MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 2 : ขยายปีกสู่ทะเลและเหมือง
หลังจากที่ อิวาซากิ ยะตะโร (Iwasaki Yatarō / 岩崎 弥太郎) ได้วางรากฐานกิจการเดินเรือมิตซูบิชิ (Mitsubishi Shōkai / 三菱商会) จนกลายเป็นชื่อที่รัฐบาลเมจิ (Meiji / 明治) วางใจให้เป็นผู้ขนส่งหลักของชาติ เขาเริ่มมองเห็นว่าการเดินเรือเพียงอย่างเดียว ไม่อาจทำให้บริษัทเติบโตไปไกลกว่านี้ได้อีก ทะเลคือประตูแห่งการค้า แต่ “พลังของแผ่นดิน” ต่างหากที่เป็นเชื้อเพลิงให้ประเทศก้าวเดินไปข้างหน้า
ยะตะโรมองออกว่า หากญี่ปุ่นต้องการเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรม จำเป็นต้องควบคุมทรัพยากรของตนเองให้ได้ เขาจึงเริ่มขยายกิจการจากการเดินเรือสู่ธุรกิจ “เหมืองถ่านหิน” ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลกในเวลานั้น
ปี 1881 มิตซูบิชิได้เข้าซื้อกิจการ เหมืองถ่านหินทาคาชิมะ (Takashima Tankō / 高島炭鉱) ที่เมืองนางาซากิ (Nagasaki) ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นเหมืองขนาดกลางที่ทำงานด้วยแรงงานคนและเครื่องมือพื้นบ้าน ยะตะโรนำแนวคิดใหม่มาใช้ เขาจ้างวิศวกรจากต่างประเทศ นำเครื่องจักรไอน้ำและระบบระบายอากาศแบบอังกฤษเข้ามาใช้ ทำให้การผลิตเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวภายในไม่กี่ปี เหมืองถ่านหินนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญของกิจการมิตซูบิชิ เพราะถ่านหินไม่เพียงใช้กับเรือกลไกของบริษัท แต่ยังขายให้กับโรงงานและกองทัพเรือญี่ปุ่นด้วย
ภาพเหมืองในยุคนั้นเต็มไปด้วยเสียงเครื่องจักร เสียงลมหายใจของแรงงานที่ขุดถ่านหินอยู่ลึกใต้พื้นดิน และกลิ่นของเหงื่อผสมฝุ่นถ่านที่อบอวลไปทั่ว เมื่อมองขึ้นไปจากปากอุโมงค์จะเห็นควันสีเทาลอยขึ้นสู่ฟ้า ควันนั้นคือสัญลักษณ์ของ “ยุคใหม่แห่งอุตสาหกรรมญี่ปุ่น” ที่เพิ่งเริ่มต้น
การขยายธุรกิจของมิตซูบิชิไม่ได้หยุดแค่เหมืองเท่านั้น ยะตะโรหันมาพัฒนาโรงต่อเรือของบริษัท ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง ในปี 1884 เขาเช่า โรงต่อเรือนางาซากิ (Nagasaki Zōsensho / 長崎造船所) จากรัฐบาลญี่ปุ่น โรงต่อเรือแห่งนี้เคยอยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพ และเป็นฐานสำคัญของเทคโนโลยีเรือเหล็กในยุคแรกของประเทศ

ยะตะโรมองเห็นศักยภาพของสถานที่นี้ทันที เขาปรับปรุงอาคาร ติดตั้งเครื่องจักรใหม่ และเชิญผู้เชี่ยวชาญจากอังกฤษมาช่วยถ่ายทอดเทคนิคการต่อเรือเหล็ก ซึ่งในเวลานั้นถือว่าเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดในเอเชีย โรงต่อเรือนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมต่อเรือญี่ปุ่น และต่อมาได้พัฒนาเป็นบริษัท มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรีส์ (Mitsubishi Heavy Industries / 三菱重工業) ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

การที่มิตซูบิชิขยายธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมหนัก ไม่ได้เป็นเพียงการมองหากำไร แต่คือการตอบสนองต่อแนวคิด “สร้างชาติด้วยอุตสาหกรรม” (Kokusan Kōgyō / 国産工業) ซึ่งรัฐบาลเมจิส่งเสริมอย่างจริงจัง ประเทศต้องการผู้ผลิตเหล็ก ถ่านหิน และเรือเพื่อสร้างกองทัพที่แข็งแกร่ง และยะตะโรเข้าใจเป้าหมายนั้นดี เขาสามารถประสานผลประโยชน์ของรัฐกับเอกชนอย่างแยบยล รัฐบาลต้องการอุตสาหกรรม ส่วนมิตซูบิชิต้องการโอกาสในการเติบโต ทั้งสองจึงเกื้อหนุนกันอย่างแน่นแฟ้น
ในเวลานั้น กิจการของมิตซูบิชิเติบโตอย่างรวดเร็ว บริษัทมีเรือกว่า 60 ลำ และควบคุมเส้นทางเดินเรือกว่า 70% ของประเทศ กิจการเหมืองให้ผลผลิตถ่านหินปีละนับหมื่นตัน ส่วนโรงต่อเรือก็เริ่มผลิตเรือเหล็กขนาดใหญ่ส่งให้กับรัฐบาลและบริษัทเอกชนอื่นๆ
ท่าเรือนางาซากิในยุคเมจิจึงเต็มไปด้วยเสียงหวูดเรือ ควันไอน้ำ และแรงงานนับพันที่สวมชุดผ้าฝ้ายสีเข้ม เดินขวักไขว่ระหว่างกองเหล็ก เสาเรือ และท่อนไม้ขนาดมหึมา เมืองที่เคยเป็นเพียงประตูค้าขายกับต่างประเทศในยุคเอโดะ ค่อยๆ กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนักของญี่ปุ่น และหัวใจของการเปลี่ยนผ่านนี้คือ “มิตซูบิชิ”
ยะตะโรรู้ดีว่า ความสำเร็จในวันนี้ไม่อาจยั่งยืนหากไม่มีคนรุ่นต่อไป เขาเริ่มสอนให้น้องชายคือ อิวาซากิ ยะโนซุเกะ (Iwasaki Yanosuke / 岩崎 弥之助) เข้ามาช่วยบริหารธุรกิจ และเน้นการบริหารที่มีระบบมากขึ้น ยะโนซุเกะเป็นคนสุขุม รอบคอบ และมีความเข้าใจเรื่องการเงิน เขาคือผู้วางรากฐานของ “ระบบบริหารแบบกลุ่ม” ที่ต่อมาจะกลายเป็นโครงสร้างของกลุ่มบริษัทมิตซูบิชิ (Mitsubishi Zaibatsu / 三菱財閥)

ในยุคนี้เอง แนวคิดและค่านิยมขององค์กรเริ่มเป็นรูปธรรม ยะตะโรมักพูดกับพนักงานเสมอว่า
“ความซื่อสัตย์ต่อคำพูด สำคัญกว่าผลกำไรในวันนี้ ความไว้ใจของลูกค้าคือทุนของเราในวันพรุ่งนี้”
ปรัชญานี้กลายเป็นรากฐานของสิ่งที่ต่อมามิตซูบิชิเรียกว่า “สามหลักการ” (Sankoryō / 三綱領) คือ
- Shōki Hōkō (所期奉公) อุทิศตนเพื่อสังคม
- Shōji Kōmei (処事光明) ความเที่ยงตรง โปร่งใสในการทำธุรกิจ
- Ritsugyō Bōeki (立業貿易) การค้าขายอย่างมีคุณธรรมและเป็นประโยชน์ต่อโลก
แม้ยะตะโรจะจากโลกไปในปี 1885 ด้วยวัยเพียง 50 ปี แต่ในเวลานั้นเขาได้เปลี่ยนภาพของบริษัทเดินเรือเล็กๆ ให้กลายเป็นจักรวรรดิอุตสาหกรรมที่มีธุรกิจครอบคลุมทั้งการขนส่ง เหมืองแร่ และการผลิตหนัก มิตซูบิชิในปลายศตวรรษที่ 19 จึงไม่ได้เป็นเพียงบริษัทของคนญี่ปุ่น แต่เป็นสัญลักษณ์ของ “ประเทศญี่ปุ่นใหม่” ที่ลุกขึ้นยืนด้วยสองเท้าของตนเอง
เมื่อมองย้อนกลับจากยุคปัจจุบัน ควันสีเทาที่ลอยขึ้นจากปล่องเรือในนางาซากิวันนั้น ไม่ใช่เพียงไอร้อนของเครื่องจักร แต่คือสัญญาณแห่งการเริ่มต้นของยุคอุตสาหกรรมญี่ปุ่น และชื่อของผู้จุดไฟนั้น คือชายจากโคจิผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา…อิวาซากิ ยะตะโร
เรื่องแนะนำ :
– MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 1 : จุดเริ่มต้นสามเพชร
– “ฟูจิวาระ : ตระกูลผู้ครองเงาราชสำนักญี่ปุ่น” ตอนที่ 8 มรดกแห่งฟูจิวาระ ผู้ครองเงาตลอดกาล
– “ฟูจิวาระ : ตระกูลผู้ครองเงาราชสำนักญี่ปุ่น” ตอนที่ 7 จากผู้ครองเงา สู่บทบาทใหม่หลังเวที
– “ฟูจิวาระ : ตระกูลผู้ครองเงาราชสำนักญี่ปุ่น” ตอนที่ 6 ปลายอำนาจในยุคเฮอัน ความรุ่งเรืองที่กำลังโรยรา
– “ฟูจิวาระ : ตระกูลผู้ครองเงาราชสำนักญี่ปุ่น” ตอนที่ 5 รอยร้าวจากภายใน สู่ความท้าทายจากภายนอก
– “ฟูจิวาระ : ตระกูลผู้ครองเงาราชสำนักญี่ปุ่น” ตอนที่ 4 วรรณคดี ศิลปะ และความหรูหราแห่งราชสำนักเฮอัน
ขอบคุณรูปภาพ :
https://www.mhi.com/jp/company
https://www.weblio.jp/content/%E5%B2%A9%E5%B4%8E%E5%BC%A5%E4%B9%8B%E5%8A%A9
https://www.mhi.com/finance/mr2018/introduction/history.html
MITSUBISHI: จากพ่อค้าเดินเรือ สู่ตำนานสามเพชร ตอนที่ 2 : ขยายปีกสู่ทะเลและเหมือง


