อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ
เนื่องจากวันที่ 21 กันยายนนี้เป็นวันอัลไซเมอร์โลก ผมเห็น เกตุวดีโพสต์เรื่องของชมรมสมองใสใจสบายของโรงพยาบาลจุฬาฯ เชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันบันทึกความทรงจำที่ดีของตัวเองก่อนที่เราจะลืม ด้วยการบอกเล่า “ความทรงจำที่ดีที่สุด ที่เป็นเรื่องราวที่ไม่อยากลืมเลือน” ลงในช่องทางโซเชียลมีเดียของตัวเอง ในรูปแบบใดก็ได้

“เด็กชายเวธิต เลขที่ 22 ได้ สามสิบคะแนนเต็ม เอ้า… ปรบมือหน่อย”
และผมก็ชูมือ ร้องว่า โกลลลลล พร้อมกับเอากำปั้นทุบอกตัวเองแสดงว่าความสะใจ
ผมเล่าเรื่องนี้ให้พ่อและแม่ของผมฟังตอนผมอายุสิบต้นๆ ว่าตัวเราเก่งเลขแค่ไหน ที่ได้คะแนนเต็มคนเดียวของห้อง พ่อแม่ของผมปราม ยิ่งพ่อของผม ท่านทำงานที่โตโยต้า บริษัทญี่ปุ่น บอกผมว่าจะทำอะไรให้คิดถึงความรู้สึกผู้อื่น เพื่อนๆ ใครๆ ก็หมั่นไส้ อย่าไปแสดงออกแบบนี้ (ถ้าสมัยนี้คงเรียกว่า อย่าเล่นใหญ่)
แต่มีผู้หญิงคนนึง… เธอชื่อสุรีย์ แซ่ฉั่ว ผมจำไม่ได้ว่าคนอื่นๆ ในบ้านหรือในซอยเรียกเธอว่าอะไร แต่ผมเรียกผู้หญิงคนนี้ว่า อาม่า …
อาม่าพูดในสิ่งที่ต่างออกไป “ถ้าเรามีความสุข ตะโกนมันออกมาเลย ปล่อยมันออกมาเลย ไม่มีใครที่ตายเพราะความสุข แต่มีคนตายเพราะความทุกข์มากมาย”
ในตอนนั้นผมก็ไม่คิดอะไร ก็แค่รู้สึกดีที่มีอาม่า คนที่เรารักที่สุดเข้าข้างเราแบบนี้
7 ตุลาคม กว่ายี่สิบปีที่แล้ว ผมเดินขึ้นบันไดชั้นสามของบ้านอาม่า ผมเรียกอาม่า เสียงของอาม่าฟังไม่เป็นคำ ผมรู้ว่ามีเรื่องผิดปกติ… แต่ด้วยความเป็นเด็กแค่ 13 ผมไม่รู้ว่านั่นคืออาการหลอดเลือดในสมองแตก ผมแบกเอาอาม่ามานั่งตรงบันไดข้างห้องน้ำเกือบห้านาที ลูกพี่ลูกน้องของผมตบหน้าอาม่าเพราะนึกว่าจะช่วยให้อาม่าได้สติ บอกตามตรง.. ผมละอายกับความเขลา กับวิธีการจัดการปัญหาของตัวเองในวัยนั้นจริงๆ ผมควรจะฉลาดและรอบรู้เรื่องอะไรเหล่านี้มากกว่าแค่คิดเลข
ท้ายสุดอาม่าถูกนำส่ง รพ หลังจากเวลาที่ผมเจอกว่าสองสาม ชม… อาม่าสลบไปสามวัน และตื่นขึ้นพร้อมกับเป็นอัมพาตครึ่งตัว
17 ตุลา 2539 วันที่ผมกลัวที่สุดในชีวิตตั้งแต่จำความได้.. คือผมกลัวว่าจะเสียคนที่เราบอกรักที่สุดไป และวันนั้นก็มาถึง สัญญาทั้งหมดที่ผมเคยให้กับอาม่าว่า วันรับปริญญาผมจะอุ้มอาม่าขึ้นเวทีไปรับปริญญา วันแต่งงานผมจะให้อาม่านั่งหน้าเวที ที่นั่งที่ดีกว่าพ่อแม่ตัวเอง ทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้น
ที่ตราตรึงกว่านั้นคือ 16 ตุลาก่อนอาม่าเสียหนึ่งวัน แม่ของผมกลับมาจากที่เยี่ยมอาม่า ด้วยสีหน้าที่แบบ… เด็กวัยสิบสามเห็นแล้วก็รู้ว่านี่คือใบหน้าของคนหมดหวัง และทุกข์ทรมาน
แม่เช็ดรองเท้า พูดว่า “แกจะได้ใส่เดินสบายๆ” ผมตอบทันทีว่า อ้าว อาม่ายังจะกลับมาเดินได้เหรอครับ หมอบอกเหรอ ทั้งๆ ที่ผมแม่งรู้อยู่เต็มอก ว่าเขากำลังพูดถึง ให้อาม่า เดินสบายๆ ในโลกหน้า…
และเช้าของวันที่ 17 ข่าวร้ายก็มาเยือน อาม่าหญิงที่ผมรักที่สุดตั้งแต่ผมจำความได้ เสียชีวิตเพราะติดเชื้อน้ำท่วมปอด อัมพาตไม่ได้ฆ่าอาม่า แค่เพราะครอบครัวของเรามีเงินน้อยเกินไปที่จะให้อาม่าอยู่ในโรงพยาบาลและเตียงที่ดีกว่านี้ ผมยังจำได้เลย อาม่าตายที่เตียงเบอร์ 27 รพ. รามาฯ มันเป็นห้องรวม พัดลม ผู้ป่วยนอนรวมกันเกือบร้อย อาม่าอยากดูละครเรื่อง อีสาวอันตราย แต่ห้องแบบนั้นจะมีทีวีไหมล่ะ แม่ของผมก็น่ารักและพยายามที่สุดเท่าที่ทำได้คือ ไปซื้อวิทยุ เล็กๆ เปิดเสียงให้อาม่าฟัง ผมจำได้แม่ของผมตบวิทยุตั้งหลายทีให้มันรับคลื่น… และให้เสียงของละครดังพอให้อาม่าได้ยินก็ยังดี ถึงไม่มีภาพ และพอสามทุ่มพยาบาลบอกให้แม่ของผมกลับบ้านได้แล้ว ทั้งๆ ที่ละครเพิ่งเล่นได้แค่สามสิบนาทีเพราะหมดเวลาเยี่ยมแล้ว แค่คนป่วยที่อยากดูละคร เรายังไม่มีปัญญาจะหาให้เลย…
มีคนเล่าว่า อาม่าอ้วกออกมาก่อนเสีย พอตัวเย็น หัวใจหยุดเต้น หมอตัวเท่าหมีควาย กระโดดขึ้นมาปั๊มหัวใจอาม่า มะม้าบอกว่าเป็นภาพที่แย่ที่สุด… แม่ของผมร้องไห้ ที่เห็นอาม่าอาเจียนออกมา หมอยังปั๊มหัวใจ ภาพยังกับเห็นคนสูบลมใส่เข้าในยางที่ขาดเหลือแค่ครึ่งเส้น แม่ผมบอกในงานศพว่า อาม่าจากไปแบบไม่สบายเลย เธอน่าจะเจ็บมาก

