นักสู้รุ่นจิ๋ว…ในญี่ปุ่น เด็กแต่ละคนจะได้รับการปลูกฝังเรื่องกีฬาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานทางด้านของยิมนาสติก การม้วนหน้า ม้วนหลัง ตีลังกา ล้อเกวียน เป็นพื้นฐานที่เด็กอนุบาลในญี่ปุ่นจะทำได้ตั้งแต่อายุประมาณ 3 ขวบ ในส่วนนี้ผมได้สอบถามทางอาจารย์ที่ไปสอนชั่วโมงพละที่ญี่ปุ่น พวกเขาบอกว่าสิ่งที่สำคัญในช่วงวัยเด็กก็คือการทำร่างกายให้ยืดหยุ่น
พาไปรู้จักสุดยอดนักสู้รุ่นจิ๋ว ที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังต้องอาย
เมื่อพูดถึงประเทศญี่ปุ่น นอกจากเรื่องของการ์ตูน เพลง หรือสถานที่ท่องเที่ยวมากมายแล้ว สิ่งที่ลืมไปไม่ได้ก็คือกีฬาศิลปะการต่อสู้ ที่ถือได้ว่าเป็นขนมธรรมเนียมที่มีมาช้านาน และฝังรากลึกอยู่ในสังคมอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม หลายท่านอาจจะเคยสงสัยว่า การปลูกฝังค่านิยมเรื่องการต่อสู้ เริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่? และมันน่าจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป?
ด้วยความที่ผมเองทำงานในสมาคมมวยปล้ำ และต้องประสานงานระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น ในเรื่องของความสัมพันธ์ทางศิลปะการต่อสู้มาเป็นเวลานาน จึงมีโอกาสได้เห็นวิธีคิดและมุมมองเกี่ยวกับการต่อสู้ ที่ต้องพูดได้ว่าต่างกับค่านิยมของคนไทยพอสมควร กล่าวคือในเมืองไทย อย่าว่าแต่กีฬาต่อสู้เลยครับ เอาแค่ชั่วโมงพละในโรงเรียนก็แทบจะให้ความสำคัญน้อยเหลือเกิน อย่างมากก็ให้เวลา 1 คาบ ซึ่งอาจกินเวลาแค่ 50 นาที ถึง 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ก็ไม่ได้เปิดโอกาสในด้านกีฬามากเท่าที่ควร คือต่อยอดได้ยาก หากไม่ใช่กีฬาที่มีลู่ทางวางเอาไว้ให้อย่างแท้จริง
แต่ในญี่ปุ่น เด็กแต่ละคนจะได้รับการปลูกฝังเรื่องกีฬาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานทางด้านของยิมนาสติก การม้วนหน้า ม้วนหลัง ตีลังกา ล้อเกวียน เป็นพื้นฐานที่เด็กอนุบาลในญี่ปุ่นจะทำได้ตั้งแต่อายุประมาณ 3 ขวบ ในส่วนนี้ผมได้สอบถามทางอาจารย์ที่ไปสอนชั่วโมงพละที่ญี่ปุ่น พวกเขาบอกว่าสิ่งที่สำคัญในช่วงวัยเด็กก็คือการทำร่างกายให้ยืดหยุ่น เพราะว่ามันจะช่วยให้ร่างกายสามารถรับแรงกระแทกได้มากขึ้น ซึ่งเมื่อมองดูลักษณะภูมิประเทศของญี่ปุ่นที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว อยู่บ่อยครั้งแล้ว การฝึกยิมนาสติกนอกจากจะทำให้รับการกระแทกต่างๆได้ดีแล้ว ยังจะช่วยในเรื่องของการทรงตัว ตลอดจนมีร่างกายที่พร้อมสำหรับเหตุการณ์ทุกรูปแบบ ซึ่งแม้มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่มันก็แสดงให้เห็นถึง “การเตรียมพร้อม” ในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตนเองอย่างแท้จริง

นอกจากในเรื่องของการฝึกพื้นฐานร่างกายแล้ว สิ่งที่เปิดโอกาสต่อมาก็คือเรื่องของ “ชมรม” ซึ่งต้องบอกว่าระบบชมรมแบบที่เราเห็นในการ์ตูนบ่อยๆ เป็นระบบที่จริงจังมาก และมีทัวร์นาเมนต์ การแข่งขันที่ยิ่งใหญ่มารองรับ เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้น และเป็นการสร้าง “แรงบันดาลใจ” และ “เป้าหมาย” ให้กับชีวิตของเด็ก ระบบชมรม จากประสบการณ์ที่ผมสัมผัส จะเริ่มตั้งแต่อายุประมาณ 3 ขวบ ซึ่งคนที่ผมรู้จักก็ได้เริ่มฝึก “ยูโด” และ “ยิมนาสติก” มาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ที่สำคัญ “เธอเป็นผู้หญิง” ครับ
ผมถามเธอว่าทำไมถึงเลือกมาเล่นกีฬาต่อสู้ แทนที่จะเป็นกีฬาอื่นๆที่มันจะป้องกันตัวเองได้ดีกว่า เธอบอกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอเกิดมาในครอบครัวที่ชอบดูกีฬาต่อสู้ แล้วมันก็ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าวันหนึ่งเราต้องเป็นคนที่อยู่ในทีวีและมี คุณพ่อคุณแม่มานั่งเชียร์ให้ได้ ดังนั้นการที่มาฝึกกีฬาต่อสู้ตั้งแต่ 3 ขวบ (เธอบอกว่าเธออยากฝึกเอง ไม่ได้มีคนบังคับใดๆทั้งสิ้น) เธอรู้สึกว่าบางทีการฝึกกีฬาแล้วมีร่างกายฟกช้ำ มันอาจจะดูน่าเกลียด แต่ส่วนหนึ่งมันก็เป็นความท้าทายของชีวิตที่น่าลองดูสักครั้ง นอกจากนี้ในมุมมองทางด้านสังคม คนญี่ปุ่น ชื่นชอบคนที่มีสภาวะของผู้นำ และทะเยอทะยาน เธอจึงอยากเป็นคนๆ นั้นที่แข็งแกร่งและเป็นผู้นำของครอบครัว

