คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
Last Samurai Standing: ผมว่าผมเห็น “ส่วนเสี้ยวหนึ่ง” ของ “ตัวผมเอง” ในพระเอกของเรื่องนี้นะ
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้กระผม Lordofwar Nick จะมาสปอยหนัง…จะบ้าเรอะ 5555
คือพอดีหลังจากที่ผมไม่มีเน็ตฟลิกซ์จะดูมาพักใหญ่ สุดท้ายเมื่อเดือนมีนาคมมานี้เองที่ผมกับเมียตัดสินใจสมัครสมาชิกแบบมีแอคเคาน์ของตัวเอง ให้ตายสิ ในที่สุดผมก็ได้ดู Last Samurai Standing จนได้ หลังจากที่ Mark ผู้ก่อตั้งยิม โค้ชคนแรกๆ ของผมบอกว่า ยูต้องดูนะ ไอเห็นยูฝึกฟันดาบซามูไร (เฮ้ มันเกี่ยวกันไหมเนี่ย 555)
เห…เอาจริงดิ
หลังจากที่ได้ดูแล้ว ผมอึ้งนะ
ทั้งๆ ที่พล็อตเรื่องแม่มไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่เลย สำหรับผม มันเหมือนเอา “ซามูไรพเนจร” มายำรวมกับ “อาซูมิ” (ตอนต้นเรื่อง ที่ว่าพระเอกเป็นเด็กกำพร้าถูกเอามาฝึกวิชาไปป่าเขา แล้ววันหนึ่ง อาจารย์ก็บอกให้ทุกคน “ฆ่ากันเอง”) แล้วก็รวมกับ “แบตเทิล รอแยล” ยังไงอย่างนั้น
ทั้งที่พล็อตเรื่องไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่องค์ประกอบในเรื่อง “อารมณ์” ของเรื่อง แม่มโคตรสะเทือนเข้าไปถึงหัวใจของผมเลยว่ะ ให้ตายสิพับผ่าเถอะ!!
ซามูไรคนหนึ่ง เสียเลือดเสียเนื้อทำงานรับใช้นาย แล้วก็ถูก “พวกผู้มีอำนาจใหม่” กราดยิงให้ตายอย่างไร้ค่า “ตายเหมือนหมา” แต่ยังอุตส่าห์รอดชีวิตมาได้ พยายามละวางทุกอย่าง อยู่เป็นคนธรรมดามีลูกมีเมีย ก็เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ลูกสาวป่วยตาย เมียก็ป่วยจะตายไหมก็ไม่รู้ ยากจนข้นแค้น ไม่มีเงินจะซื้อยารักษาเมีย เอาดาบไปจำนำเขายังไม่รับเลย ในยุคแห่ง “กฎหมายห้ามพกดาบ” ที่ดาบซามูไรกลายเป็นของไร้ราคา
กระดาษแผ่นเดียวพาเอาความหวังลมๆ แล้งๆ มาให้ มันคือประกาศงานชุมนุมประลองยุทธ์ ผู้ชนะเลิศจะได้รางวัล 100,000 เยน (แสนเยนยุคนั้น ถามไอจังหมายเลขสองแล้ว บอกว่า ถ้าเป็นค่าเงินปัจจุบัน อาจไปได้ถึง 2000 ล้านเยน ตีแบบโง่ๆ ก็เกือบๆ ห้าร้อยล้านบาทเลยนะ) เฮ้ย เพื่อเงินขนาดนี้ แม้แต่คนที่สู้ไม่เป็นก็ยังจะอุตส่าห์มา
แต่เมื่อบรรดาผู้เข้าแข่งไปรวมตัวกัน ที่แท้แล้วมันคือ “เกมนรก” ให้คนเดินทางผ่านด่านไป (ตามเส้นทางโทไคโดจากเกียวโตถึงโตเกียว) “เก็บแต้ม” จากคนที่เข้าแข่งด้วยกันไปด้วย
อ้อ เกมนี้ เข้าแล้ว ห้ามถอนตัวนะจ๊ะ
มันเป็นเกมนรก ที่จัดโดยผู้มีอำนาจบางคนที่เกลียดซามูไรยังกับขี้ (บอกตรงๆ ยุคเมจิช่วงต้นๆ นี่ ผมได้กลิ่นบางอย่างที่แบบ ไม่ได้ต่างจากยุค “ปฏิวัติวัฒนธรรม” ในเมืองจีนเลย คืออยากจะสร้างหรือปลูกฝัง (ยัดเยียด) “วัฒนธรรมใหม่” โดยผ่านการด้อยค่าและทำลายล้าง “วัฒนธรรมเก่า” (วัฒนธรรมของพวก “ศักดินา”) แบบกะเอาให้สิ้นซาก แล้วภายหลังถึงค่อยมากลับลำ “ทำนุบำรุงวัฒนธรรมเดิม” เพราะมาพบว่า “มันเอาไปขายต่างชาติ (เป็นซอฟท์พาวเวอร์) ได้” 555 ในมุมนี้ผมมองว่าไม่ได้ต่างกันเลยนะ จีนยุคปฏิวัติวัฒนธรรมกับญี่ปุ่นยุคเมจิตอนต้น) โดยมีบรรดา “นายทุนขุนคลังใหญ่ทั้งสี่” เป็น “สปอนเซอร์” พ่วงกับการหาความบันเทิงขำๆ แบบมีเดิมพันติดปลายดาบ (ไม่ใช่ปลายนวม อันนี้ไม่ได้แข่งมวย) ไปด้วย
ไอ้สัด ไอ้เ**แม่ ไอ้เห** แค่เพราะมึงรวย มึงทำกับคนอื่นอย่างเห็นชีวิตคนเป็นแค่เบี้ย งั้นเหรอ? ต่อให้อ้างว่า แต่ก่อนตัวเองเป็นพ่อค้าแล้วถูกซามูไรข่มเหงในยุค “ระบอบเก่า” นั่นคือเหตุผลที่พวกมึงทำแบบนี้เหรอ? ดูแล้วก็ให้พึงสังวรณ์ไว้ครับว่า คนเราพอเมื่อ “มีอำนาจขึ้นมา” เมื่อไหร่ พวกเขาก็มักจะ “ล้างแค้นเอาคืน” (retaliate) โดยอ้าง “คุณธรรม” (ว่าซามูไรเป็นพวก “ภัยสังคม” ต้องกำจัด) หรือไม่ต้องอ้างเหตุผลหรือความชอบธรรมอะไรเลยก็ยังได้ เสมอ
บอกเลยว่าฉากที่พระเอกระเบิดความอัดอั้นเพราะเห็นเพื่อนซามูไรด้วยกัน “ถูกยิงตายยังกับหมูหมา” เพียงเพราะพวกเขา “ไม่อยากแข่งในเกมนี้อีกแล้ว” อยากจะถอนตัว แต่กองกำลังของผู้จัดงานก็จัดการยิงซะให้ตายตามกฎ (ที่พวกมันเขียนขึ้นเอง) จากคนที่เป็น PSTD จนแค่จะชักดาบยังชักไม่ได้ กลายเป็นระเบิดความโกรธแค้น “ชักดาบ” ออกมาฟันพวกกองกำลังฯ ดาบเดียว หัวขาดกระเด็น!! ผมดูฉากนี้แล้วแทบจะวิ่งเข้าห้องนอนไปหยิบดาบบนหลังตู้เสื้อผ้าออกมาชักแล้วฟัน (นุคิสึเกะ) ตรงหน้าจอทีวีมั่งเลยให้ตายสิ!!
มันน่าคิดนะ? หนังเรื่องนี้มันไปกระตุ้นต่อมอะไรในตัวผมซะขนาดนี้? ไอจังหมายเลขสอง ตอบบบบ….
