MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 4 : มิตซูบิชิในสงคราม
ย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ประเทศญี่ปุ่นเริ่มก้าวเดินด้วยฝีเท้าหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ จากประเทศเกษตรกรรมที่เพิ่งเปิดประเทศในยุคเมจิ (Meiji / 明治) สู่การเป็นอุตสาหกรรมที่มีโรงงาน เสียงเครื่องจักร และควันจากปล่องเหล็กเป็นภาพของความรุ่งเรือง เมืองนางาซากิ (Nagasaki / 長崎) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นท่าเรือเล็กๆ ที่มีแต่เรือไม้และโกดังเก็บของ กลับค่อยๆ เต็มไปด้วยอู่ต่อเรือขนาดใหญ่และแรงงานนับหมื่นคนที่ทำงานภายใต้สัญลักษณ์สามเพชรของ “มิตซูบิชิ” (Mitsubishi / 三菱)
หลังจากอิวาซากิ ฮิซะยะ (Iwasaki Hisaya / 岩崎 久弥) ขึ้นมาบริหารบริษัทต่อจากบิดา เขาได้เปลี่ยนมิตซูบิชิให้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ ตั้งแต่เหมือง ถ่านหิน เหล็กกล้า ไปจนถึงการผลิตเรือรบและเครื่องจักรกลหนัก กิจการภายใต้ชื่อ มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรีส์ (Mitsubishi Jūkōgyō / 三菱重工業) ได้กลายเป็นหัวใจหลักของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในช่วงต้นศตวรรษ
ปี 1894 ญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง (Nisshin Sensō / 日清戦争) มิตซูบิชิในฐานะผู้ผลิตเรือรายใหญ่ของประเทศ ได้รับหน้าที่ต่อเรือรบและเรือขนส่งให้กับกองทัพญี่ปุ่นหลายลำ เรือเหล็กที่สร้างขึ้นจากโรงต่อเรือนางาซากิแล่นออกจากอ่าวไปพร้อมธงอาทิตย์อุทัยที่สะบัดไหวกลางลมทะเล เสียงหวูดเรือในวันนั้นคือสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ของอุตสาหกรรมญี่ปุ่น
หลังสงคราม มิตซูบิชิเติบโตอย่างรวดเร็ว รัฐบาลเมจิพึ่งพากลุ่มอุตสาหกรรมเอกชนมากขึ้นในการสร้างเรือ เครื่องจักร และระบบขนส่ง ฮิซะยะจึงเร่งปรับโรงต่อเรือนางาซากิให้เป็นศูนย์เทคโนโลยีเรือเหล็กที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย วิศวกรจากอังกฤษและเยอรมนีเดินทางมาถ่ายทอดความรู้ ขณะที่ช่างญี่ปุ่นรุ่นใหม่เริ่มเข้าใจกลไกของเรือกลขนาดใหญ่ด้วยตนเอง
ปี 1904 ญี่ปุ่นเผชิญกับสงครามรัสเซีย–ญี่ปุ่น (Nichiro Sensō / 日露戦争) ซึ่งเป็นสงครามสมัยใหม่ครั้งแรกในเอเชีย มิตซูบิชิถูกเรียกตัวอีกครั้งให้ต่อเรือรบรุ่นใหม่ให้กองทัพญี่ปุ่น เครื่องเสียงค้อนเหล็กดังตลอดทั้งวันทั้งคืนในโรงต่อเรือ วิศวกรและแรงงานทำงานแข่งกับเวลาเพื่อสร้างเรือที่จะแข่งขันกับมหาอำนาจยุโรป การชนะสงครามครั้งนั้นทำให้โลกยอมรับว่าญี่ปุ่นก้าวสู่การเป็นประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรม และชื่อ “มิตซูบิชิ” ก็ถูกกล่าวถึงพร้อมกับคำว่า “พลังของชาติ”
เมื่อสงครามสิ้นสุด ญี่ปุ่นเริ่มมีความมั่นใจในเทคโนโลยีของตนเอง มิตซูบิชิจึงขยายธุรกิจไปสู่การผลิตเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า และรถยนต์ต้นแบบ ปี 1917 โรงต่อเรือมิตซูบิชิได้สร้างรถยนต์รุ่นแรกของญี่ปุ่น “มิตซูบิชิ โมเดล-เอ (Mitsubishi Model-A)” รถซีดานคันงามที่ประกอบด้วยมือทุกขั้นตอน แม้จะผลิตเพียงไม่กี่สิบคัน แต่ถือเป็นก้าวแรกของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นอย่างแท้จริง
ต่อมาในยุคไทโช (Taishō Jidai / 大正時代) ญี่ปุ่นเติบโตอย่างรวดเร็วตามกระแสเศรษฐกิจโลก มิตซูบิชิกลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ มีทั้งธนาคาร ประกันภัย เหมือง และโรงงานอุตสาหกรรมหนักขนาดใหญ่ เครือข่ายการค้าของบริษัทขยายไปถึงจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่ความรุ่งเรืองในช่วงสั้นๆ นั้นค่อยๆ เปลี่ยนทิศ เมื่อโลกเริ่มเข้าสู่ยุคทหารนิยม (Gunji Shugi / 軍事主義) ในช่วงทศวรรษ 1930 มิตซูบิชิในฐานะกลุ่มอุตสาหกรรมรายใหญ่ของประเทศ ถูกดึงเข้าไปมีบทบาทในโครงการของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โรงงานหลายแห่งเริ่มผลิตยุทโธปกรณ์ เครื่องบิน และเรือรบให้กับกองทัพญี่ปุ่น

Mitsubishi Zero / 零式艦上戦闘機
ภายใต้บริษัท มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรีส์ วิศวกรได้สร้างเครื่องบินรบที่กลายเป็นตำนานของสงครามโลกครั้งที่สอง “มิตซูบิชิ เซโร่ (Mitsubishi Zero / 零式艦上戦闘機)” เครื่องบินขับไล่ที่มีน้ำหนักเบา ความคล่องตัวสูง และระยะบินไกลที่สุดในโลกในขณะนั้น เสียงเครื่องยนต์ของมันเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งของญี่ปุ่นในสมรภูมิแปซิฟิก แต่ก็เป็นเสียงเดียวกันที่สะท้อนถึงความสูญเสียอันใหญ่หลวงของมนุษยชาติ
โรงงานของมิตซูบิชิหลายแห่งถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักในช่วงสงคราม โดยเฉพาะโรงต่อเรือนางาซากิที่ได้รับความเสียหายรุนแรงหลังการทิ้งระเบิดปรมาณูในเดือนสิงหาคม ปี 1945 เมืองทั้งเมืองกลายเป็นเถ้าถ่าน ควันสีดำปกคลุมท้องฟ้าเหนือท่าเรือที่ครั้งหนึ่งเคยเปล่งแสงจากเหล็กกล้าและไอน้ำ
หลังสงครามสิ้นสุด ญี่ปุ่นยอมแพ้ และกองกำลังสัมพันธมิตรเข้ามาปกครองประเทศ นโยบายแรกของฝ่ายสัมพันธมิตรคือการ “ยุบกลุ่มซาอิบัตสึ (Zaibatsu / 財閥)” เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนใหญ่มีอำนาจทางเศรษฐกิจมากเกินไป มิตซูบิชิถูกแยกออกเป็นบริษัทอิสระหลายแห่ง ธนาคาร โรงต่อเรือ โรงงาน และบริษัทการค้าต่างแยกจากกันโดยสิ้นเชิง ตระกูลอิวาซากิซึ่งเป็นเจ้าของต้องถอนตัวจากการบริหาร
สัญลักษณ์สามเพชรที่เคยประดับอยู่บนเรือ เครื่องบิน และอาคารทั่วประเทศหายไปจากสายตาผู้คน เหลือเพียงซากอาคาร โรงงานที่เงียบงัน และแรงงานที่สูญเสียบ้านและครอบครัว ชื่อ “มิตซูบิชิ” ถูกกลืนหายไปพร้อมกับความพ่ายแพ้ของชาติ
แต่ท่ามกลางซากปรักหักพังและเถ้าถ่านของสงคราม ยังคงมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่เชื่อว่า “สามเพชรจะกลับมาส่องแสงอีกครั้ง” อดีตพนักงานของมิตซูบิชิหลายพันคนกลับไปช่วยกันซ่อมแซมโรงงานเล็กๆ ที่ยังเหลืออยู่ในนางาซากิและโตเกียว พวกเขาไม่มีเงินทุน ไม่มีอุปกรณ์ครบครัน แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยสูญหายไป คือจิตวิญญาณของการสร้าง
หลังจากความเงียบงันของสงคราม ญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ และชื่อของมิตซูบิชิก็เริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้งทีละน้อย จากเศษเหล็กที่หลอมละลายในเปลวไฟแห่งสงคราม บางสิ่งกำลังจะถือกำเนิดขึ้นใหม่อีกครั้ง
เรื่องแนะนำ :
– MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 3 : ทายาทอิวาซากิ กับอาณาจักรใหม่
– MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 2 : ขยายปีกสู่ทะเลและเหมือง
– MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 1 : จุดเริ่มต้นสามเพชร
– “ฟูจิวาระ : ตระกูลผู้ครองเงาราชสำนักญี่ปุ่น” ตอนที่ 8 มรดกแห่งฟูจิวาระ ผู้ครองเงาตลอดกาล
– “ฟูจิวาระ : ตระกูลผู้ครองเงาราชสำนักญี่ปุ่น” ตอนที่ 7 จากผู้ครองเงา สู่บทบาทใหม่หลังเวที
– “ฟูจิวาระ : ตระกูลผู้ครองเงาราชสำนักญี่ปุ่น” ตอนที่ 6 ปลายอำนาจในยุคเฮอัน ความรุ่งเรืองที่กำลังโรยรา
ขอบคุณรูปภาพ :
https://warfarehistorynetwork.com/article/the-rise-and-fall-of-the-japanese-zero/
MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 4 : มิตซูบิชิในสงคราม