ผมเล่าให้เธอฟังว่าคนไทยไม่มีทักษะในด้านกีฬาเลย จนกระทั่งโตขึ้นมาและมีโอกาสได้เรียนมากขึ้น เธอบอกกับผมว่า เธอก็เคยพบเจอกับคนไทยหลายคนที่มาฝึกกีฬาที่ญี่ปุ่น แต่ปัญหาสำคัญก็คือ “ถ้า เราไม่ฝึกกีฬาหรือฝึกร่างกายของคนตั้งแต่เด็กๆ เด็กๆ ก็จะไม่รู้ว่าเขาชอบอะไร ดังนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องของพรสวรรค์ทันที เพราะปกติกีฬาจะจำกัดน้ำหนัก จำกัดรุ่น จำกัดอายุ ยิ่งโตไป เวลาก็ยิ่งเหลือน้อย แต่ในญี่ปุ่น เมื่อคุณฝึกกับมันตั้งแต่เด็ก พรสวรรค์ก็ไม่ใช่เรื่องหลักอีกต่อไป เพราะทันทีที่คุณรู้ว่าคุณรักกีฬาไหน คุณก็สามารถเลือกที่จะสู้กับมัน เต็มที่กับมัน พยายามหนักไปกับมัน โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มากขึ้น เหตุนี้เธอจึงคิดว่าโชคดีที่ได้ฝึกกีฬาตั้งแต่เด็ก และคิดว่าถ้าคนไทยมีโอกาสทางกีฬามากกว่านี้ก็คงจะดี”
ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณแม่ของเธอ ว่าทำไมถึงปล่อยให้ลูกมาเล่นกีฬาอันตรายแบบนี้ ทั้งยูโด (ตอน 3 ขวบ) และ มวยปล้ำตอนโตขึ้นมาคุณแม่บอกว่า “ไม่ใช่แค่ กีฬาเหล่านี้ที่อันตราย แต่ทุกอย่างก็อันตรายทั้งนั้น แต่คุณแม่คิดว่ากีฬา มันคือความอันตรายที่อยู่ในกรอบ และถ้าเธอปล่อยให้ลูกของเธอ เผชิญอันตราย ที่ยังมีกรอบป้องกันไว้รองรับ ลูกของเธอก็คงจะสามารถต่อสู้กับโลกจริงๆ ที่อันตรายแบบไร้กรอบ ได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าไรนัก”

นอกจากนี้เธอยังมองว่า จริงๆแล้วคนญี่ปุ่นก็อยากจะให้ลูกสาวของพวกเธอแข็งแกร่ง หรือมีอนาคตที่มั่นคง ซึ่งตรงนี้ผมสัมผัสจากประสบการณ์ว่า มีคนญี่ปุ่นหลายครอบครัว มองว่าพวกเขาไม่สามารถส่งลูกให้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ (คือพอจบไฮสคูล ก็คือจบกัน) ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นในการมองหาช่องทางสำหรับอนาคต และ “กีฬา” ก็คือหนึ่งในช่องทางที่จะทำให้อนาคตของพวกเขา มั่นคงได้อย่างแท้จริง และยิ่งเป็น “กีฬาต่อสู้” ที่ไม่ค่อยมีผู้หญิงแล้ว เธอมองว่าโอกาสในการเติบโตและมีชื่อเสียง จะมากกว่าช่องทางอื่นด้วยซ้ำ และที่สำคัญที่สุด “มันคือความสุขและเป็นสิ่งที่ลูกรักที่สุด” ดังนั้น มันจึงไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เธอจะห้าม และไม่มีความสุขไปกับมัน
ในตอนหน้า ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกับเธอ และสุดยอดนักสู้รุ่นจิ๋วคนอื่นๆ ที่เอาชนะทั้งผู้ชาย / ทำให้สนามใหญ่ๆอย่าง Korakuen Hall เต็ม และทำให้สื่ออย่าง BBC ต้องมาทำข่าวไปแล้ว !
ติดต่อพูดคุยกับผู้เขียนได้ทาง ทวิตเตอร์ @pumiiiiiiiiii ครับ


