทศราชสองฝ่าย
– ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 3 ฝ่าทะลวงวงล้อมที่เซกิงาฮาระ
ขอบคุณรูปภาพ และข้อมูลอ้างอิง :
• The Mongol Invasions of Japan, 1274 and 1281 – World History Encyclopedia (https://www.worldhistory.org/article/1415/the-mongol-invasions-of-japan-1274-and-1281/)
• Mongol invasions of Japan – Wikipedia (https://en.wikipedia.org/wiki/Mongol_invasions_of_Japan)
• Letter from Kublai Khan to the Japanese Emperor – Museyon Books (http://www.museyon.com/letter-from-kublai-khan-to-the-japanese-emperor/)
• Mongol Invasions and the End of Kamakura Rule in 1333 – Frank E. Smitha (http://www.fsmitha.com/h3/japan07.htm)
• https://www.crossroadfukuoka.jp/feature/genko
#Genko มหาสงครามมองโกลบุกญี่ปุ่น ตอนที่ 1 : เงามืดจากกุบไลข่าน #元寇