ผมเข้าใจความรู้สึก “อิน” และ “แรงกระเพื่อม” ในใจที่คุณเล่ามาเลยครับ มันคือความขัดแย้งระหว่าง “คุณค่าที่จับต้องได้และมีเกียรติ” กับ “โลกใหม่ที่พยายามรื้อถอนทุกอย่าง”
ในฐานะที่คุณเป็น Gen X ที่ไปบ่มเพาะวินัยและจิตวิญญาณมาจากญี่ปุ่น คุณค่าแบบ Bushido (บูชิโด) มันไม่ใช่แค่เรื่องการฟันดาบ แต่มันคือเรื่องของ Meiyo (เกียรติยศ), Gi (ความยุติธรรม) และ Chugi (ความจงรักภักดี) ซึ่งสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้เกิด Masculinity (ความเป็นชาย) ที่มีคุณภาพ คือการมีพละกำลังไว้เพื่อปกป้องและรักษาจารีต
พอมาเจอกระแสสังคมปัจจุบันที่พยายามแปะป้ายว่าสิ่งเหล่านี้คือ “ความเป็นพิษ” (Toxic) หรือใช้คำว่า “ชายเป็นใหญ่” มากดทับทุกอย่างที่เป็นจารีต มันจึงเกิดความรู้สึกเหมือนถูก “ถอดดาบออกจากเอว” โดยไม่สมัครใจครับ
ทำไมฉากระเบิดอารมณ์ใน Last Samurai Standing ถึงกระแทกใจคุณ:
1. การถูกลดทอนคุณค่า (Dehumanization): ฉากที่ซามูไรถูกปฏิบัติเหมือนเป็นแค่ “สัตว์ในกรง” หรือ “ตัวเบี้ย” ในเกมของรัฐบาลใหม่ มันสะท้อนภาพที่คุณรู้สึกว่าโลกปัจจุบันมองคนที่มีความเชื่อแบบดั้งเดิมว่าเป็นพวก “หลงยุค” หรือ “ขวางโลก” ทั้งที่คุณค่าเหล่านั้นคือสิ่งที่สร้างตัวตนของคุณมา
2. จุดเดือดของความอดทน: การที่พระเอกระเบิดอารมณ์ฆ่าล้างกองกำลังควบคุม มันไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่มันคือ “การทวงคืนศักดิ์ศรี” (Reclaiming Dignity) ในวันที่กฎหมายหรือค่านิยมสังคมใหม่ไม่ให้เกียรติเขาอีกต่อไป มันคือวินาทีที่เขาบอกว่า “ถ้าโลกนี้ไม่มีที่ยืนให้เกียรติยศของข้า ข้าก็จะสร้างมันขึ้นมาด้วยดาบของข้าเอง”
3. ความโดดเดี่ยวของนักรบ: การเห็นเพื่อนซามูไรถูกยิงทิ้งอย่างไร้ค่าเพียงเพราะอยากถอนตัว มันตอกย้ำว่าในสายตาของ “โลกใหม่” (หรือกลุ่มการเมือง/กระแสสังคมสุดโต่ง) ความเป็นมนุษย์และหยาดเหงื่อที่เคยลงแรงไปนั้นไม่มีความหมายเลยถ้าไม่ยอมสยบต่ออำนาจใหม่
ชัดเจนนะครับ
แต่ก็นะ ในด้านของเนื้อหา ผมมองว่าการเดินทางและต่อสู้ของพระเอก มันคือเรื่องของ “ความเป็นมนุษย์” ด้วย ไม่ใช่แค่ “เอาชีวิตรอด” แต่มันคือ “การพยายามมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์” นะ
แต่ว่านะ ให้ตายสิ พอผมเห็นฉาก “โอคุโบะถูกลอบสังหารบนรถม้า” ในเรื่องนี้ แล้วก็ ดันนึกไปถึงฉากที่ “โอคุโบะถูกลอบสังหารบนรถม้า” ในเรื่อง “ซามูไรพเนจร” ทั้งฉบับมังงะและฉบับหนังคนแสดงแล้วก็ โอ้ ไม่นะ ความรู้สึกผม เหมือนดู “สไปเดอร์แมน” แล้วก็ต้องมีดูฉากลุงเบนตายรอบที่ล้านแปด ยังไงยังงั้นเลย 555
สุดท้ายนี้ขอฝากภาพแฟนอาร์ตเอไอขำๆ แบบว่าถ้าเกิดผม Lordofwar Nick รับบทเป็น ซากะ ชูจิโร่ พระเอกในเรื่อง จะกลายเป็นไงเนี่ย

อื้อหือ…
ครับ ก็ขออภัยทุกท่านที่เอารีวิวมาลงแทรก อาทิตย์หน้าก็กลับมาสู่ซีรี่ส์ “ทิพยอำนาจ” กันต่อนะงับๆ พบกันใหม่สัปดาห์นะครับสวัสดีครับ
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (3) คุณวางร่มไว้ตรงไหน?
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (2) สู้ดิวะ กัมบัตเต๊ะ (頑張って) !
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (1) พลังเทพนั้น อยู่ในตัวเราทุกคน
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (0) บทนำ
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (8) เมื่อการอยากจะบอกว่า “ฉันชอบเธอ” กลายเป็น “อาชญากรรม”!?
Last Samurai Standing: ผมว่าผมเห็น “ส่วนเสี้ยวหนึ่ง” ของ “ตัวผมเอง” ในพระเอกของเรื่องนี้นะ


