ตามรอยตระกูล Shimazu : จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 8 กบฏซัตสึมะ และบทสรุปของจิตวิญญาณซามุไร
ได้เวลาที่จะขยับนิ้วเคาะคีย์บอร์ด มาเล่าเรื่องราวตอนจบของซีรีส์พยัคฆ์แดนใต้กันแล้ว หลังจากที่เราได้เดินทางฝ่าฟันหน้าประวัติศาสตร์ร่วมกับตระกูลชิมะซึ (Shimazu) มาตั้งแต่ยุคตั้งรกรากจนถึงการจับมือกับแคว้นโจชู (Choshu) เพื่อโค่นล้มรัฐบาลโชกุนในตอนที่แล้ว บัดนี้ประเทศญี่ปุ่นได้เปิดประตูเข้าสู่ยุคเมจิ (Meiji) อย่างเต็มตัว รัฐบาลใหม่ที่นำโดยอดีตซามุไรหัวก้าวหน้ากำลังเร่งเครื่องปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยตามแบบชาติตะวันตก แต่ทว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนนี้กลับนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของเหล่านักรบซัตสึมะ
รัฐบาลเมจิยุคใหม่ก่อตั้งขึ้นโดยมีอดีตซามุไรจากแคว้นซัตสึมะและโจชูเป็นแกนนำหลัก บุคคลสำคัญอย่าง ไซโก ทากาโมริ (Saigo Takamori) และ โอคุโบะ โทชิมิจิ (Okubo Toshimichi) จากซัตสึมะ ได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศ ญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปอย่างก้าวกระโดด มีการประกาศยกเลิกระบบแว่นแคว้นและจัดตั้งจังหวัดแทน หรือที่เรียกว่า ไฮฮังชิเก็ง (Haihan chiken) ทำให้ไดเมียวตระกูลชิมะซึต้องสละอำนาจการปกครองแคว้นซัตสึมะที่บรรพบุรุษอุตส่าห์รักษามาร่วมเจ็ดร้อยปี กลับคืนสู่สมเด็จพระจักรพรรดิ

Saigo Takamori
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกกฎหมายยกเลิกการพกดาบ หรือ ไฮโตเร (Haitorei) และที่สร้างความเจ็บปวดที่สุดคือการริบเบี้ยหวัดเงินเดือนของชนชั้นซามุไร เพื่อนำงบประมาณไปสร้างกองทัพแห่งชาติที่เกณฑ์มาจากสามัญชนตามนโยบายเกณฑ์ทหารใหม่ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงนี้สร้างความไม่พอใจให้กับอดีตซามุไรทั่วประเทศเป็นอย่างมาก พวกเขาสูญเสียทั้งรายได้ สถานะทางสังคม และความภาคภูมิใจในฐานะนักรบ พวกเขารู้สึกว่าตนเองถูกหักหลังโดยรัฐบาลที่พวกเขาเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อสร้างมันขึ้นมากับมือ
ความตึงเครียดนี้ดำเนินมาถึงจุดแตกหักเมื่อเกิดความขัดแย้งทางความคิดภายในรัฐบาลเมจิ ไซโก ทากาโมริ ซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวซัตสึมะ ได้เสนอแนวคิด เซคังรง (Seikanron) หรือการส่งกองทัพไปบุกเกาหลี เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและสร้างที่ทางให้กับเหล่าซามุไรที่กำลังว่างงานและไร้จุดหมาย แต่ข้อเสนอนี้ถูกปฏิเสธอย่างแข็งขันโดยเพื่อนรักของเขาเองอย่าง โอคุโบะ โทชิมิจิ ซึ่งมองว่าญี่ปุ่นยังไม่พร้อมทำสงครามและควรโฟกัสที่การพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศก่อน ความขัดแย้งนี้ทำให้ไซโกผิดหวังอย่างรุนแรง เขาจึงตัดสินใจลาออกจากทุกตำแหน่งในรัฐบาล และเดินทางกลับบ้านเกิดที่เมืองคาโงชิมะ
การกลับมาของไซโก ทากาโมริ เปรียบเสมือนแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่ดึงดูดอดีตซามุไรที่โกรธแค้นและสิ้นหวังจากทั่วประเทศให้มารวมตัวกันที่คาโงชิมะ ไซโกได้เปิดโรงเรียนเอกชนที่เรียกว่า ชิกักโค (Shigakko) เพื่อสอนวิชาการทหารและปลูกฝังอุดมการณ์ให้กับคนหนุ่ม แต่ในไม่ช้า โรงเรียนแห่งนี้ก็กลายเป็นฐานที่มั่นและศูนย์รวมกองกำลังของกลุ่มซามุไรหัวรุนแรงที่ต่อต้านรัฐบาลกลาง เมื่อรัฐบาลเมจิพยายามจะย้ายคลังแสงและอาวุธยุทโธปกรณ์ออกจากเมืองคาโงชิมะด้วยความหวาดระแวง กลุ่มลูกศิษย์ของไซโกจึงลุกฮือขึ้นบุกยึดคลังอาวุธเหล่านั้น
ในปี ค.ศ. 1877 ความขัดแย้งได้ปะทุขึ้นกลายเป็นกบฏครั้งใหญ่ที่สุดและเป็นสงครามกลางเมืองครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยใหม่ ที่เรียกว่า กบฏซัตสึมะ (Satsuma Rebellion) หรือ สงครามเซนัน (Seinan War) แม้ในใจลึกๆ ไซโกจะไม่ได้ต้องการก่อกบฏต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ แต่เมื่อลูกศิษย์ของเขากระทำการอุกอาจไปแล้ว ในฐานะลูกผู้ชายและผู้นำทางจิตวิญญาณ เขาจึงไม่อาจทอดทิ้งคนเหล่านั้นได้ ไซโกตัดสินใจสวมเครื่องแบบทหาร นำทัพซามุไรชาวซัตสึมะหลายหมื่นคนลุกฮือขึ้นจับอาวุธต่อสู้กับกองทัพแห่งชาติของรัฐบาลเมจิที่เขามีส่วนร่วมในการสร้างขึ้นมา
Saigo Takamori ช่วงเวลา Satsuma Rebellion
นี่คือการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างจิตวิญญาณนักรบดั้งเดิม กับเครื่องจักรสงครามสมัยใหม่ที่มีทั้งปืนกล ปืนใหญ่ และการส่งกำลังบำรุงด้วยรถไฟและโทรเลข กองทัพซัตสึมะรบด้วยความกล้าหาญชาญชัยและวิถีดาบที่น่าเกรงขาม โดยเฉพาะในยุทธภูมิที่เนินเขาทาบารุซากะ (Tabaruzaka) ซึ่งเป็นการรบที่นองเลือดที่สุดในสงครามครั้งนี้ ฝ่ายซามุไรใช้การเข้าประชิดตัวและฟันด้วยดาบคาตานะ สร้างความหวาดหวั่นให้กับทหารเกณฑ์ของรัฐบาลเป็นอย่างมาก แต่ทว่า ความกล้าหาญเพียงอย่างเดียวไม่อาจต้านทานอำนาจการยิงของอาวุธสมัยใหม่และกำลังพลที่มากกว่าของรัฐบาลกลางได้อย่างยั่งยืน
กองทัพกบฏซัตสึมะค่อยๆ ถูกตีแตกพ่ายและถอยร่นกลับมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถูกต้อนให้จนมุมที่ยอดเขาชิโรยามะ (Shiroyama) ในเมืองคาโงชิมะ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพวกเขาเอง ในวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1877 การรบครั้งสุดท้ายก็เปิดฉากขึ้น กองกำลังของไซโกที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ร้อยคนถูกล้อมรอบด้วยกองทัพรัฐบาลกว่าสามหมื่นนาย เมื่อรู้ตัวว่าวาระสุดท้ายมาถึง ไซโก ทากาโมริ ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกยิงที่ต้นขาและหน้าท้อง ได้ตัดสินใจกระทำการ เซ็ปปุกุ (Seppuku) หรือการคว้านท้องฆ่าตัวตายอย่างสมเกียรติซามุไร โดยมีคนสนิททำหน้าที่เป็น ไคชาคุนิง (Kaishakunin) หรือผู้ตัดศีรษะให้เพื่อความรวดเร็วและหมดจด
การสิ้นชีพของไซโก ทากาโมริ พร้อมกับเหล่านักรบซัตสึมะที่เขาชิโรยามะ ถือเป็นการปิดฉากยุคสมัยของซามุไรอย่างเป็นทางการและตลอดกาล เรื่องราววีรกรรมและความเด็ดเดี่ยวของเขาได้กลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง มหาบุรุษซามุไร (The Last Samurai) ที่ทำเอาคนทั่วโลกต้องหลั่งน้ำตาให้กับวิถีแห่งนักรบที่ต้องยอมจำนนต่อกระแสเวลา

The Last Samurai
แล้วตระกูลชิมะซึในสายหลักที่เคยปกครองแคว้นซัตสึมะล่ะ พวกเขามีจุดจบอย่างไร ท่ามกลางสงครามกบฏซัตสึมะ ชิมะซึ ฮิซามิตสึ และ ชิมะซึ ทาดาโยชิ อดีตไดเมียวคนสุดท้าย ได้ตัดสินใจวางตัวเป็นกลางและไม่เข้าไปมีส่วนร่วมกับกองกำลังของไซโก ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อสงครามสิ้นสุดลง รัฐบาลกลางจึงไม่ได้ลงโทษหรือกวาดล้างตระกูลชิมะซึสายหลักแต่อย่างใด ในทางกลับกัน เพื่อเป็นการตอบแทนคุณูปการที่พวกเขามีต่อการโค่นล้มระบอบโชกุนและสร้างรัฐบาลเมจิในอดีต ตระกูลชิมะซึจึงได้รับการสถาปนาให้เป็นชนชั้นสูงหรือ คาโซคุ (Kazoku) ในระดับ ดยุก (Duke) ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์สูงสุดรองจากเชื้อพระวงศ์เท่านั้น
ลูกหลานของตระกูลชิมะซึยังคงมีบทบาทสำคัญและเป็นที่เคารพในวงการธุรกิจ การเมือง และสังคมของประเทศญี่ปุ่นมาจนถึงยุคปัจจุบัน จากขุนศึกผู้ริเริ่มตั้งรกรากเพื่อปกป้องดินแดนตอนใต้ในยุคคามาคุระ สู่การเป็นพยัคฆ์ร้ายที่ขยายอำนาจในยุคเซ็งโงกุ นำอาวุธปืนไฟมาใช้ ผูกขาดการค้ากับต่างชาติ สร้างอุตสาหกรรมแห่งแรกของประเทศ และท้ายที่สุดคือการเป็นแกนนำในการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นให้กลายเป็นมหาอำนาจยุคใหม่ บทบาทของตระกูลชิมะซึจึงเป็นตำนานที่ถูกจารึกไว้อย่างไม่รู้ลืม หวังว่าซีรีส์ตามรอยตระกูลชิมะซึนี้ จะสร้างความเพลิดเพลินและให้สาระกับผู้อ่านทุกท่าน แล้วพบกันใหม่ในซีรีส์หน้าครับ
เกร็ดน่ารู้ท้ายตอน
สายสัมพันธ์ระหว่างตระกูลชิมะซึกับราชวงศ์ญี่ปุ่นยังคงแน่นแฟ้นและสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน อดีตจักรพรรดินีโคจุน (Empress Kojun) หรือพระนามเดิมคือ เจ้าหญิงนางาโกะ พระมารดาของอดีตจักรพรรดิอากิฮิโตะ และเป็นพระอัยยิกา (ย่า) ของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ องค์ปัจจุบัน ทรงมีพระมารดาที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลชิมะซึแห่งซัตสึมะ ทำให้สายเลือดของพยัคฆ์แดนใต้ย่านคิวชู ยังคงไหลเวียนอยู่ในราชวงศ์ญี่ปุ่นยุคปัจจุบันอีกด้วย เป็นการตอกย้ำถึงความยิ่งใหญ่และสถานะที่มั่นคงของตระกูลนี้อย่างแท้จริง
เรื่องแนะนำ :
– ตามรอยตระกูล Shimazu : จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 7 พันธมิตรซัตสึมะ-โจชู และจุดจบของระบอบโชกุน
– ตามรอยตระกูล Shimazu : จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 6 เหตุการณ์นามะมุงิและสงครามเปลี่ยนทัศนคติ
– ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 4 อาณาจักรซัตสึมะ และการเป็นประเทศราชสองฝ่าย
– ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 3 ฝ่าทะลวงวงล้อมที่เซกิงาฮาระ
– ตามรอยตระกูล Shimazu: จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 2 ไฟสงครามยุคเซ็งโงกุ และอาวุธปืนกระบอกแรก
ขอบคุณรูปภาพ และข้อมูลอ้างอิง :
• Satsuma Rebellion – Wikipedia (https://en.wikipedia.org/wiki/Satsuma_Rebellion)
• Saigo Takamori – Encyclopedia Britannica (https://www.britannica.com/biography/Saigo-Takamori)
• History of Kagoshima – Kagoshima Prefectural Government (https://www.pref.kagoshima.jp/ab10/pr/gaiyou/rekishi/index.html)
• https://www.ndl.go.jp/portrait/e/datas/85
• https://jref.com/articles/satsuma-rebellion.759/
#ตามรอยตระกูล Shimazu : จากนักรบสู่ผู้นำยุคใหม่ ตอนที่ 8 กบฏซัตสึมะ และบทสรุปของจิตวิญญาณซามุไร #Shimazu Clan