สุรีย์ แซ่ฉั่ว จากโลกนี้ไป โดยยังกับประชดกับคำพูดของเธอเอง เธอเป็นหนึ่งในคนที่ต้องตาย โดยต้องกอดความทุกข์และเจ็บปวดจนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต…
บังเอิญเหลือเกินที่เห็นว่าทาง marumura มีแชร์ข่าวว่าญี่ปุ่นเปิดให้บริการเยี่ยมหลุมศพออนไลน์ รวมถึงสามารถจัดพิธีรำลึกวันครบรอบการจากไปบนโลก Metaverse อีกทั้งทางผู้ให้บริการยังวางแผนที่จะพัฒนา AI เพื่อช่วยให้สามารถสนทนากับผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วได้

ผู้เขียนพอโตถึงวัยนึง ก็เพิ่งมาคิดได้ ตัวเราเองควรจะโทษตัวเอง ซะบ้าง
ถ้าเรารู้ปัญหาเร็วกว่านี้ เราต้องช่วยอาม่าได้ดีกว่านี้แน่ๆ
ถ้าเราหรือครอบครัว มีเงินมากกว่านี้ อาม่าอย่างน้อยก็น่าจะตายอนาถาน้อยกว่านี้
ถ้า Metaverse มีจริง ผมควรเข้าไปขอโทษอาม่าบ้าง
นี่เขียนมาถึงขนาดนี้ทั้งๆ ที่ ชมรมสมองใสใจสบาย อุตส่าห์บอกให้เขียนเรื่องราวความทรงจำที่ดีก่อนจะลืม ผมดันเขียนเรื่องที่หม่นที่สุดซะได้…
แต่สิ่งที่ผู้เขียนอยากบอกผู้อ่านทุกท่าน และเป็นส่วนที่ดีที่สุดที่ผมยังจำได้ที่อาม่าคนนี้สอนให้ผม
“หากเธอมีความสุข จงดื่มด่ำ จงแสดงออกมา จงจดจำความสุขนั้น แบบไม่ต้องไปกลัวคนอื่นจะหมั่นไส้ ไม่มีใครตายเพราะสำลักความสุข”
เพราะความสุขไม่เคยจีรัง
ณ กรุงโตเกียว อาจารย์ โมตาอิ ประกาศคะแนนวิชาเลขของผม “เวธิตโตะคุง 100 เทน” (点 เทน แปลว่า คะแนน) มันคือคะแนนเต็มร้อย และนั่นคือคะแนนโคตรสำคัญที่ทำให้ผม ได้เข้าสู่มหาวิทยาลัยโตเกียว สถาบันการศึกษาที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น และในเอเซีย (ในขณะนั้น)
ผมไม่ได้ตะโกนหรือทุบหน้าอกตัวเองแบบเด็กๆ แต่ผมอิ่มเอมและมีความสุขกับคะแนนที่ได้เต็ม แบบที่อาม่าสอนไว้เลย
21 กันยายน วันอัลไซเมอร์โลก… ถ้าเรื่องที่อยากลืมเราดันจำได้ งั้นก็ขอให้อย่าลืมเลือนความทรงจำที่ดีที่สุดไปเลย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง >>
– Olympic Series – แด่ดวงดารา
– Olympic Series – นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…?
– Olympic Series – หนึ่งกระบวนท่า เพื่อเป็นหนึ่งในปฐพี
– ดูเสื้อนักกีฬาโอลิมปิก แล้วหันมาย้อนดูเจแปน
– 鏡 KAGAMI เรื่องเล่าบนกระจก
อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ


