รู้จักกับ 3 ซามูไรที่ไร้เลือดญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง
แม้ว่า ‘ซามูไร’ จะเป็นหนึ่งสัญลักษณ์ความภาคภูมิใจในความเป็นญี่ปุ่นที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ในหน้าประวัติศาสตร์นั้นกลับมีซามูไรที่ไม่ได้มีสายเลือดอาทิตย์อุทัยปะปนเลยแม้แต่น้อยอยู่หลายคนด้วยกัน หนึ่งในนั้นที่หลายคนอาจจะเคยได้รู้จักผ่านหูผ่านตา ก็คงต้องยกให้กับ Yasuke ซามูไรผิวสีที่ถูกหยิบยกจากหน้าประวัติศาสตร์มาใส่ไว้ในเกม Assassin’s Creed Shadows ซึ่งข้อมูลจากหลากที่มาก็ยังคงถกเถียงกันอยู่ว่าแท้จริงแล้วนั้น เค้าเป็นซามูไรหรือแค่ผู้รับใช้ข้างกายโชกุนโนบุนางะกันนะ?
ไหนๆ ก็ไหนๆ วันนี้เราจึงอยากชวนคุณให้มาทำความรู้จักกับซามูไรชาวต่างชาติอีก 3 คนที่เคยมีบันทึกในญี่ปุ่นกันหน่อยดีกว่า มาดูซิว่าพวกเขาต้องทำอะไรถึงจะคว้าตำแหน่งซามูไรมาครองกันได้นะเออ!
Henry Schnell – ซามูไรปืนกล

เฮนรี ชเนลล์ ถือกำเนิดในช่วงราวต้นทศวรรษ 1830 เขาคือชายหนุ่มเชื้อสายดัชต์ที่เติบโตขึ้นในอินโดนีเซียและสามารถสื่อสารภาษามาเลเซียได้ ช่วงหนึ่งเขามีโอกาสเข้าไปรับราชการในกองทัพรัสเซีย และมีโอกาสได้เดินทางมายังประเทศญี่ปุ่นเพื่อหวังจะทำการขายอาวุธปืนที่เหลือจากสงครามกลางเมืองในอเมริกาช่วงราวปี 1860 ซึ่งเป็นช่วงเวลาพอดิบพอดีก่อนที่สงคราม Boshin ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการโค่นล้มโชกุนโทกุงาวะและฟื้นฟูอำนาจขององค์จักรพรรดิ์จะเริ่มขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1868 – 1869 โดยในระหว่างนั้น เฮนรีกลายเป็นที่ปรึกษาให้กับเจ้าเมือง Nagaoka ใน Niigata และมีการขายอาวุธปืนหลายประเภทให้กับเจ้าเมืองนากาโอกะและแคว้น Aizu ก่อนจะได้ย้ายไปทำหน้าที่ครูฝึกการใช้อาวุธปืนที่แคว้นไอซุอย่างจริงจังในเวลาต่อมา และนั่นทำให้เขามีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับ Matsudaira Katamori เจ้าเมืองไอซุ จนถึงกับมีการตั้งชื่อภาษาญี่ปุ่นให้เขาว่า Hiramatsu Buhei นอกจากนั้น เฮนรียังได้รับมอบบ้าน ที่ดิน และสิทธิ์ในการพกดาบ ซึ่งนับเป็นคุณสมบัติจำเป็นครบถ้วนของการเป็นซามูไร
ภายหลังจากสงครามสิ้นสุดลง เฮนรีได้พาภรรยาชาวญี่ปุ่นและครอบครัวซามูไรอีกจำนวนหนึ่งเดินทางไปตั้งรกรากในแคลิฟอร์เนีย แต่ว่ากันว่ากิจการฟาร์มไหมและไร่ชาของเขานั้นกลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า และหลังจากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็หายไปโดยไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย
Giuseppe di Chiara – จากนักบวชสู่ซามูไร

(From Movie “Silence, 2016”)
จูเซปเป ดิ เคียร่า เป็นมิชชันนารีซึ่งเดินทางเข้ามาสู่แดนอาทิตย์อุทัยในช่วงราวปี ค.ศ.1643 โดยภารกิจของเขาคือการตามหา Cristóvão Ferreira นักบวชซึ่งเดินทางมาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่นก่อนหน้า แต่กลับถูกลงโทษอย่างโหดร้ายด้วยวิธี Tsurushi ซึ่งเป็นบทลงโทษที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อทำลายล้างความเชื่อต่างศาสนาของเหล่าบรรดาผู้ทำหน้าที่เผยแพร่ทั้งหลายในยุคที่ศาสนาคริสต์ยังเป็นเรื่องต้องห้ามในญี่ปุ่น
แน่นอนว่าเคียร่าก็ไม่สามารถรอดพ้นการลงโทษเช่นเดียวกันไปได้ และหลังจากรอดพ้นจากการถูกทรมาน เขาก็ยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านโดยถูกสั่งกักบริเวณไว้ พร้อมกับต้องทำหน้าที่ในการคอยสอดส่องไม่ให้มีการนำศาสนวัตถุทางคริสต์ศาสนาเข้ามาในญี่ปุ่นอีกด้วย
เคียร่าได้ทำการสร้างครอบครัวกับภรรยาม่ายของ Okamoto Sanemon ซามูไรซึ่งโดนลงโทษสั่งให้ประหารชีวิต แต่เนื่องจากโอคาโมโตะไม่เคยได้รับคำสั่งให้ถูกปลดจากการเป็นซามูไร จึงว่ากันว่าการแต่งงานกับภรรยาม่ายของเขาทำให้เคียร่านั้นได้ตำแหน่งซามูไรของโอคาโมโตะสืบต่อไปโดยปริยาย ซึ่งในภายหลัง เคียร่าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นข้ารับใช้ของ Tokugawa Iemitsu และได้รับตำแหน่งเป็นผู้ตรวจราชการหรือ Metsuke ในเวลาต่อมา จึงมีหลายเสียงลงความเห็นกันว่านี่คืออีกหนึ่งซามูไรต่างด้าวซึ่งได้โอกาสในการรับราชการในญี่ปุ่น (แบบไม่ค่อยเต็มใจ) เท่าไหร่นั่นเอง
Ran Kaiei – ซามูไรจีนหนึ่งเดียวในหน้าประวัติศาสตร์

(7th Generation)
ในช่วงราวปี ค.ศ.1644 ประเทศจีนเกิดความวุ่นวายทั้งจากภัยแล้ง ภาวะความอดอยาก และการล่มสลายของรัฐบาล จนทำให้เกิดการล้มล้างราชวงศ์หมิงในเวลาต่อมา ทำให้รันเล็งเห็นแล้วว่าการอยู่ในประเทศจีนต่อไปอาจจะไม่ได้ส่งผลดีแก่เขาซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่เป็นข้าราชการระดับสูงในยุคนั้น เขาจึงได้ทำการวางแผนหนีข้ามพรมแดนทางทะเลไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยได้มาขึ้นฝั่งที่แคว้น Satsuma ใน Kyushu ซึ่งในขณะนั้นญี่ปุ่นอยู่ในยุคที่ถูกโดดเดี่ยวโดยไม่มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาตินอกเหนือจากในบริเวณท่าเรือที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ข้อห้ามนี้กลับไม่ได้มีการบังคับใช้ในบริเวณเกาะโอกินาวาหรืออาณาจักรริวกิวซึ่งถือเป็นรัฐบริวารของประเทศจีนในขณะนั้นแต่อย่างใด ทำให้พื้นที่ของอาณาจักรริวกิวกลายเป็นเพียงจุดเดียวของญี่ปุ่นซึ่งทำการติดต่อค้าขายกับต่างชาติอย่างประเทศจีนได้ และนั่นทำให้ผู้คนซึ่งสามารถสื่อสารภาษาจีนหรือรู้จักวัฒนธรรมจีนเป็นอย่างดีกลายเป็นบุคคลซึ่งเป็นที่ต้องการ
เมื่อรันมุ่งหน้าไปถึงอาณาจักรริวกิว จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะได้รับการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีจากเหล่าขุนนางแห่ง Satsuma ซึ่งยึดครองพื้นที่ส่วนนั้นอยู่ รันได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประเมินคุณภาพสินค้า เจรจาต่อรองค้าขายในนามตัวแทนแคว้น และดูแลความสัมพันธ์ด้านการทูตระหว่างสองประเทศ ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่ทั้งหมดได้เป็นอย่างดีโดยไม่มีขาดตกบกพร่อง จนได้รับตำแหน่ง เงินเดือน และสิทธิ์ในการพกดาบสองเล่ม ซึ่งทำให้เขาได้กลายเป็นซามูไรโดยสมบูรณ์ อีกทั้งยังกลายเป็นซามูไรชาวจีนคนแรกและคนเดียวในหน้าประวัติศาสตร์ แถมยังได้รับสิทธิ์ให้เลือกใช้นามสกุลภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเขาตัดสินใจเลือกนามสกุล Kawaminami และกลายเป็นที่รู้จักในนาม Kawaminami Genbei ในเวลาต่อมา โดยเขาได้มีบทบาทสำคัญในการทำให้แคว้น Satsuma กลายเป็นแคว้นที่มั่งคั่งและทรงอำนาจ จนกลายมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการฟื้นฟูระบอบจักรพรรดิและวางรากฐานประชาธิปไตยของญี่ปุ่นในเวลาต่อมาอีกด้วย
และนี่คือเรื่องราวของ 3 ชาวต่างชาติที่ก้าวเข้ามามีบทบาทหน้าที่ซามูไรในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นฐานันดรอันเป็นที่นับหน้าถือตาและมีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์แดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งเรื่องราวของบางคนเคยมีโอกาสได้ไปปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูดด้วยน้า ใครเคยผ่านตาเรื่องไหนมาบ้าง อย่าลืมมาเม้าท์ให้ฟังกันหน่อยเน้อ
เรื่องแนะนำ :
– 13 เรื่องจริงของฟูจิ ที่คุณอาจไม่เคยรู้
– 12 ราศีสไตล์ Nintendo – คุณเป็นใครในจักรวาลเกมสุดคลาสสิก ‘Super Smash Bros’?
– 12 สวนสวยญี่ปุ่นแบบไม่ซ้ำใคร ชอบดอกไม้ก็ฟิน ชอบถ่ายรูปเช็คอินก็ฉ่ำใจ
– สยองผีญี่ปุ่น : อินุกามิ
– จากอดีตถึงปัจจุบัน กับวัฒนธรรมการนอกใจในญี่ปุ่น
– Harikuyo – อาบน้ำรวมกัน มันเป็นยังไง…ไปเรียนรู้เรื่องราวของ Konyoku กัน
ข้อมูลอ้างอิง:
– https://www.tokyoweekender.com/
– https://www.facebook.com/groups/212076278963321/posts/1709676249203309/
– https://www.corrierenerd.it/
– https://zh.wikipedia.org/
#รู้จักกับ 3 ซามูไรที่ไร้เลือดญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง


